Showing posts with label กรมศิลปากร. Show all posts
Showing posts with label กรมศิลปากร. Show all posts

Sunday, April 12, 2020

เยือนเมืองลุง ยลแหล่งโบราณคดี ประวัติศาสตร์ศิลป์ เรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นภาคใต้




ภาคภูมิ น้อยวัฒน์...เรื่องและภาพ
ตีพิมพ์ครั้งแรกในอนุสาร อ.ส.ท. พฤษภาคม ๒๕๖๓ 

ขบวนรถด่วนพิเศษทักษิณารัถย์จากสถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) ชะลอความเร็วลง ก่อนจะแล่นเข้าเทียบชานชาลาสถานีรถไฟพัทลุงแต่เช้ามืด ถือเป็นรูปแบบแปลกใหม่ในการเดินทางของคณะทัศนศึกษาในโครงการวัฒนธรรมสัญจรของกรมศิลปากร ซึ่งเปิดโอกาสให้ครู อาจารย์ นักเรียน นิสิต นักศึกษาตลอดจนประชาชนทั่วไปที่สนใจได้ร่วมเดินทางท่องเที่ยวกับกรมศิลปากร เพื่อศึกษา เรียนรู้ และตระหนักในคุณค่าของแหล่งโบราณคดี ประวัติศาสตร์ และศิลปวัฒนธรรมของแต่ละภูมิภาคของประเทศไทย

โครงการฯ นี้จัดให้มีขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยแต่ละกลุ่มในสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ของกรมศิลปากรผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพ ในปี ๒๕๖๓ นี้ จัดขึ้นในวันที่ ๙-๑๓ มีนาคม ที่ผ่านมา ในหัวข้อ “เยือนเมืองลุง ยลแหล่งโบราณคดี ประวัติศาสตร์ศิลป์ เรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นภาคใต้” ซึ่งพื้นที่เมืองพัทลุงถือว่าเหมาะสม ด้วยความอุดมสมบูรณ์ด้านการเกษตรจนได้สมญานาม “อู่ข้าวอู่น้ำของภาคใต้” จึงทำให้เป็นที่อยู่อาศัยของผู้คนตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ จนกระทั่งเติบโตขึ้นเป็นบ้านเมืองเจริญต่อเนื่องมายาวนาน ปรากฏร่องรอยหลักฐานหลายยุคหลายสมัย ทั้งยังมีชื่อเสียงในฐานะ “นครตักศิลาแห่งพุทธธรรมและไสยเวทย์ของภาคใต้” จึงมีเรื่องราวหลากหลายให้คณะทัศนศึกษาได้เรียนรู้

 พระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ
 ศาลาจัตุรมุขที่ประดิษฐานพระพุทธนิรโรคันตรายฯ 

หลังจากเช็กอินเข้าที่พักที่โรงแรมสิทธินาถแกรนด์วิว อำเภอเมืองฯ จังหวัดพัทลุง แล้ว คณะทัศนศึกษาออกเดินทางไปสักการะพระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ ที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ พระราชทานไว้ประจำเมืองพัทลุง ณ ศาลาจัตุรทิศ ใกล้กับศาลากลางจังหวัด เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนแวะชมปืนใหญ่โบราณสมัยอยุธยาที่เก็บรักษาไว้หน้าเสาธงโรงเรียนพัทลุงที่อยู่ไม่ไกลกัน

 สวนเดอลอง

จากนั้นมุ่งหน้าไปยังสวนเดอลอง แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร จุดเช็กอินใหม่ของพัทลุงที่น่าสนใจด้วยแปลงสาธิตการปลูกข้าวและการเพาะเห็ด กับเดอลองคาเฟ่ ที่มี “สังข์หยด สตาร์ แมคคิอาโต” เครื่องดื่มฟิวชันข้าวสังข์หยดกับกาแฟ เป็นรสชาติแปลกใหม่ให้ลิ้มลอง และเดอลองของฝาก ศูนย์รวมผลิตภัณฑ์แปรรูปจากวัตถุดิบทางเกษตรในท้องถิ่นที่ซึ่งล้วนแล้วแต่น่าจับจ่ายไปเป็นของฝาก

 วัดเขียนบางแก้ว
 โบราณวัตถุภายในพิพิธภัณฑ์

สถาปัตยกรรมภายในวัด
            เดินทางต่อไปยังอำเภอเขาชัยสน อันเป็นที่ตั้งของ “โคกเมืองบางแก้ว” สถานที่แรกตั้งเมืองพัทลุงเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๐ โดยเจ้าพระยากุมารและนางเลือดขาวนำคนจากชุมชนบ้านพระเกิด (ในพื้นที่ตำบลฝาละมี อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง) ซึ่งเป็นชุมชนจับช้าง อพยพมาตั้งเป็นบ้านเมืองขึ้น ชื่อ “เมืองพัทลุง” โดยคำว่าพัทลุงสันนิษฐานว่าเพี้ยนจาก”เมืองตะลุง” อันหมายถึงเมืองเสาตะลุง (หลักล่ามช้าง) มีฐานะเป็นเมืองบริวาร ๑ ใน ๑๒ นักษัตรของนครศรีธรรมราช ตราประจำเมืองคือมะเส็ง (งูเล็ก) จนเมื่อกรุงศรีอยุธยาขยายอำนาจลงมาทางใต้ยึดนครศรีธรรมราชได้ พัทลุงจึงขึ้นกับกรุงศรีอยุธยาในฐานะหัวเมืองชั้นตรี

