Tuesday, May 20, 2014

พิพิธภัณฑ์พระอุบาลีมหาเถระ อนุสรณ์พระพุทธศาสนสัมพันธ์สยาม- ศรีลังกา ๒๖๐ ปี










ภาคภูมิ น้อยวัฒน์...รายงาน
ตีพิมพ์ครั้งแรกในอนุสารอ.ส.ท. ปีที่ ๕๔ ฉบับที่ ๑๐ เดือนพฤษภาคม ๒๕๕๗

ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาทางฟากตะวันตก นอกเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา วัดธรรมารามสงบงามอยู่ภายใต้ร่มเงาไม้รื่นเย็น อารามเก่าแก่ครั้งกรุงศรีอยุธยาแห่งนี้ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างตั้งแต่เมื่อใด ทว่าจากเรื่องราวในพงศาวดารที่บันทึกเอาไว้พอจะประมาณอายุได้ว่าไม่ต่ำกว่า ๔๑๔ ปี  โดยปรากฏว่ากองทัพพม่าที่เข้าตีกรุงศรีอยุธยามักจะเข้ามายึดเป็นสถานที่ตั้งทัพ เนื่องจากเหนือวัดขึ้นไปเป็นปากแม่น้ำลพบุรี ที่ไหลมาบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยาอันถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ



นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เดินทางมาตามเส้นทางไหว้พระ ๙ วัด มักจะผ่านเลยวัดธรรมาราม ซึ่งอยู่ตรงกึ่งกลางระหว่างวัดกษัตราธิราชและวัดท่าการ้องไป ทั้งที่ความจริงแล้วที่นี่มีความสำคัญอย่างยิ่งในทางพระพุทธศาสนา  เนื่องจากเป็นวัดที่เคยเป็นสถานที่จำพรรษาของพระอุบาลีมหาเถระ พระธรรมฑูตแห่งกรุงศรีอยุธยาผู้เดินทางไปฟื้นฟูพุทธศาสนาเถรวาทในศรีลังกาที่เสื่อมสูญ ให้กลับรุ่งเรืองเป็นนิกาย“สยามวงศ์”สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน


วิกฤตพุทธศาสนาในศรีลังกาครั้งนั้นเกิดขึ้นตรงกับสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย จากการคุกคามของชาวทมิฬจากอินเดีย และชาวโปรตุเกสที่เข้ามาแสวงหาอาณานิคม ทำให้ศรีลังกาสูญสิ้นคณะสงฆ์ ไม่มีพระอุปัชฌาย์ทำการอุปสมบทสืบทอดพระพุทธศาสนาต่อได้  ในพ.ศ.๒๒๙๓ พระเจ้ากีรติศรีราชสิงหะ กษัตริย์ศรีลังกา ทรงมีพระราชศรัทธาที่จะฟื้นฟูพระพุทธศาสนาให้กลับคืนสู่ความรุ่งเรืองอีกครั้ง จึงโปรดให้ส่งราชทูตมายังกรุงศรีอยุธยาซึ่งในขณะนั้นตรงกับรัชสมัยของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ คณะราชทูตศรีลังกาออกเดินทางจากท่าเรือตรินโคมาลีด้วยเรือของฮอลันดานามว่าเวลตรา ผ่านเมืองอะแจ เกาะสุมาตรา แล้วแวะพักหลบฤดูมรสุมที่มะละกาห้าเดือน ก่อนจะเข้ามายังปากน้ำเจ้าพระยา ผ่านเมืองบางกอกและนนทบุรี  มาจนถึงกรุงศรีอยุธยา


ในพ.ศ.๒๒๙๔ พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศโปรดให้คัดเลือกพระสงฆ์ที่แตกฉานในพระไตรปิฎกและเคร่งครัดในพระธรรมวินัยรวม ๒๔ รูป นำโดยพระอุบาลีมหาเถระและพระอริยมุนีมหาเถระพร้อมสามเณรอีก ๗ รูป ออกเดินทางด้วยเรือกำปั่นหลวงที่เพิ่งต่อขึ้นใหม่เพื่อใช้เป็นพาหนะสำหรับส่งคณะสงฆ์ไทยไปลังกาโดยเฉพาะ แต่ระหว่างทางถูกพายุคลื่นใหญ่ซัดเสากระโดงหักไปเกยตื้นที่เมืองนครศรีธรรมราช จนคณะสมณฑูตต้องเดินทางกลับมายังกรุงศรีอยุธยา  

