Showing posts with label จันทบุรี. Show all posts
Showing posts with label จันทบุรี. Show all posts

Thursday, September 13, 2018

เพนียด นครโบราณพันปีที่เมืองจันท์



ภาคภูมิ น้อยวัฒน์...เรื่องและภาพ
ตีพิมพ์ในคอลัมน์รายงานพิเศษ อนุสาร อ.ส.ท. เดือนตุลาคม ๒๕๖๑

โครงการเผยแพร่มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ โดยกรมศิลปากร จัดกิจกรรมนำสื่อมวลชนจากหลากหลายสาขา ร่วมเดินทางทัศนศึกษาในหัวข้อ เล่าเรื่องเมืองโบราณพันปี “จันทบุรี” ดินแดนยุทธศาสตร์ชาติไทย” ในระหว่างวันที่ ๑๖ – ๑๗ สิงหาคมที่ผ่านมา

คณะทัศนศึกษาในครั้งนี้นำโดยนายเมธาดล วิจักขณะ รองอธิบดีกรมศิลปากร จุดหมายหลักอยู่ที่ศึกษาดูงานแหล่งโบราณคดีและโบราณสถาน โดยเฉพาะการดำเนินโครงการอนุรักษ์และพัฒนาเพื่อส่งเสริมศักยภาพเมืองเพนียด จังหวัดจันทบุรี  หลังจากโบราณสถานแห่งนี้ไม่ได้ดำเนินงานขุดค้นและศึกษาด้านโบราณคดีมานานกว่า ๒๐ ปีแล้ว


              เมืองเพนียดเป็นนครโบราณอายุมากกว่าพันปี สำรวจพบครั้งแรกโดยสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพาทิศเมื่อ พ.ศ.๒๔๓๖-๒๔๔๖ กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๘  ลักษณะผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ล้อมรอบด้วยคันดิน ขนาดพื้นที่ประมาณ ๑,๖๐๐ ไร่  ทำเลติดกับเชิงเขาสระบาป มีลำน้ำคลองนารายณ์ไหลมาจากภูเขา ผ่านเมืองลงสู่แม่น้ำจันทบุรีแล้วออกทะเลอ่าวไทย  

สิ่งยืนยันถึงความเก่าแก่ของเมืองเพนียดได้แก่ ศิลาจารึก และหลักฐานทางศิลปกรรมที่ปรากฏอยู่มากมาย  ศิลาจารึกสำคัญมีอยู่สามหลัก ได้แก่จารึกวัดทองทั่ว-ไชยชุมพล อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ จารึกเพนียด ๑ และจารึกเพนียด ๕๒ อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕   ส่วนหลักฐานทางศิลปกรรมที่น่าสนใจ คือทับหลังแบบถาลาบริวัตรในวัฒนธรรมขอมโบราณ สร้างขึ้นราวตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๒ อายุประมาณ ๑,๔๐๐ ปี ถือเป็นศิลปกรรมได้รับอิทธิพลจากอินเดียเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย แสดงให้เห็นว่าเมืองเพนียดเป็นเมืองท่าติดต่อค้าขายใกล้ชิดกับอินเดีย มีบทบาทสำคัญสำคัญในการเชื่อมอารยธรรมจากอินเดียเข้าสู่ในภูมิภาคส่วนอื่น ๆ  
  


นักโบราณคดีคาดว่าเมืองเพนียดยังอาจเป็นชุมชนที่มีประวัติความเก่าแก่มากกว่า ๑,๔๐๐ ปี เนื่องจากยังขุดพบโบราณวัตถุกลองมโหระทึกที่มีอายุเก่าแก่มากกว่านั้นมาก คือร่วมสมัยกับเมืองออกแก้วในเวียดนามตอนใต้ ที่มีอายุอยู่ในพุทธศตวรรษที่ ๖-๙   ทั้งยังอาจจะติดต่อกับเมืองท่าในสมัยศรีวิชัย ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีด้วย  เนื่องจากเมืองเพนียดห่างจากอ่าวไทยเพียง ๒๐ กิโลเมตร เป็นจุดที่สะดวกในการติดต่อทำการค้าทางทะเล ในขณะที่ทางบกเชื่อมโยงเข้ากับภาคกลาง   