 โบราณสถานที่สันนิษฐานว่าคือหอถือน้ำพิพัฒน์สัตยาในอดีต

หลักฐานสิ่งก่อสร้างในสมัยนี้ปรากฏอยู่ที่วัดเขียนบางแก้ว ภายในบริเวณวัดมีโบราณสถานสมัยอยุธยาหลายแห่ง ทั้งเจดีย์ อุโบสถ รวมทั้งศาลหลักเมืองพัทลุงเก่า และซากโบราณสถานที่สันนิษฐานว่าเป็นหอถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา รวมทั้งยังได้มีการรวบรวมโบราณวัตถุหลากยุคหลายสมัยที่พบในพื้นที่เก็บรักษาไว้ให้ชมในพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดเขียนบางแก้ว

                    คลิกที่นี่เพื่อชมวิดิทัศน์นำชมภายในพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดเขียนบางแก้ว

ชมจิตรกรรมฝีมือช่างยุคต้นรัตนโกสินทร์อันตระการตาของวัดวิหารเบิก

            ช่วงบ่ายเดินทางต่อไปยังวัดวิหารเบิก สถาปัตยกรรมยุคต้นรัตนโกสินทร์ในอำเภอเมืองฯ จิตรกรรมฝาผนังฝีมือหลวงเทพบัณฑิต (สุ่น) ถือเป็นงานศิลปกรรมชิ้นเอกของภาคใต้ ภายในอุโบสถเป็นเรื่องราวพุทธประวัติตอนมารผจญและทศชาติชาดก ที่น่าสนใจมากคือเพดานอุโบสถเขียนภาพหมู่ดาวในจักรราศีต่าง ๆ รวมทั้งหมู่ดาวในความเชื่อพื้นถิ่น

                                       คลิกที่นี่เพื่อชมวิดิทัศน์นำชมจิตรกรรมฝาผนังวัดวิหารเบิก

 อนุสาวรีย์ขุนคางเหล็ก อดีตเจ้าเมืองพัทลุง หน้าเจดีย์ใหญ่ของวัดวัง 

 ในอุโบสถวัดวังก็มีจิตรกรรมในยุคสมัยเดียวกัน

ข้ามฟากถนนไปยังวัดวังอันเป็นวัดที่สร้างโดยพระยาพัทลุง (ทองขาว ณ พัทลุง) และถูกใช้เป็นสถานที่ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาของข้าราชการเมืองพัทลุง ด้านหน้าวัดเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์พระยาพัทลุง (ขุนคางเหล็ก) เจดีย์ทรงระฆังขนาดใหญ่ สถาปัตยกรรมอุโบสถล้อมรอบด้วยระเบียงคด ประดิษฐานพระพุทธรูปโดยรอบ ๑๐๘ องค์ อิทธิพลสกุลช่างราชสำนัก พระประธานภายในแม้กำลังอยู่ระหว่างการบูรณะลงรักยังไม่ปิดทอง แต่ก็ยังสามารถชมภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องราวพุทธประวัติและเทพชุมนุมฝีมือช่างเดียวกันกับวัดวิหารเบิก

 จวนเจ้าเมืองเก่าหรือ "วังเก่า" ที่ชาวบ้านเรียกขานกัน

 เยี่ยมชมและฟังบรรยายในจวนเก่า


วิทยากรบอกเล่าเรื่องราวในอดีตบนลานกลางจวนใหม่
จากนั้นเดินทางต่อไปเยี่ยมชมวังเจ้าเมืองพัทลุง ที่อยู่ถัดไปไม่ไกล วังในที่นี่คือจวน หรือสถานที่ว่าราชการและที่พักอาศัยของเจ้าเมืองพัทลุงในอดีต ปัจจุบันหลงเหลืออยู่ ๒ หลัง คือ “จวนเก่า” สถาปัตยกรรมแบบเรือนไทยภาคกลางผสมภาคใต้ ยกพื้นสูง เป็นเรือนแฝด เป็นของพระยาอภัยบริรักษ์ (น้อย จันทโรจวงศ์) ผู้ว่าราชการเมืองพัทลุง พ.ศ. ๒๔๐๙-๒๔๓๑ และ “จวนใหม่” สถาปัตยกรรมกลุ่มเรือนไทย ๕ หลัง ยกสูง ก่ออิฐถือปูน เป็นของพระยาอภัยบริรักษ์ (เนตร จันทโรจวงศ์) ผู้ว่าราชการเมืองพัทลุง พ.ศ. ๒๔๓๑-๒๔๔๖ ซึ่งทายาทตระกูลจันทโรจวงศ์ได้มอบจวนทั้งสองหลังให้กรมศิลปากรดูแล