  ในปีต่อมาคือพ.ศ. ๒๒๙๕ พระอุบาลีพร้อมคณะสมณฑูตชุดเดิมจึงออกเดินทางอีกครั้งด้วยเรือกำปั่นฮอลันดา ครั้งนี้เป็นไปโดยสวัสดิภาพ ขึ้นฝั่งที่ท่าเรือตรินโคมาลีสำเร็จ พระเจ้ากีรติศรีราชสิงหะโปรดให้ส่งคณะขุนนางผู้ใหญ่มารอต้อนรับคณะสมณทูตไทยไปยังนครหลวงแคนดี ตลอด ๓ ปีพระอุบาลีและคณะสมณทูตสยามฟื้นฟูพุทธศาสนาด้วยการประกอบพิธีอุปสมบทให้กับชาวลังกาและวางแผนการปกครองคณะสงฆ์ เผยแพร่ขนบธรรมเนียมชาวพุทธ รวมเป็นพระสงฆ์จำนวน ๗๐๐ รูปและสามเณร ๓,๐๐๐ รูป ก่อนที่จะพระอุบาลีจะมรณภาพในศรีลังกา โดยหนึ่งในผู้ที่พระอุบาลีเป็นพระอุปัชฌาย์ให้คือสามเณรเวลิวิตะ ศรีสรณังกร ซึ่งต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นพระสังฆราชองค์แรกแห่งศรีลังกา และได้ทรงตั้งนิกายสยามวงศ์ขึ้น ชื่อเต็มว่า “สยาโมปาลีมหานิกาย” หมายถึงนิกายใหญ่ของพระอุบาลีจากประเทศสยาม และดำรงอยู่มาตราบจนถึงทุกวันนี้


ปี พ.ศ.๒๕๕๖ที่ผ่านมาถือเป็นวาระครบรอบ ๒๖๐ ปีของการสถาปนาพระพุทธศาสนาสยามนิกาย ในประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกาของพระอุบาลี รัฐบาลไทยจึงได้อนุมัติงบ ๑๐ ล้านบาท บูรณะวัดธรรมารามและสร้างพิพิธภัณฑ์พระอุบาลีมหาเถระขึ้น เพื่อเฉลิมฉลอง ทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๖  ณ วัดธรรมาราม โดยฝ่ายไทยมีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราชเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายวิทยา ผิวผ่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วยนายพลเดช วรฉัตร อดีตเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโคลัมโบ และคณะข้าราชการเข้าร่วมในพิธี ในขณะที่ทางฝ่ายศรีลังกามีสมเด็จพระสังฆราชแห่งศรีลังกา รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมและศิลปะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รองปลัดกระทรวงมรดกแห่งชาติศรีลังกาและเอกอัครราชทูตศรีลังกาประจำประเทศไทยเข้าร่วมในพิธี




ตัวอาคารพิพิธภัณฑ์พระอุบาลีมหาเถระปรับปรุงจากศาลา ๒ ชั้นเดิมของวัด  ห้องจัดแสดงเป็น โถงใหญ่อยู่ชั้นบน เย็นฉ่ำด้วยเครื่องปรับอากาศ ภายในจัดเป็นนิทรรศการถาวรให้เดินชมแบบเวียนขวาโดยเรียงตามลำดับตามหัวข้อ เริ่มจากอาจาริยบูชา บนแท่นกลางห้องประดิษฐานรูปจำลองพระอุบาลีมหาเถระแกะสลักจากไม้มะฮอกกานีความสูง ๑๘๐ เซนติเมตร อยู่เคียงข้างธรรมาสน์เก่าแก่ของวัด   ประดิษฐานลังกาวงศ์ในสยาม นำเสนอการรับอิทธิพลพระพุทธศาสนาลังกาวงศ์ในประเทศไทยด้วยแบบจำลองสถาปัตยกรรมสำคัญ วิกฤติพระพุทธศาสนาบนแผ่นดินลังกา ที่ใช้สื่อมัลติมีเดียนำเสนอถึงมูลเหตุที่พระพุทธศาสนาเสื่อมสูญไปจากศรีลังกาและเรื่องราวการเดินทางมากรุงศรีอยุธยาของราชทูตจากศรีลังกา



ในหัวข้อภารกิจกอบกู้พระพุทธศาสนา จัดทำเป็นห้องฉายภาพยนตร์ประกอบการแสดงแสงและเสียง  เล่าเหตุการณ์เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลของพระอุบาลีทั้งสองครั้งสองคราวอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ  ประดิษฐานสยามวงศ์ในลังกา เล่าเรื่องการเผยแพร่พระพุทธศาสนาในลังกาของพระอุบาลีตลอด ๓ ปี ก่อนมรณภาพ รวมทั้งจัดแสดงพระราชสาส์นจำลอง และอัฐบริขารจำลองของพระอุบาลีไว้ให้ชมในห้องกระจก สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน แสดงภาพถ่ายผ่านจอแอลอีดี นำเสนอความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย- ศรีลังกา และการสร้างพิพิธภัณฑ์พระอุบาลีมหาเถระ และหัวข้อสุดท้าย เที่ยวเมืองเก่าเข้าถึงธรรม  แผนที่เส้นทางท่องเที่ยวชมโบราณสถานในเกาะเมืองอยุธยาที่ได้รับอิทธิพลพระพุทธศาสนาลังกาวงศ์ ในการเข้าชมนิทรรศการทั้งหมดจะมีวิทยากรคืออาจารย์สามิต อยู่วัฒนาอดีตอาจารย์สอนศิลปะซึ่งอาสาสมัครเข้ามาช่วยงานของวัด.คอยนำชมและบรรยาย