สำนักศิลปากรที่ ๕ ปราจีนบุรี ได้ดำเนินงานโบราณคดีขุดแต่งและบูรณะโบราณสถานด้านทิศเหนือที่เรียกกันว่า “คูเพนียด” ในปี พ.ศ. ๒๕๔๒-๒๕๔๕  พบว่าเป็นสิ่งก่อสร้างลักษณะเหมือนสระน้ำรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าสองสระติดกัน กว้าง ๖๐ เมตร ยาว ๔๐ เมตร กรุด้วยศิลาแลง มีบันไดทางขึ้น ในปี พ.ศ. ๒๕๖๐ ที่ผ่านมา จึงได้สำรวจทำแผนผังพร้อมทั้งขุดแต่งโบราณสถานเมืองเพนียดอีกครั้ง พบโบราณวัตถุเพิ่มเติมอีกหลายชิ้นที่น่าสนใจ เช่น กระเบื้องกาบกล้วย กระเบื้องเชิงชาย และชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมอื่น ๆ  ที่ทำให้สันนิษฐานได้ว่าเป็นสิ่งก่อสร้างใช้เพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนา อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘  ไม่ใช่เพนียดหรือคอกช้างอย่างที่เรียกกันอย่างแน่นอน

ล่าสุดกรมศิลปากรมีแผนพัฒนาต่อเนื่องในช่วงปี ๒๕๖๒-๒๕๖๕  โดยจะทำการสำรวจตั้งแต่บริเวณเมืองเพนียดเบื้องล่างเชื่อมโยงขึ้นไปถึงบนยอดเขาสระบาป ซึ่งน่าจะมีความสัมพันธ์กันในเชิงพิธีกรรมความศักดิ์สิทธิ์  ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการสำรวจหากำแพงเมืองและขุดแต่งบูรณะให้ชัดเจน นอกจากนี้ยังมีโครงการความร่วมมือกับท้องถิ่น นำชาวบ้านที่อยู่รอบโบราณสถาน เข้ามาร่วมพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ต่อไป

ในส่วนของวัดทองทั่วซึ่งเป็นแหล่งเก็บรักษาโบราณวัตถุชิ้นสำคัญของเมืองเพนียดไว้จำนวนมาก ทางวัดได้รับการสนับสนุนงบประมาณ ๓๐ ล้านบาท สำหรับการสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่ จากหน่วยราชการท้องถิ่นซึ่งตระหนักถึงความสำคัญ  โดยมีกรมศิลปากรสนับสนุนในด้านการกำหนดอายุโบราณวัตถุ แนะนำการจัดแสดงให้ได้มาตรฐานสากล รวมทั้งมีแผนพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์แห่งใหม่ของ จังหวัดจันทบุรีที่มีความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมในระดับภูมิภาคอาเซียน 

 คณะทัศนศึกษาได้เข้าเยี่ยมชมหน่วยงานของกรมศิลปากรส่วนภูมิภาคในจังหวัดจันทบุรี  ได้แก่ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี เดิมเป็นศาลาว่าการมณฑลจังหวัดจันทบุรีซึ่งประกอบด้วยเมืองจันทบุรี ระยอง และตราด สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๙  สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖  ปัจจุบันตัวอาคารมีอายุเก่าแก่กว่าร้อยปี ระหว่างการบูรณะพบเอกสารจดหมายเหตุเก่าแก่สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๑ และสงครามโลกครั้งที่ ๒ จำนวนมาก ได้รับการเสนอยูเนสโกให้เป็นมรดกความทรงจำของโลก  และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพาณิชย์นาวี แหล่งเก็บรักษาและอนุรักษ์โบราณวัตถุที่ได้จากการขุดค้นใต้ทะเล พร้อมชมการสาธิตการปฏิบัติงานโบราณคดีใต้น้ำด้วยอุปกรณ์อันทันสมัย ณ สระฝึกอบรมและทดสอบการดำน้ำ “เดชพิรุฬห์”