 รองอธิบดีกรมศิลปากรกล่าวเปิดโครงการ

ช่วงเย็น ณ บริเวณลานข้างจวนใหม่ นายพนมบุตร จันทรโชติ รองอธิบดีกรมศิลปากร ได้เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการวัฒนธรรมสัญจร ประจำปี ๒๕๖๓ อย่างเป็นทางการ พร้อมด้วยงานเลี้ยงอาหารค่ำให้กับคณะทัศนศึกษา พร้อมชมโนรา การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านในระบบแสงเสียงอันงดงามตระการตา

 ยอขนาดใหญ่ เอกลักษณ์ของปากประ
 ล่องเรือชมทัศนียภาพยามเช้า
วันรุ่งขึ้นคณะทัศนศึกษาตื่นแต่เช้ามืดเพื่อออกเดินทางไปยังคลองปากประ อำเภอควนขนุน ลงเรือชมบรรยากาศดวงอาทิตย์ขึ้นท่ามกลางทิวทัศน์ผืนน้ำที่เรียงรายไปด้วย “ยอ” อุปกรณ์ประมงภูมิปัญญาท้องถิ่นขนาดยักษ์ ล่องเรือชมทิวทัศน์ผืนป่าชายเลน ชมวิถีการทำมาหากินของชาวบ้าน ฝูงควายน้ำที่ดำผุดดำว่ายอยู่ทั่วไป และนกน้ำน้อยใหญ่นานาชนิดในอาณาบริเวณอันกว้างขวางของทะเลน้อย

ถ้ำหินปูนขนาดใหญ่ภายในวัดคูหาสวรรค์
 พระปรมาภิไธย พระนามาภิไธย และพระนาม ที่สลักไว้บนเพิงผาหน้าถ้ำ
                           
                              คลิกที่นี่เพื่อชมวิดิทัศน์นำชมภายในบริเวณถ้ำวัดคูหาสวรรค์                    

ช่วงสายจึงเดินทางไปยังวัดคูหาสวรรค์ ในเขตเทศบาลเมืองพัทลุง อันเป็นวัดเก่าแก่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยปรากฏเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองแบบอยุธยาอยู่ ๑ องค์เป็นหลักฐาน คณะทัศนศึกษาเข้าเยี่ยมชมโบราณสถานถ้ำคูหาสวรรค์ หรือถ้ำพระ ด้านหลังอุโบสถ ภายในถ้ำหินปูนเคยพบกรุพระพิมพ์ดินดิบสมัยศรีวิชัย พุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๘ และประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้น ๓๕ องค์ เป็นพระพุทธรูปปางไสยาสน์ขนาดใหญ่ ๑ องค์

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์มีพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศ์เสด็จประพาสถ้ำแห่งนี้หลายพระองค์ ดังปรากฏพระปรมาภิไธย พระนามาภิไธย และพระนามจารึกบนเพิงหินผาหน้าถ้ำ ได้แก่ พระปรมาภิไธย จปร. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ พระปรมาภิไธย ปปร. พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ พระปรมาภิไธย ภปร. พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระนามาภิไธย สก. สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพระพันปีหลวง พระนาม บส. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต และอักษรพระนามสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ

หลากหลายผลิตภัณฑ์จากกระจูด
 ฟังเรื่องราวข้าวสังข์หยด

ช่วงบ่ายเดินทางไปยังอำเภอควนขุนอีกครั้ง เพื่อเรียนรู้ผลิตภัณฑ์ของท้องถิ่น โดยเข้าเยี่ยมชมศูนย์หัตถกรรมกระจูดวรรณี ซึ่งแปรรูปกระจูดเป็นข้าวของเครื่องใช้ เช่น กระเป๋าถือ โคมไฟ ด้วยการออกแบบที่ทันสมัย จนสามารถเป็นสินค้าส่งออกไปขายในระดับนานาชาติ และเยี่ยมชมศูนย์วิสาหกิจชุมชนข้าวสังข์หยดบ้านเขากลาง ข้าวพันธุ์พื้นเมืองที่ราบลุ่มรอบทะเลสาบสงขลาที่ได้รับการปรับปรุงสายพันธุ์จนบริสุทธิ์ จดทะเบียนในชื่อ “ข้าวสังข์หยดพัทลุง” ผลิตข้าวออกสู่ตลาดอย่างได้มาตรฐานในทุกขั้นตอน

                                   คลิกที่นี่เพื่อชมวิดิทัศน์นำชมศูนย์หัตถกรรมกระจูดวรรณี

 เจดีย์โบราณบนยอดเขาวัดเขาอ้อ

แดดร่มลมตกจึงเดินทางไปถึงวัดเขาอ้อ วัดโบราณที่สร้างมาแต่สมัยอยุธยา มีชื่อเสียงในฐานะ “ตักศิลาแห่งไสยเวทย์ของภาคใต้” คณะทัศนศึกษาเยี่ยมชมภายในถ้ำซึ่งเป็นสถานที่อาบน้ำว่านให้อยู่ยงคงกระพัน และขึ้นไปชมทิวทัศน์ยามเย็นบนภูเขาที่ประดิษฐานพระพุทธบาทจำลองและเจดีย์โบราณ ขากลับแวะชมแสงสุดท้ายดวงอาทิตย์สีแดงกลมโตใหญ่ลาลับขอบฟ้าเหนือทิวเขา ณ บริเวณจุดชมวิวสะพานเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา (สะพานเอกชัย) ปิดท้ายการทัศนศึกษาวันที่สองอย่างประทับใจ