มุมหนึ่งของห้องนิทรรศการยังจัดแสดงของที่ระลึกที่เกี่ยวข้อง เช่น รูปจำลองพระอุบาลีมหาเถระหล่อด้วยเรซิน เหรียญที่ระลึก และวัตถุมงคลต่าง ๆ  ไว้ให้ผู้มีจิตศรัทธาได้บูชากลับไป โดยรายได้ทั้งหมดจะนำมาใช้สำหรับค่าใช้จ่ายของพิพิธภัณฑ์ ซึ่งทางวัดกำลังอยู่ในระหว่างจัดตั้งเป็นกองทุนเพื่อการดำเนินงานอย่างเป็นทางการต่อไป



  บนเส้นทางไหว้พระ ๙ วัดของพระนครศรีอยุธยาวันนี้ พิพิธภัณฑ์พระอุบาลีมหาเถระ วัดธรรมาราม ถือเป็นจุดหมายใหม่ที่ไม่ควรข้ามผ่าน ในฐานะอนุสรณ์สถานสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนาแบบเถรวาทของกรุงศรีอยุธยา ที่เคยส่งพระธรรมฑูตไปประดิษฐานพระพุทธศาสนาจนลงหลักปักฐานอย่างแน่นหนาที่ศรีลังกาในนาม “สยามวงศ์” เป็นเวลา ๒๖๐ ปีมาแล้ว  

เที่ยวเส้นทางเชียงใหม่-ปาย กับนักเขียน อ.ส.ท. กับโครงการ “เล่าเรื่องรักษ์ ฮักเมืองเหนือ”


“จุมออน” ...รายงาน  กมล ผาภูมิ วัชระ ทองนาค...ภาพ

เช้าตรู่ของวันแห่งความรัก สนามบินดอนเมืองคือจุดนัดหมายของคณะเดินทางในแพ็คเกจพิเศษ “ท่องเที่ยวกับนักเขียน อ.ส.ท.บนเส้นทางเชียงใหม่-ปาย-โครงการหลวงบ้านวัดจันทร์ ระหว่างวันที่  ๑๔-๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗” อันเป็นรางวัลสำหรับผู้ชนะการประกวดกิจกรรมเขียนบล็อกในหัวข้อ “เล่าเรื่องรักษ์ ฮักเมืองเหนือ” เพื่อแบ่งปันประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในภาคเหนือ ที่จัดขึ้นโดยกองตลาดภาคเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา

คณะเดินทางนำโดยนางปนัดดา จันทร์ปัญญา ผู้อำนวยการกองตลาดภาคเหนือ นายภาคภูมิ น้อยวัฒน์ บรรณาธิการฝ่ายภาพ และนักเขียน ช่างภาพ ของ อ.ส.ท. พร้อมด้วยผู้ได้รับรางวัลประเภท Blog ยอดเยี่ยม ๕ รางวัล ได้แก่  คุณกมล ผาภูมิ จากเรื่อง “ทำหมอนใบชา ใช้ชีวิตช้าๆ ที่บ้านแม่กำปอง” คุณวัชระ ทองนาค จากเรื่อง “หอบลมไปห่มหมอก” คุณภัทราวุธ นิจเมืองปัก จากเรื่อง“ปั่นไปด้วยใจฮักแป้” คุณนัทธ์หทัย วนาเฉลิม จากเรื่อง “ตำมิละ...ตำอะไร...ตำทำไม” คุณพงศธร ธิติศรัณย์  จากเรื่อง “การเดินทางในร่องรอยของความคิด”  และรางวัล Popular Vote คุณวัชระ หวลประไพ จากเรื่อง “เป็นผู้รับมานาน ขอเป็นผู้ให้บ้าง คืนกำไรสู่ธรรมชาติ”  และคุณเกษิณี กิ่งนอก จากเรื่อง “ได้เรียนรู้ ได้เป็นผู้ให้ เที่ยวแสนสุขใจที่สุโขทัย เมืองพ่อขุน” ที่ได้รางวัลสำรองแทนผู้สละสิทธิ์  รวมกับกลุ่มผู้ติดตามและคณะทำงานทั้งหมดเป็น ๑๙  ชีวิต เหินฟ้าสู่สนามบินเชียงใหม่