 นอกจากนี้ยังเข้าชมพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ค่ายตากสิน ในบริเวณค่ายตากสิน ซึ่งเป็นกลุ่มอาคารโบราณที่สร้างขึ้นในสมัยฝรั่งเศสเข้ายึดเมืองจันทบุรี จัดแสดงพระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ และนิทรรศการความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับฝรั่งเศส จัดแสดงไว้อย่างเป็นหมวดหมู่น่าสนใจ  และอาสนวิหารพระนางมารีอาปฎิสนธินิรมล จันทบุรี โบสถ์คริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิก อายุกว่าร้อยปี  ที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมและการตกแต่งอลังการตระการตา
สนใจชมภาพถ่ายและวิดิทัศน์การเดินทางทัศนศึกษาในหัวข้อ เล่าเรื่องเมืองโบราณพันปี จันทบุรี ดินแดนยุทธศาสตร์ชาติไทย” เพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/osotho


Thursday, December 24, 2015

ปะการังยั่งยืนคืนชีวิต

ภาคภูมิ น้อยวัฒน์...รายงาน
ตีพิมพ์ครั้งแรกในอนุสาร อ.ส.ท. ฉบับเดือนมกราคม ๒๕๕๙ 

ฝ่ายส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จัดทัศนศึกษา “ปะการังยั่งยืน คืนชีวิต” ระหว่างวันที่ ๒๖-๒๗ พฤศจิกายนที่ผ่านมา เพื่อนำกลุ่มผู้นำความคิดทั้งภาครัฐและเอกชน ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการดำน้ำใต้ทะเล ได้แก่ คณะวิทยาศาสตร์ทางทะเล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  สมาคมนักดำน้ำแห่งประเทศไทย  รวมทั้งสื่อมวลชน ได้แก่ อนุสาร อ.ส.ท. กลุ่มกรีนพีช  บริษัท แคนนอน ประเทศไทย จำกัด  และเว็บไซต์ MThai  ไปชมความสำเร็จของโครงการจัดสร้างปะการังเทียมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ณ จังหวัดจันทบุรี

โครงการดังกล่าวเริ่มขึ้นเพื่อสนองพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ที่ทรงมีพระราชดำริต้องการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลที่เสื่อมโทรมด้วยการวางแนวปะการังเทียม เพื่อให้ปลาและสัตว์น้ำนานาชนิดใช้เป็นพื้นที่เข้ามาอาศัย ใช้ขยายพันธุ์และฟักตัว เป็นการอนุรักษ์ระบบนิเวศทางทะเล 

 ปะการังเทียมทำจากซีเมนต์เป็นรูปลูกบาศก์โปร่ง

สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์โดยมูลนิธิสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จึงได้สนับสนุนงบประมาณให้กับกรมประมงในการจัดสร้างปะการังเทียมด้วยแท่งคอนกรีตทรงลูกบาศก์โปร่ง โดยกองแรกนำไปวาง ณ บริเวณชายฝั่งทะเลหมู่ที่ ๗  ตำบลคลองขุด อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี อันเป็นพื้นที่ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๕

หลังจากประสบผลดีในการฟื้นฟูระบบนิเวศจากปะการังเทียมกองแรก ทำให้สัตว์น้ำเพิ่มจำนวนมากขึ้น  ในปีต่อมามูลนิธิฯ จึงได้ร่วมกับกรมประมงขยายการจัดสร้างและวางปะการังเทียมไปยังท้องทะเลในจังหวัดอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง

ในปี ๒๕๕๖ ได้วางปะการังเทียม ๑ กอง ในทะเลบ้านทุ่งมหา ตำบลปากคลอง อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร ปี ๒๕๕๗ วางปะการังเทียมรวม ๔ กอง ได้แก่ ในทะเลบริเวณชุมชนรอบพระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ๒ กอง  ในทะเลบริเวณบ้านทุ่งรัก ตำบลแม่นางขาว อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา ๑ กอง และในทะเลบริเวณปากคลอง ตำบลเกาะกลาง อำเภอลันตา จังหวัดกระบี่  ๑ กอง  ล่าสุดในปี ๒๕๕๘ ที่ผ่านมานี้ได้วางปะการังเทียมในทะเลบริเวณบ้านนาทับ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลาอีก ๑ กอง

 คณะทัศนศึกษาเริ่มต้นในจันทบุรีด้วยกิจกรรมเบา ๆ แวะเยี่ยมชมสถาปัตยกรรมเก่าแก่อันงดงามที่เรียงรายอยู่สองฟากฝั่งถนนของชุมชนริมน้ำจันทบูร บริเวณบ้านหลวงราชไมตรีซึ่งได้รับการปรับปรุงสภาพอย่างสวยงาม โดยรักษาบรรยากาศดั้งเดิมเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน ทั้งยังเป็นวิสาหกิจของชุมชน  
 บ้านเรือนเก่าย่านริมน้ำจันทบูร
 คณะเข้าเยี่ยมชมภายในบ้านหลวงราชไมตรี 
ถ่ายภาพหมู่ที่ระลึกหน้าบ้านหลวงราชไมตรี


ก่อนจะข้ามสะพานไปยังอาสนวิหารพระแม่มารปฏิสนธินิรมล โบสถ์ฝรั่งที่งดงามด้วยการตกแต่งประดับประดาในแบบสถาปัตยกรรมแบบโกธิค ชื่นชมกับประติมากรรมพระแม่มารีที่ประดับด้วยพลอยเมืองจันท์อันเลื่องชื่อ และกระจกสีที่ประดับประดาอยู่บนบานหน้าต่าง ปิดท้ายวันแรกด้วยกิจกรรม Party on the beach  ณ โรงแรมแซนด์ดูนส์ เจ้าหลาว บีช รีสอร์ต

 สถาปัตยกรรมโกธิคของอาสนวิหาร

คณะปะการังยั่งยืนคืนชีวิตถ่ายภาพหมู่ภายในวิหาร

            วันที่สองจึงเป็นการเดินทางสู่ผืนน้ำสีเขียวครามของจังหวัดจันทบุรี  โดยคณะทัศนศึกษาเข้ารับฟังการบรรยายสรุปและชมวิดีทัศน์ใต้ท้องทะเลเกี่ยวกับการวางปะการังเทียม จากนักวิชาการประมงชำนาญการของกรมประมง ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน ก่อนออกเดินทางโดยเรือลำใหญ่ สู่พื้นที่วางปะการังเทียมใต้ท้องทะเลจันทบุรี

 ซั้งเชือกถูกห่อหุ้มด้วยพืชน้ำ

ณ ผืนทรายใต้น้ำลึกอันเป็นสถานที่วางปะการังเทียมแห่งแรกของโครงการฯ  หลังจากเวลาผ่านไปสามปี ปะการังเทียมรูปลูกบาศก์โปร่งที่กองอยูเป็นกลุ่ม แวดล้อมด้วยซั้งเชือกที่ผูกไว้กับทุ่นลอยเรียงราย บัดนี้ห่มคลุมด้วยสีเขียวของพืชน้ำ ประดุจดังผืนป่าใต้สมุทร  เต็มไปด้วยฝูงปลาและสัตว์น้ำนานาชนิดน้อยใหญ่ที่ว่ายเวียนวนหากินอยู่อย่างมีชีวิตชีวา น่าตื่นตาตื่นใจ