ป้อมปราการสูงใหญ่เด่นตระหง่านของกลุ่มโบราณสถานเมืองชัยบุรีคือจุดหมายแรกของการทัศนศึกษาในวันที่สาม ในสมัยอยุธยาเมืองพัทลุงถูกโจมตีปล้นสะดมจากโจรสลัดมลายูและหัวเมืองใกล้เคียงหลายต่อหลายครั้ง จนบ้านเมืองวัดวาอารามเสียหาย ทำให้ต้องย้ายศูนย์กลางการปกครองไปตั้งที่เมืองพระรถ เมืองบ้านควนแร่ แต่การย้ายเมืองครั้งสำคัญที่สุดคือการย้ายเมืองพัทลุงมาตั้งที่เขาชัยบุรี เนื่องจากมีการสร้างกำแพง ขุดคูเมืองเชื่อมต่อกับภูเขาเป็นปราการอันแข็งแกร่ง โดย ”ฟารีซี” น้องชายของสุลต่านสุไลมานเจ้าเมืองสงขลา

 ป้อมปราการอันแข็งแกร่งของเมืองพัทลุงที่เขาชัยบุรี
 ขึ้นเขาเยี่ยมชมทิวทัศน์เหนือป้อมเขาชัยบุรี
เมื่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราชส่งกองทัพมาปราบเมืองสงขลาซึ่งเป็นกบฏสำเร็จ ได้ทรงส่งวิศวกรชาวฝรั่งเศส มองซิเออร์เดอ ลามาร์ มาออกแบบสร้างป้อมกำแพงเมืองให้นครศรีธรรมราช สงขลา และที่พัทลุงนี้ เดอ ลามาร์ได้ออกแบบใหม่ จากเดิมเป็นระเนียดไม้ เป็นกำแพงก่ออิฐพร้อมป้อมรูปดาวแฉก เมืองพัทลุงที่เขาชัยบุรีจึงแข็งแกร่ง มีเจ้าเมืองปกครองต่อเนื่องมาอีกหลายคน จนเมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาจึงหมดบทบาทไป ปัจจุบันทางกรมศิลปากรได้บูรณะขุดแต่งบริเวณป้อมเมืองชัยบุรีจนชัดเจนสวยงาม สามารถเดินขึ้นไปถึงบนยอดเขาที่ตั้งของเจดีย์และชมทิวทัศน์ได้โดยรอบ

                    คลิกที่นี่เพื่อชมวิดิทัศน์เดินขึ้นจุดชมทิวทัศน์ป้อมเขาชัยบุรี




หลังจากนั้นเยี่ยมชมหมู่บ้านหัตถกรรมผลิตภัณฑ์จากกะลา (กะลาลุงปลื้ม) ที่นำเอากะลามะพร้าวมาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ข้าวของเครื่องใช้ได้อย่างหลากหลาย ก่อนแวะวัดท่าแค สถานที่ที่เชื่อกันว่าเป็นแหล่งกำเนิดโนรา การแสดงพื้นบ้านที่เป็นเอกลักษณ์ของภาคใต้ โดยในบริเวณวัดเป็นที่ตั้งของศาล ประดิษฐานรูปหล่อของ “ขุนศรีศรัทธา” ครูต้นแห่งโนรา ซึ่งจะมีการทำพิธีไหว้ครูโนราที่วัดนี้ทุกปี

 รูปหล่อขุนศรีศรัทธา ต้นกำเนิดโนรา ที่วัดท่าแค

แวะไปยังศูนย์การเรียนรู้หอศิลป์หนังตะลุง ชมการแสดงโนรา การโหมโรงหนังตะลุงแบบโบราณ และสาธิตการแกะลายตัวหนังตะลุงเป็นรายการสุดท้าย ก่อนที่คณะทัศนศึกษาจะขึ้นรถไฟขบวนรถด่วนพิเศษทักษิณารัถย์เดินทางกลับกรุงเทพฯ พร้อมกับความประทับใจจากการเดินทางที่จะยังคงอยู่ในความทรงจำตลอดไป แล้วพบกันใหม่ในโครงการวัฒนธรรมสัญจรกับกรมศิลปากร ๒๕๖๔ ปีหน้า
 สาธิตการแกะตัวหนังตะลุง

ชมภาพถ่าย วีดิทัศน์ และเรื่องราวของการทัศนศึกษาวัฒนธรรมสัญจร ประจำปี ๒๕๖๓ “เยือนเมืองลุง ยลแหล่งโบราณคดี ประวัติศาสตร์ศิลป์ เรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นภาคใต้” เพิ่มเติมได้ที่แฟนเพจเฟซบุ๊ก “แวะชมสมบัติศิลป์” www.facebook.com/artontheways