รถตู้ ๓ คันที่มารอรับอยู่นำพาคณะฝ่าสายลมเย็นและแดดสีทองยามเช้ามุ่งหน้าสู่จุดหมายแรกคือวัดเด่นสะหลีศรีเมืองแกน หรือที่รู้จักกันในนามเดิมว่า “วัดบ้านเด่น”  ตำบลอินทขิล อำเภอแม่แตง ชมความอลังการของหลากหลายสถาปัตยกรรมอันผสมผสานศิลปะล้านนาดั้งเดิมเข้ากับสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว ตระหง่านเรียงรายอยู่บนเนินเขาในเนื้อที่ ๘๐ ไร่แวดล้อมด้วยภูมิทัศน์สวยงามของทิวเขา จากแรงศรัทธาของพุทธศาสนิกชนที่มีต่อครูบาเทือง นาถสีโล เกจิดังแห่งล้านนา ก่อนจะแวะเติมพลังมื้อกลางวันกันที่แป้นเกล็ด คอฟฟี่ คอร์เนอร์  ร้านอาหารและกาแฟบรรยากาศร่มครึ้มเขียวขจี เสริมสีสันชีวิตชีวาด้วยฟาร์มแกะขนาดย่อม ๆ เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้จำแลงกายเป็นเด็กเลี้ยงแกะเฉพาะกิจ



ผ่านทางขุนเขาคดเคี้ยวเข้าสู่อำเภอปาย แวะจิบกาแฟกินลมชมทิวทัศน์ของท้องทุ่งนากว้างใหญ่ในโอบล้อมของทิวเทือกดอยกันอีกครั้ง ที่ร้านกาแฟเล็ก ๆ  ในรีสอร์ตน้อยน่ารักบ้านปายนาปายตา ก่อน เข้าไปยังปายวิมาน รีสอร์ต ที่พักเพื่อนำสัมภาระไปเก็บ  จากนั้นพากันไปถวายสังฆทานกันที่วัดศรีดอนชัย อารามแห่งแรก สร้างขึ้นพร้อมเมืองปายในปี พ.ศ.๑๘๕๕ สักการะพระพุทธสิหิงค์ หรือ ”พระสิงห์เมืองปาย” พระเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองในวิหารสถาปัตยกรรมล้านนาบูรณะใหม่ประดับประดาด้วยลายปูนปั้นและจิตรกรรมฝาผนังอันสวยงาม ก่อนจะพากันตั้งขบวนในลานวัด ออกปั่นจักรยานเที่ยวรอบเมืองปายในสายลมหนาว บนทางลดเลี้ยวขึ้นลงตามเนิน ทอดผ่านท้องทุ่งและทิวเทือกเขาในแสงทองยามเย็น ไปสุดปลายทาง ณ ที่ว่าการอำเภอเมืองปาย
   

หลังอิ่มอร่อยกับมื้อเย็นในแบบพื้นเมืองบนดาดฟ้าของร้านปายสุดใจ  ก็เป็นช่วงเวลาอิสระ ซึ่งในวันนี้นอกจากเป็นวันแห่งความรักแล้วยังเป็นวันมาฆบูชาอีกด้วย แทบทุกคนในคณะจึงเลือกที่จะไปเวียนเทียนเพื่อความเป็นสิริมงคล ที่เมืองปายต่างกับที่อื่นตรงที่ไม่มีกำหนดเวลาการเวียนเทียนที่แน่นอน สะดวกเวลาไหนมาเวียนกันได้ตลอดเวลา โดยจะเริ่มเวียนเทียนกันตั้งแต่หนึ่งทุ่มเป็นต้นไป ในเมืองปายมีวัดเรียงรายกันอยู่ ๓ วัด คือ วัดกลาง วัดหลวง และวัดป่าขาม แต่ละวัดจะประดับประดาเจดีย์ประธานของวัดอันรายรอบด้วยมณฑปประดิษฐานพระประจำวันเกิดด้วยแสงไฟหลากสีสัน แลดูระยิบระยับตระการตาในยามค่ำคืน หลังจากเวียนเทียนเรียบร้อยหลายคนยังเพลิดเพลินต่อกับการจับจ่ายของฝากของที่ระลึกในถนนคนเดินเมืองปาย ที่อยู่ในย่านเดียวกันนั่นเอง