สรรพชีวิตน้อยใหญ่ในบริเวณปะการังเทียม

ภาพของปะการังเทียมที่ในวันนี้ได้กลายเป็นบ้านอันแสนอุดมสมบูรณ์เป็นที่อาศัยและขยายพันธุ์ของปลาและสัตว์น้ำมากมายนับพันนับหมื่นอย่างที่ได้เห็น เป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดี ถึงความสำเร็จของโครงการฯ ว่ามีส่วนช่วยในการฟื้นฟูระบบนิเวศของทะเลได้มาก อันจะส่งผลอย่างยั่งยืนต่อท้องทะเล

โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการทำประมงพื้นบ้าน ที่นับจากนี้ต่อไปชาวประมงพื้นบ้านสามารถทำมาหากินในบริเวณใกล้ชายฝั่ง ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงภัยออกไปหาปลาในทะเลน้ำลึกอีกต่อไป

 
 ปะการังเทียมกลายสภาพเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำใต้ทะเล

Wednesday, November 11, 2015

ท่าสอน เส้นทางสัมผัสมหัศจรรย์แห่งป่าชายเลนจันทบุรี


“พราว เภตรา” ...รายงาน
ตีพิมพ์ครั้งแรกในอนุสาร อ.ส.ท. ฉบับเดือนตุลาคม ๒๕๕๘ 
            ป่าชายเลนถือเป็นแหล่งธรรมชาติที่สำคัญต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากมีประโยชน์ต่อการดํารงชีพของมนุษย์และสัตว์  ด้วยความหลากหลายของพืชและสัตว์นานาชนิด จัดเป็นระบบนิเวศแบบ ๓  น้ำ โดย ในฤดูฝนมีน้ำฝนลงมาผสมกับน้ำทะเลมาก น้ำจะจืด ช่วงปลายฤดูฝนย่างเข้าฤดูแล้งน้ำฝนน้อยลง น้ำจะกลายเป็นน้ำกร่อย และในฤดูแล้งที่ไม่มีน้ำฝนลงมาผสม น้ำจะเค็ม หมุนเวียนกันไปเป็นวงจร จึงเป็นแหล่งแพร่พันธุ์และอยู่อาศัยของสัตว์น้ำได้เป็นอย่างดี

 ป่าชายเลนลุ่มน้ำเวฬุ บริเวณรอยต่อของ อําเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี กับ อําเภอเขาสมิง จังหวัดตราดเป็นพื้นที่ป่าชายเลนซึ่งมีความหลากหลายและสมบูรณ์ทางนิเวศมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย โดยจากการสํารวจในพื้นที่ซึ่งมีอยู่ประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ ไร่ในอดีต  พบว่ามีสัตว์น้ำมากกว่า ๓๐ ชนิด และนกอีกมากกว่า ๒๐๐ ชนิด ทว่าในช่วง ๓๐ ปีที่ผ่านมาถูกชาวบ้านบุกรุกพื้นที่เข้าไปทำมาหากิน เป็นเหตุให้ป่าชายเลนถูกทำลายไปกว่าร้อยละ ๙๐  สภาพป่าที่ทรุดโทรม ส่งผลให้พันธุ์สัตว์น้ำชายฝั่งลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านชนิดและจำนวน


กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยสถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ ๒ (ท่าสอน จันทบุรี) ได้ดำเนินฟื้นฟูป่าชายเลน ลุ่มน้ำเวฬุขึ้นมาใหม่ โดยยึดตามแนวพระราชดํารัสของพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว ที่ทรงรับสั่งว่า “คนกับป่าสามารถอยู่ร่วมกันได้ ในการฟื้นฟูป่านั้นต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม และให้เขาได้รับประโยชน์จากการสร้างป่านั้นด้วย”