 อนุสาร อ.ส.ท. ฉบับเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๓


Wednesday, March 18, 2020

เลียบรอยอดีตแดนล้านนากับกรมศิลปากร บนเส้นทางวงรอบ เชียงใหม่-ลำพูน


 วัดพระเจ้าดำ ในกลุ่มโบราณสถานสบแจ่ม อิทธิพลสุโขทัย

ภาคภูมิ น้อยวัฒน์...เรื่องและภาพ

ตีพิมพ์ครั้งแรกในอนุสาร อ.ส.ท. ฉบับเดือนเมษายน ๒๕๖๓

พื้นที่จังหวัดเชียงใหม่-ลำพูนเป็นที่รู้กันมาว่าเป็นดินแดนที่มีประวัติความเป็นมาเก่าแก่ยาวนานนับพันปี หากเพียงแต่หลักฐานทางโบราณคดีที่ปรากฏหลงเหลือให้เห็นกลับพบแค่ในยุคสมัยของอาณาจักรหริภุญไชยและอาณาจักรล้านนาเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตามหลังจากกรมศิลปากรได้ทำการขุดค้นในพื้นที่อย่างต่อเนื่องทำให้พบหลักฐานใหม่ ๆ ที่ย้อนหลังไปถึงยุคก่อนประวัติศาสตร์รวมถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อประวัติศาสตร์บนแผ่นดินล้านนามากขึ้นตามลำดับ

 รองอธิบดีกรมศิลปากร ตอบข้อซักถามสื่อมวลชนที่ร่วมเดินทาง

             ล่าสุดเมื่อวันที่ ๒๖-๒๘ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทางกรมศิลปากรได้จัดสื่อมวลชนสัญจร “ตามรอยอารยธรรมล้านนา ว่าด้วยโลหกรรม สถาปัตยกรรม จิตรกรรมล้านนา กับการอนุรักษ์” ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่-ลำพูน โดยนายพนมบุตร จันทรโชติ รองอธิบดีกรมศิลปากร นำคณะสื่อมวลชนเหินฟ้าจากกรุงเทพฯ สู่เชียงใหม่ ทัศนศึกษาดูงานความคืบหน้าในการขุดค้นและการอนุรักษ์ทางโบราณคดี  โดยตั้งต้นกันที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ ในบรรยากาศสบาย ๆ บนสนามหญ้าหน้าพิพิธภัณฑ์ใต้ร่มเงาไม้ เริ่มจากนายไกร​สิน​ อุ่นใจ​จินต์ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ บรรยายสรุปการอนุรักษ์โบราณสถานและแหล่งโบราณคดีในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ – ลำพูน เพื่อให้เห็นถึงภาพรวมของการทำงาน

 ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ บรรยายสรุป

 หลุมขุดค้นวัดท่ากานจำลองด้วยเครื่องปรินท์สามมิติ
                                                           https://youtu.be/ESyyvsGWsag

  จากนั้นจึงเป็นการนำเสนอความคืบหน้าทางโบราณคดี นางสาวนงไฉน ทะรักษา นักโบราณคดีปฏิบัติการนำเสนอข้อมูลใหม่จากการขุดค้นที่หลุมขุดค้นวัดท่ากาน บริเวณเมืองโบราณเวียงท่ากาน​  อำเภอสันป่าตอง​ จังหวัดเชียงใหม่​ ซึ่งเมื่อปี​ พ.ศ.๒๕๕๖ ได้พบหลักฐานสำคัญ​คือ​โครงกระดูกม้าโบราณสภาพเต็มโครงสมบูรณ์เพียงหนึ่งเดียวในประเทศไทย รวมทั้งโครงกระดูกมนุษย์โบราณไม่ต่ำกว่า​ ๔๐ โครง อายุร่วมสมัยกับวัฒนธรรมทวารวดี มีลักษณะการฝังศพที่แปลก ​คือทั้งหมดปลงศพในท่านอนหงาย​งอเข่า​ เป็นการจัดวางศพในลักษณะพิเศษที่พบได้ยาก ​(ปัจจุบันพบสุสานที่มีอายุร่วมสมัยทวารวดีซึ่งมีการปลงศพรูปแบบเดียวกันนี้อีกแห่งเดียวเท่านั้น ​คือ​แหล่งโบราณคดี​ดงแม่นางเมือง​ อำเภอบรรพตพิสัย​ จังหวัดนครสวรรค์) 

 หลุมขุดค้นจำลองวัดท่ากาน เก็บรายละเอียดได้อย่างน่าอัศจรรย์

ที่น่าสนใจยิ่งขึ้นไปอีกคือในโครงกระดูกโครงหนึ่ง ​ระหว่างกระดูกสันกับสะโพก​ยังพบ “อุจจาระ​โบราณ” บริเวณช่องท้อง เป็นดินสีแปลก ลักษณะเป็นกลุ่มก้อน แตกต่างกับดินบริเวณรอบ ๆ อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นหลักฐานที่พบได้ยากมาก สามารถนำไปใช้วิเคราะห์หาข้อมูลอาหารการกิน ความเป็นอยู่ของผู้คนในสมัยนั้นอีกด้วย

หลุมขุดค้นวัดท่ากานถือว่ามีความสำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง เนื่องจากเป็นหลักฐานทางโบราณคดีเชิงประจักษ์ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อประวัติศาสตร์ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๗ ซึ่งพบยาก น่าเสียดายที่สภาพดินในหลุมขุดค้นมีความอ่อนตัวสูง จึงไม่สามารถรักษาสภาพเป็นหลุมขุดค้นไว้ในพื้นที่แบบถาวร รวมทั้งไม่สามารถตัดแท่นในสภาพที่พบจริงเพื่อนำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ได้ จึงจำเป็นต้องเก็บกู้กระดูกและโบราณวัตถุต่าง ๆ ขึ้นมาทั้งหมด 