 รับอรุณในเช้าวันรุ่งขึ้นด้วยการเดินทางไปกันที่จุดชมทิวทัศน์หยุนไหล ห่างจากตัวเมืองปายประมาณ ๖กม. สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ๔๔๐ เมตร คำว่า หยุนไหลเป็นภาษาจีนกลาง หมายถึงแหล่งซึ่งเมฆหลากไหลมารวมอยู่ เสมือนดังชาวยูนนานที่ย้ายถิ่นฐานมาอยู่รวมกันที่นี่  ด้วยเส้นทางขึ้นเขาบางช่วงสูงชัน คณะจึงต้องเปลี่ยนจากรถตู้เป็นรถกระบะจากหมู่บ้านสันติชล ว่ากันว่าหากมาในช่วงฤดูหนาวจะได้เห็นทะเลหมอกผืนใหญ่สุดลูกหูลูกตา ทว่าแม้ไม่ปรากฏทะเลหมอก ดวงตะวันสีส้มกลมโตที่โผล่พ้นเทือกเขาซึ่งทอดตัวยาวอยู่ในหมอกบางยามเช้า ยังสร้างความประทับใจให้กับชาวคณะได้ไม่แพ้กัน


สาย ๆ เปลี่ยนบรรยากาศไปเรียนรู้วิถีชีวิตแบบพอเพียงที่ไฮ่อุ๊ยต๋าคำ  แหล่งเรียนรู้วิถีชีวิตที่พึ่งพิงธรรมชาติและกิจกรรมไม่พึ่งพาเทคโนโลยี ก่อตั้งโดยคุณสันโดษ สุขแก้ว อดีตพนักงานโรงงานในกรุงเทพฯ  ซึ่งไปทำงานต่างประเทศแล้วพบสัจธรรม หันกลับมาใช้ชีวิตเรียบง่ายในวิถีพอเพียงที่เมืองปาย  สร้างเป็นโฮมสเตย์ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติได้เข้ามาเรียนรู้วิถีชีวิตเกษตรกรรม ปลูกข้าว ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์  สร้างบ้านจากวัสดุธรรมชาติ และอื่น ๆ อีกมากมาย อาทิ หลักสูตรไม้ไผ่ สอนการใช้ไม้ไผ่มาประดิษฐ์เป็นเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันอย่างง่าย ๆ  เช่น ช้อน ส้อม และถ้วยชาม น่าทึ่งตรงที่มีนักท่องเที่ยวไม่น้อยจากทั่วโลกข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อมาเรียนรู้การใช้วิถีชีวิตกลมกลืนกับธรรมชาติที่นี่  เพื่อให้เข้าบรรยากาศ มื้อกลางวันนี้ชาวคณะจึงได้ลองทำและลองชิมอาหารกลางวันแบบเรียบง่ายในวิถีพอเพียง ได้รสชาติไปอีกแบบ


จากอำเภอปาย มุ่งหน้าสู่อำเภอกัลยาณิวัฒนา ผ่านสะพานประวัติศาสตร์ปาย ซึ่งเดิมเป็นสะพานไม้สำหรับข้ามแม่น้ำปายสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ กองทัพญี่ปุ่นใช้เป็นเส้นทางจากเชียงใหม่ผ่านอำเภอปายไปยังพม่า หลังสงครามสะพานหักพังไปจึงได้มีการนำชิ้นส่วนสะพานนวรัฐในตัวเมืองเชียงใหม่มาประกอบขึ้นไว้แทนที่  บนเส้นทางยังมีน้ำพุร้อนธรรมชาติแห่งใหม่ อยู่ชิดติดริมถนน ตามประวัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) เคยมาทำการเจาะสำรวจไว้ลึกประมาณ ๑๐๐ เมตร ตั้งแต่เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๖ แต่น้ำพุร้อนพึ่งจะประทุขึ้นมาเมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๖  พุ่งเป็นสาย สูงประมาณ ๑ เมตร กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ มีร้านค้ามาตั้งขายไข่ไก่ให้นักท่องเที่ยวไปทดลองต้ม ลวก กันได้ตามอัธยาศัย  


  บ่ายแก่ๆ ค่อยมาถึงศูนย์พัฒนาโครงการหลวงวัดจันทร์  แหล่งส่งเสริมพัฒนาอาชีพและรายได้ให้เกษตรกรให้พออยู่พอกิน ในบริเวณศูนย์ฯ มีแปลงสาธิตทั้งผักและผลไม้ เพื่อทดสอบพืชพันธุ์ใหม่ ๆ เน้นความต้านทานโรคและคุณภาพผลผลิต  วิทยากรนำคณะเข้าเยี่ยมชมโรงคัดแยกผักและผลไม้  สวนสนสามใบ ไร่สตรอว์เบอรี่ที่ทุกต้นมีผลเต็ม ยังมีผลไม้อย่างส้ม มะม่วงนวลคำ สาลี่ พลับ พลัม  และอะโวคาโด แปลงผักหลากหลายชนิด เช่น ผักกาดหอมห่อ คะน้า กระหล่ำปลีรูปหัวใจ  