ในปี พ.ศ.๒๕๔๗ จึงได้มีการก่อตั้งศูนย์เรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงนิเวศป่าชายเลนลุ่มน้ำเวฬุ ขึ้น   เป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านนิเวศวิทยาป่าชายเลน สำหรับกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงนิเวศ รวมทั้งเป็นสถานที่พบปะทํากิจกรรมร่วมกันของกลุ่มเยาวชนและประชาชน เพื่อปลูกจิตสํานึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลนให้มีความอุดมสมบูรณ์  โดยให้คนในท้องที่มีส่วนร่วมอีกทั้งยังมีรายได้จากนักท่องเที่ยว  โดยที่ผ่านมาได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากจังหวัดจันทบุรี ล่าสุดในปี ๒๕๕๘ นี้ ทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)ได้เข้ามาดำเนินการปลูกป่าชายเลนจำนวน ๑ พันไร่ เพื่อฟื้นฟูสภาพผืนป่าท่าสอนให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง


ภายในพื้นที่ศูนย์ฯ ได้มีการตัดถนนลาดยางผ่านเข้าไปในผืนป่า เพื่อให้สามารถเข้าไปศึกษาธรรมชาติกันได้อย่างใกล้ชิด โดยจัดสร้างห้องสำหรับบรรยายในอาคาร พร้อมทั้งเส้นทางเดินเท้าศึกษาธรรมชาติ เป็นสะพานคอนกรีตและสะพานไม้ ทอดผ่านเข้าไปในผืนป่าชายเลนท่ามกลางพันธุ์ไม้นานาชนิดที่เรียงราย เช่น โกงกาง แสม ลำพู บนระยะทาง ๑.๒ กิโลเมตร ใช้เวลาเดินประมาณ ๖๐ นาที

แต่ละจุดมีป้ายสื่อความหมายเกี่ยวกับธรรมชาติป่าชายเลนบอกเล่าข้อมูลพันธุ์ไม้ สัตว์ต่าง ๆ ซึ่งมีทั้งนก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์น้ำ ที่อาศัยอยู่ในป่าชายเลน ไว้อย่างละเอียดพอสมควร ซึ่งถ้าโชคดีก็อาจจะได้พบเห็นตัวเป็น ๆ กัน ซึ่งที่ถือเป็นดาวเด่นของป่าท่าสอนแห่งนี้ก็คือ “เหยี่ยวแดง”  เนื่องจากพบเห็นได้ง่าย มักจะเห็นกางปีกถลาร่อนอยู่ไปมาอยู่มากมาย  บนผืนฟ้าสีครามเหนือป่าเขียวขจี

โดยเฉพาะในช่วงเดือนพฤศจิกายน-มิถุนายนของทุกปี บนถนนลาดยางสายหลักที่ทอดยาว ระยะทางประมาณ ๒ กิโลเมตร ในยามค่ำคืนยังสว่างไสวเรืองรองด้วยแสงของหิ่งห้อยกระพริบวิบวับอยู่สองฟากฝั่ง เป็นความงดงามมหัศจรรย์อันเป็นเอกลักษณ์ของผืนป่าชายเลนท่าสอนแห่งนี้ ที่หากมีโอกาสก็ไม่ควรพลาดที่จะมาชมเป็นบุญตาสักครั้งในชีวิต

สุดถนนที่ท่าน้ำยังมีร้านอาหารทะเลแพโชครุ่งรัตน์ให้บริการอาหารทะเลในราคาย่อมเยา และหากต้องการพักผ่อนแรมคืนแบบใกล้ชิดธรรมชาติ ทางศูนย์ฯ ก็มีเต็นท์ไว้บริการนักท่องเที่ยว พักได้ ๒-๕ คน ราคา ๑๒๐-๓๐๐ บาท ในกรณีที่นักท่องเที่ยวนำเต็นท์มาเอง เสียค่าธรรมเนียมพื้นที่กางเต็นท์ คนละ ๕๐ บาท
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลน ที่ ๒ (ท่าสอน จันทบุรี) โทรศัพท์ ๐ ๓๙๔๒ ๔๑๘๖, ๐๘ ๙๒๔๕ ๓๕๐๙