อย่างไรก็ตามด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทางกรมศิลปากรได้บันทึกภาพหลุมขุดค้นโดยละเอียดนำมาประมวลผลด้วยโปรแกรม Reality Capture พิมพ์เป็นแบบจำลองสามมิติด้วยเส้นพลาสติกในอัตราส่วน ๑ ต่อ ๕๐ แล้วลงสีจนได้แบบจำลองหลุมขุดค้นทางโบราณคดีวัดท่ากานย่อส่วนเสมือนของจริงที่ใช้ในการเรียนรู้ศึกษาได้อย่างดี ถือได้ว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ของวงการโบราณคดีไทย  

 อุปสัมปทาสถานครูบาศรีวิชัย วัดบ้านโฮ่งหลวง

วัดบ้านโฮ่งหลวง

  ช่วงสายคณะทัศนศึกษาออกเดินทางด้วยรถตู้ไปยังอำเภอลี้ จังหวัดลำพูน โดยใช้ทางหลวงหมายเลข ๑๐๖ ระหว่างทางได้แวะสักการะอุโบสถอุปสัมปทาสถานครูบาศรีวิชัย วัดบ้านโฮ่งหลวง บนที่ธรณีสงฆ์ของวัดบ้านโฮ่งหลวงเดิม บ้านโฮ่ง หมู่ที่ ๒ ตำบลบ้านโฮ่ง อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน ระยะห่างจากที่ว่าการอำเภอบ้านโฮ่ง ประมาณ ๒ กิโลเมตร ในวันที่ ๑๑ มิถุนายนจะมีงานบำเพ็ญบุญทักษิณานุปทาน เปลี่ยนผ้าครองรูปเหมือนครูบาศรีวิชัยทุกปี

 เตาถลุงเหล็กโบราณก่อนประวัติศาสตร์

ที่อาคารศูนย์การเรียนรู้ องค์การบริหารส่วนตำบลแม่ลาน นายยอดดนัย สุขเกษม นักโบราณคดีได้นำชมเตาถลุงเหล็กโบราณ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง​ ๙๐ เซนติเมตร ที่ได้จากการขุดค้นเพื่อศึกษาแหล่งถลุงเหล็กโบราณในพื้นที่บ้านแม่ลาน​ อำเภอลี้​ จังหวัดลำ​พูน​ เมื่อปี​ พ.ศ.๒๕๖๒ ถือเป็นหลักฐานทางโบราณคดีชิ้นสำคัญที่สุดชิ้นหนึ่ง เนื่องจากมีอายุราวพ.ศ.๒๙๔  หรือราวพุทธศตวรรษที่ ๓ อยู่ในช่วงต้นยุคเหล็ก​ของประเทศไทย ก่อนการสถาปนารัฐหริภุญไชยกว่า๑,๐๐๐ ปี แสดงให้เห็นว่าภาคเหนือมีชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ที่พัฒนาการเข้าสู่ยุคเหล็กพร้อมกันกับภูมิภาคอื่นเช่นกัน

 ร่องรอยเตาถลุงเหล็กที่พบอยู่ทั่วไปในพื้นที่

จากการสำรวจในเบื้องต้นพบร่องรอยของแหล่งถลุงเหล็กและเหมืองแร่เหล็กโบราณขนาดใหญ่กระจายอยู่ในแอ่งที่ราบบ้านโฮ่ง-ลี้ ประมาณ ๔๐ แห่ง และได้ข้อมูลว่าอาจมีเพิ่มเติมอีกไม่ต่ำกว่า ๕๐ แหล่ง นับได้ว่าเป็นแหล่งโลหกรรมเหล็กโบราณใหญ่ที่สุดของประเทศไทย และถือเป็นกุญแจสำคัญในการไขปริศนาเรื่องราวของผู้คนภาคเหนือในยุคก่อนหริภุญไชยต่อไป


 อุโบสถกลางน้ำ

วันที่สองคณะทัศนศึกษาซึ่งมาพักอยู่ในอำเภอแม่แจ่มตั้งแต่เมื่อวานตอนค่ำ ออกเดินทางไปแวะแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่วัดพระพุทธเอ้น ที่มีน้ำผุดออกจากใต้พื้นดินไหลออกมาไม่ขาดสายและอุโบสถไม้กลางน้ำ ฝีมือช่างพื้นบ้านงดงามแปลกตา 

 นิทรรศการเกี่ยวกับการอนุรักษ์จิตรกรรมวัดป่าแดด

 จากนั้นไปชมผลงานการอนุรักษ์ภาพจิตรกรรมฝาผนังฝีมือช่างพื้นถิ่นภายในวิหารวัดป่าแดด อายุกว่าร้อยปี ซึ่งนางสาวกรอุมา นุตะศรินทร์ นักวิชาการช่างศิลป์ชำนาญการพิเศษ จากกองโบราณคดี เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นว่ามาจากโครงการคัดลอกจิตรกรรมฝาผนังในพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ ในปี ๒๕๕๙  ซึ่งพระองค์เสด็จมาทอดพระเนตรเห็นความทรุดโทรมของวิหารวัดป่าแดด จึงมีพระดำริให้กรมศิลปากรเข้ามาบูรณะอาคารวิหารเป็นการเร่งด่วน