เข้าพักแรมที่บ้านพักโครงการหลวงบ้านวัดจันทร์ขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) ในโอบล้อมของขุนเขาและป่าสนเรียงราย รอบบริเวณตระการตาด้วยไม้ดอกสะพรั่งหลากสีสัน ป่าสนวัดจันทร์เป็น ๑ ใน ๑๐ ปลายทางในฝัน (Dream Destinations) ของ ททท. โดยมีจุดเด่นคืออ่างเก็บน้ำที่ผิวน้ำเรียบกริบใสราวกับกระจกสะท้อนเงาภูเขา ทิวสน และผืนฟ้าคราม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามเช้าที่แสงแดดสีอำพันทาบทาทั่วอาณาบริเวณอ่างเก็บน้ำอันห่มคลุมด้วยม่านหมอก งดงามประดุจดินแดนในฝัน



วันสุดท้ายชาวคณะอำลาป่าสนวัดจันทร์ด้วยความอาลัยในตอนสาย ๆ ออกมาเติมพลังมื้อกลางวันด้วยสารพัดปลาและอาหารปักษ์ใต้ที่ร้านสวนหมอกฟ้า  ปิดท้ายรายการด้วยการแวะ วัดป่าดาราภิรมย์ ที่อำเภอแม่ริม ชมวิหารหลวงงดงามด้วยไม้แกะสลัก ลายปูนปั้นและลายคำแบบล้านนาประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ พระธาตุเจดีย์พระพุทธบาทสี่รอยซึ่งภายในประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง และมณฑปพระจุฬามณีศรีบรมธาตุ (หอแก้ว) ที่ประดิษฐานพระทันตธาตุ ก่อนเหินฟ้ากลับสู่กรุงเทพฯโดยสวัสดิภาพพร้อมด้วยความประทับใจเต็มเปี่ยม 

การเดินทางไปกลับของคณะครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากแอร์เอเชีย ซึ่งได้เปิดตัวบริการใหม่เที่ยวบินพร้อมรถรับส่ง (City transfer) ในเส้นทางไป-กลับ กรุงเทพ-ปาย และกรุงเทพ-สุโขทัย   สามารถจองตั๋วในครั้งเดียว โดยมีรถตู้จากสนามบิน สู่จุดรับส่งทั้ง ๒ เส้นทาง  เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพ-ปาย นั้นจากสนามบินดอนเมืองบินมาลงที่เชียงใหม่ จากนั้นมีรถตู้จากสนามบินเชียงใหม่พาไปยังสถานีขนส่งปาย


           สนใจร่วมเดินทางในกิจกรรมสนุกสนานอย่างนี้ในครั้งต่อไป  ติดตามข่าวสารการประกวดรวมทั้งรายละเอียดต่าง ๆ ของกิจกรรมได้ที่ www.facebook.com/osotho และ http://gonorththailand

Tuesday, December 24, 2013

อร่อยลิ้นกับรสชาติถิ่นกระทิงดุ...ที่เชียงราย


 สปาเกตตี้ผัดกับคอนบีฟเนื้อวัวต้มเกลือเคี่ยวใส่เครื่องเทศ

ภาคภูมิ น้อยวัฒน์...ชวนชิมและชวนชม
ตีพิมพ์ครั้งแรกในอนุสาร อ.ส.ท. ฉบับเดือนธันวาคม ๒๕๕๖

“คาซ่า เด ตาป้าส์” เป็นภาษาสเปน แปลว่า “บ้านของอาหารแบบตาป้าส์” คุณชูฤกษ์ เกิดไพโรจน์ เจ้าของร้าน อธิบายความหมายของชื่อที่ฟังแปลกหู ก่อนเล่าถึงคำ“ตาป้าส์” ว่าเป็นคำเฉพาะใช้เรียกอาหารจานเล็กจานน้อยในแบบออเดิร์ฟ ที่ปิดคลุมมา โดยมีตำนานเล่าขานเกี่ยวกับความเป็นมาของ “ตาป้าส์” หลายเรื่อง

เรื่องหนึ่งเล่าไปถึงสมัยพระเจ้าอัลฟองโซที่ ๑๐ กษัตริย์สเปนซึ่งทรงพระประชวรเรื้อรัง ทำให้ทรงเบื่อพระกระยาหาร เสวยได้ทีละนิดหน่อย พ่อครัวต้นเครื่องจึงปรุงพระกระยาหารหลากหลาย อย่างละเล็กน้อยใส่จานเล็ก ๆ ถวายโดยใช้ผ้าปิดคลุม เป็นที่พอพระราชหฤทัย หลังจากนั้นพระองค์จึงมักจะรับสั่งกับมหาดเล็กว่าให้ไปนำอาหารที่มีผ้าปิด (ตาป้าส์) มาถวาย กลายเป็นชื่อเรียกอาหารประเภทนี้

อีกเรื่องหนึ่งเล่าว่าชาวสเปนชอบดื่มเชอรรี่ไวน์ ซึ่งมีกลิ่นหอมมาก จนแมลงชอบมาตอมและตกลงไปตาย เวลาเสิร์ฟจึงมักใช้จานเล็ก ๆ ปิดปากแก้วไวน์มา แล้วในจานก็ใส่บรรดาแฮม ไส้กรอก อาหารผัด มาเป็นกับแกล้มด้วย  จานที่ปิดปากแก้วไวน์เป็นที่มาของคำว่าเรียกตาป้าส์  
 
แต่ไม่ว่ามีที่มาอย่างไร ตาป้าส์ก็ถือเป็นวิถีวัฒนธรรมการกินของชาวสเปน ที่ในยามเย็นหลังเลิกงานจะนิยมพบปะสังสรรค์กันในร้านรวงริมทางก่อนกลับบ้าน ซึ่งทุกร้านจะมีอาหารตาป้าส์มาให้รองท้องระหว่างดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งหลาย  ก่อนถึงอาหารหลักมื้อหนักในช่วงดึกประมาณ ๓-๔ ทุ่ม

คาซา เด ตาป้าส์  (Caza de tapaz) ให้บริการกับผู้ชื่นชอบรสชาติอาหารสเปนมาได้ปีกว่าแล้ว โดยประเดิมเปิดร้านเมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน ปี ๒๕๕๕ โดยมีคุณจิตราพรรณ เกิดไพโรจน์ ภรรยาของคุณชูฤกษ์ เป็นเชฟมือหนึ่ง ซึ่งคุณจิตราพรรณมีประสบการณ์เปิดร้านอาหารไทยในอเมริกามากว่า ๔๐ ปี  ทั้งสองคิดเปิดร้านนี้ขึ้นเพราะหุ้นส่วนซึ่งเป็นเพื่อน ๆ กันเห็นว่าในเชียงรายไม่มีร้านอาหารประเภทนี้ นอกจากในโรงแรม จึงอยากให้ชาวเชียงรายและผู้ที่มาเยือนได้รู้จักและเอร็ดอร่อยกับรสชาติของอาหารสเปนและอาหารฝรั่งอื่น ๆ ที่ได้เรียนรู้มา

 ตัวอาคารของร้านล้อมรอบด้วยกระจกใสให้ความรู้สึกโปร่งสบาย

แน่นอนว่าเมนูหลักของร้านต้องเป็นอาหารสเปน อันดับแรกที่ทำความคุ้นเคยได้ง่ายสำหรับคนไทยคงต้องเป็นปาเอลญ่า ข้าวผัดสเปนที่ใช้ข้าวป่า (Wild rice) จากอินเดียนแดงในแคนาดา ผัดกับซีฟู้ดกุ้ง หอย และไก่ หมู จนเหลืองอร่ามน่าอร่อย ด้วยสีสันของส่วนผสม “หญ้าฝรั่น” อันหอมกรุ่น เข้มข้นครบรสเปรี้ยวหวานมันเค็ม

อีกเมนูที่ไม่ควรพลาด คือไส้กรอกและแฮมสเปนที่ได้ชื่อว่าดีที่สุดในโลก โคคัท ประกอบด้วยไส้กรอก ๓ ชนิด และแฮมสเปน ไส้กรอกชนิดแรกเรียกว่า”โลโม” เป็นไส้กรอกทำจากเนื้อหมูดำสายพันธุ์ปาตร้า เนกร้า จากเขตอิแบริโก้อันเลื่องชื่อของสเปน หมูจะกินลูกโอ๊กซึ่งมีสารเคมีบางอย่างทำให้เนื้อหมูมีกลิ่นหอมพิเศษ  ชนิดที่สองเรียกว่า “ซอริสโซ” เป็นไส้กรอกทำจากเนื้อและมันหมูใส่พริกสเปนคือพริกเคย์เอน กับพริกปาปริก้าป่นเป็นสีสันออกส้มแดง และชนิดที่สามเรียกว่า”นอจิญา”เป็นไส้กรอกเนื้อหมูผสมเลือดหมูและข้าวยัดไล้ปล่อยให้แห้งสีออกดำ ๆ  ส่วนแฮมสเปนทำจากขาหมูหมักกับเกลือและเครื่องเทศ ตากจนแห้งสนิท ทั้งหมดนี้หั่นเป็นชิ้นบาง ๆ วางเรียงรายกันมาในจานโรยด้วยชีส แนมด้วยแอปเปิ้ลเขียวฝานเป็นชิ้น ๆ บนขอบจาน