 จิตรกรรมในวิหารวัดป่าแดด งดงามด้วยความเป็นพื้นถิ่น

 วิทยากรนำชมจิตรกรรมในวิหาร
 ราวบันไดวิหารวัดป่าแดด ประดับปูนปั้นมกรคายมกรคาบสิงห์ 

จากนั้นกลุ่มอนุรักษ์จิตรกรรมและประติมากรรม กองโบราณคดีได้เข้ามาดำเนินการอนุรักษ์จิตรกรรมฝาผนังซึ่งเขียนขึ้นโดยช่างชาวไทยใหญ่ในแบบศิลปกรรมพื้นถิ่นด้วยสีฝุ่นบนพื้นปูนและพื้นไม้ เป็นเรื่องราวพุทธประวัติ และมโหสถชาดก วิธูรชาดก จันทคาธชาดก และเวสสันดรชาดก  รวมทั้งบูรณะประติมากรรมปูนปั้นประดับราวบันไดหน้าวิหาร ซึ่งมีลักษณะเด่นเฉพาะตัวไม่เหมือนที่ไหนตรงที่ช่างทำเป็นรูปมกรคายมกรงับบั้นท้ายสิงห์เชิงบันได แตกต่างจากวิหารล้านนาแห่งอื่น ๆ ซึ่งจะทำเป็นมกรคายนาค

 "กิจกูฏ" ศิลปกรรมที่โดดเด่นของวัดยางหลวงในวิหาร


   เดินทางต่อไปยังวัดยางหลวงเพื่อชมภายในอุโบสถ ศิลปกรรมน่าสนใจของวัดตั้งอยู่ด้านหลังพระประธานเรียกว่า “กิจกูฏ”  (อาจหมายถึงเขาคิชฌกูฏ หนึ่งในห้าของภูเขาที่ล้อมรอบกรุงราชคฤห์ นครที่พระพุทธเจ้าประทับ) ลักษณะคล้ายกับโขงพระเจ้าหรือกู่พระเจ้า มีซุ้มจระนำสองข้าง กึ่งกลางประดิษฐานพระพุทธรุปยืน ซุ้มทางเหนือประดิษฐานพระพุทธรุปปางเปิดโลก ส่วนซุ้มทางใต้ประดิษฐานพระพุทธรุปปางประทานอภัย  มีรูปแบบการตกแต่งพิเศษที่แตกต่างจากศิลปกรรมล้านนาทั่วไปหลายแห่ง เช่น สิงห์ประดับซุ้มเป็นประติมากรรมรูปสิงห์ยืนแบบอินเดีย ลวดลายปูนปั้นตกแต่งที่ผสมผสานทั้งศิลปะพม่าแบบพุกาม ศิลปะล้านนา และศิลปะพื้นถิ่น เข้าด้วยกันอย่างลงตัว 

 เจดีย์พุ่มข้าวบิณฑ์ วัดพระเจ้าดำ กลุ่มโบราณสถานสบแจ่ม
                                               วัดพระเจ้าดำ โบราณสถานสบแจ่ม

ขบวนรถตู้แล่นออกจากอำเภอแม่แจ่มผ่านเส้นทางคดโค้งของขุนเขาลงมาถึงอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ในช่วงดวงตะวันกำลังทอแสงทองของยามเย็น ที่บ้านสบแจ่มฝั่งขวา ตำบลบ้านแปะ คณะทัศนศึกษาแวะลงเยี่ยมชมกลุ่มโบราณสถานสบแจ่ม ซึ่งปรากฏสถาปัตยกรรมอิทธิพลศิลปะสุโขทัยจำนวนมากอยู่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดในดินแดนล้านนา  

นายสายกลาง จินดาสุ นักโบราณคดีชำนาญ นำชมบริเวณวัดพระเจ้าดำ ที่มีขนาดใหญ่และมีความชัดเจนของอิทธิพลสุโขทัยด้วยเจดีย์ประธานของวัดทรงพุ่มข้าวบิณฑ์และแนวกำแพงวัดก่ออิฐเป็นเสากลมเลียนแบบเสาศิลาแลงที่ถือเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของงานศิลปกรรมในกลุ่มรัฐสุโขทัย   

วัดช้างรอบ เจดีย์โบราณอิทธิพลสุโขทัยอีกแห่งในกลุ่มโบราณสถานสบแจ่ม


จากนั้นนำคณะเดินไปชมเจดีย์วัดช้างรอบโบราณสถานสถาปัตยกรรมสุโขทัยอีกแห่งที่อยู่ลึกเข้าไปในสวน สันนิษฐานได้ว่ากลุ่มโบราณสถานสบแจ่มนี้มีอายุในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐-๒๑ สอดคล้องกับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่พญากือนาทรงนิมนต์พระสุมนเถระจากเมืองสุโขทัยมาเผยแพร่พระพุทธศาสนาที่เมืองเชียงใหม่ในปี พ.ศ.๑๙๑๒  จึงถือเป็นหลักฐานสำคัญอันแสดงให้เห็นถึงสายสัมพันธ์ทางศาสนาระหว่างล้านนากับสุโขทัยที่สมบูรณ์มากที่สุด

 หอพระเจ้า วัดผาลาด สกทาคามี
 สภาพก่อนการบูรณะ

            จุดหมายแรกของคณะในวันสุดท้าย คือวัดผาลาด สกทาคามี วัดโบราณตั้งอยู่บนเส้นทางเดินเท้าจากเมืองเชียงใหม่ขึ้นไปยังวัดพระบรมธาตุดอยสุเทพ ซึ่งพุทธศาสนิกชนชาวล้านนาใช้กันมาต่อเนื่องตั้งแต่รัชสมัยพญากือนา  ด้วยทำเลน้ำตกไหลผ่านตลอดทั้งปี จึงมีการขุดบ่อน้ำซับเพื่อการบริโภค สร้างวิหารและเจดีย์ขึ้นเพื่อเป็นที่สักการบูชา
 รวมไปถึงศาลาพักค้างแรม  

 พระพุทธรูปภายในหอพระเจ้า ศิลปกรรมแบบพม่า
 วิทยากรนำชมรายละเอียดการบูรณะ


 นายเทิดศักดิ์ เย็นจุระ ผู้อำนวยการกลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน สำนักศิลปากรที่ ๗ ได้นำชมโบราณที่ได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่ หลังจากพังทลายไปบางส่วนจากแผ่นดินไหว คือ“หอพระเจ้า” สถาปัตยกรรมพม่าสมัยอาณานิคม สร้างในราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๕ ก่อด้วยอิฐฉาบปูน ด้านหน้าอาคารก่อเป็นซุ้มโค้ง ๕ ช่อง ประดับตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้นแบบพม่า ภายในเคยประดิษฐานพระพุทธรูปปางไสยาสน์หรือปางปรินิพพาน และพระพุทธรูปนั่งปางมารวิชัยอีก ๔ องค์ และเจดีย์ประธานศิลปะพม่าสร้างในสมัยเดียวกันเคยถูกขุดเจาะเอาสมบัติไปตั้งแต่สมัยสงครามโลกจนยอดเจดีย์หักพังลงมา โบราณทั้งสองแห่งปัจจุบันกลับคืนสู่สภาพสมบูรณ์ โดยเฉพาะองค์เจดีย์ในช่วงฤดูฝนจะห่มคลุมด้วยตะไคร่เขียวครึ้มสวยงาม


ปิดท้ายรายการทัศนศึกษาครั้งนี้ด้วยการเยี่ยมชมแนวกำแพงและคูเมืองของเวียงเจ็ดลิน เมืองโบราณเชิงดอยสุเทพ ภายในอาณาบริเวณล้อมรอบด้วยแนวคันดินและคูน้ำก่อขึ้นเป็นวงกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๙๐๐ เมตร ชื่อของเวียงเจ็ดลินสันนิษฐานว่ามาจากการที่มีลำน้ำ ๗ สายไหลรวมกันบริเวณเวียงแห่งนี้  ซึ่งความเป็นมายังคงเป็นปริศนา เพราะหากยึดหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ในตำนานระบุว่าสร้างโดยฤาษีให้กับชนพื้นเมืองคือชาวลัวะปกครองกันเอง  ส่วนเอกสารประวัติศาสตร์อื่น ๆ กล่าวถึงการสร้างเวียงเจ็ดลินในสมัยพญาสามฝั่งแกน ปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๐  

ในขณะที่หลักฐานทางโบราณคดีจากการเจาะดินจากกำแพงไปหาค่าอายุด้วยวิธีเรืองแสงความร้อน ได้อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ และการขุดค้นแนวกำแพงทางทิศเหนือพบชิ้นส่วนเครื่องถ้วยสันกำแพง กำหนดอายุได้ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๐ และล่าสุดจากการขุดค้นภายในพื้นที่เมืองเมื่อปี ๒๕๕๒ พบร่องรอยการใช้พื้นที่มาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์



 แนวกำแพงเวียงเจ็ดลินที่ยังหลงเหลือในบริเวณสวนพฤกศาสตร์เชียงใหม่


 คูน้ำที่ล้อมรอบแนวกำแพงเมือง


ปริศนาต่าง ๆ บนแผ่นดินล้านนายังมีอยู่อีกมากมาย แต่ตราบใดที่การขุดค้นและศึกษาทางโบราณคดีของกรมศิลปากรยังคงดำเนินต่อไป สักวันหนึ่งข้างหน้าอาจจะพบข้อมูลใหม่ ๆ ที่จะใช้เป็นกุญแจไขปริศนาเหล่านี้ได้ 

และเมื่อถึงวันนั้นอนุสาร อ.ส.ท. จะได้นำความคืบหน้ามารายงานให้ทราบต่อไป

            ผู้สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถรับชมภาพถ่ายและวิดีทัศน์ของการเดินทางในโครงการสื่อมวลชนสัญจร “ตามรอยอารยธรรมล้านนา ว่าด้วยโลหกรรม สถาปัตยกรรม จิตรกรรมล้านนา กับการอนุรักษ์” ได้ที่แฟนเพจเฟซบุ๊ค “แวะชมสมบัติศิลป์” www.facebook.com/artontheways