 ปาเอลญ่า ข้าวผัดสเปน  จานเด่นสำหรับผู้เริ่มต้นทำความรู้จักอาหารสเปน 

 โคคัท รวมมิตรไส้กรอกกับแฮมอันเลื่องชื่อจากเขตอิแบริโก้ของสเปน

ไม่เพียงอาหารสเปนเท่านั้น ในร้านยังมีเมนูอาหารฝรั่งอื่น ๆ ให้เลือกอีกหลายชนิดหลายชาติ  ที่เด่น ๆ ก็อย่างเช่น  ป๋วยโญ่ พีบิล ไก่ย่างเม็กซิกัน ใช้อกไก่หมักเครื่องเทศอาชิโยเต้ ย่างสุก แต่งหน้าด้วยหอมแดงหั่นเป็นแว่นบางๆ กินโดยราดน้ำจิ้ม แล้วห่อด้วย ”ตอติญา”แผ่นแป้งข้าวโพด หรือถ้าชอบอาหารอิตาลี ออสโซบุโก้ เนื้อต้นขาวัวหั่นคิดกระดูกเป็นชิ้น ๆ ตุ๋นกับไวน์แดงเสริฟพร้อมกับผักก็น่าสนใจ  แต่ถ้าชอบสไตล์อเมริกัน สเต็กเนื้อวัวที่ใช้เนื้ออย่างดี มีทั้งทั้งเนื้อวัวจากนิวซีแลนด์ เนื้อวัวไทยโคขุน ย่างอย่างดีก็เป็นอีกทางเลือก หรือหากที่ว่ามายังไม่ถูกใจ ยังมีให้เลือกอีกหลายสิบรายการในเมนูเล่มใหญ่

ป๋วยโญ่ บีบิล อกไก่หมักเครื่องเทศอาชิโยเต้  กินกับแผ่นแป้งข้าวโพดตอติญา 

 หอยแมลงภู่กาบดำนิวซีแลนด์ผัดซอสไวน์ขาว

 สำหรับนักชิมที่ชอบให้มีกลิ่นอายพื้นเมือง เมนูเด่นที่ดัดแปลงผสมผสานกับวัตถุดิบในท้องถิ่นเชียงราย ได้แก่ สปาเกตตี้เชียงราย ผัดสปาเกตตี้กับไส้อั่วดัดแปลงเป็นซอสให้รสชาติคุ้นลิ้นแบบพื้นเมือง สลัดผักเนื้อเป็ดย่างรมควัน กรุบกรอบผักสดจากจากแหล่งผักปลอดสารพิษในเชียงราย

ในส่วนของเครื่องดื่ม ทางร้านก็มีหลากหลายสัญชาติให้เลือกไม่แพ้กัน  ที่แนะนำคือแซงเกรีย เครื่องดื่มสเปนที่ใช้ไวน์แดงผสมกับบรั่นดีและน้ำผลไม้ เหมาะสำหรับการสังสรรค์  ยังมีค็อกเทลที่ขายดี ไดพิรินญา ทำจากเหล้าองุ่นของบราซิล  โมจิโต เดคาซา ของคิวบา และ บลูมาการิต้า ของเม็กซิโกนอกจากนั้นยังพรั่งพร้อมด้วยเบียร์นำเข้าชั้นเยี่ยมจากหลายประเทศเช่น เบียร์ไวเฮนสเตฟานเนอร์ จากเยอรมนี เบียร์โฮการ์เดนจากเบลเยียม เบียร์ฟุลเลอร์ส ลอนดอน จากอังกฤษ  รวมทั้งไวน์ชั้นดีอีกหลากหลายชนิดในตู้แช่  สำหรับผู้ที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ก็มีน้ำเลมอนเนด จากอเมริกา กาแฟจากอิตาลี หรือน้ำอัดลมก็มีพร้อมบริการ

 บรรยากาศภายในร้าน ทันสมัยด้วยการตกแต่งและแสงไฟสีฟ้า

ไวน์ชั้นดีชื่อดังหลากหลายยี่ห้อเรียงรายรออยู่ในตู้แช่ 



คาซา เด ตาป้าส์ ตั้งอยู่เลขที่ ๑๔๕/๒ หมู่ ๑๓ ตำบลสันทราย อำเภอเมืองฯ จังหวัดเชียงราย โทรศัพท์ ๐๘ ๕๖๑๖ ๓๗๓๗  บริเวณสี่แยกแม่กรณ์ หลังเชียงรายโบวลิ่ง ใกล้กับร้านฮอม ศูนย์รวมของฝากเมืองเชียงราย  (๕๗๐๐๐ เชียงราย GPS) 


Friday, October 25, 2013

กล้าเที่ยวกลางฝน ท่องถนนสู่ “ศรีเทพ ศูนย์กลางความเจริญแห่งลุ่มน้ำป่าสัก”



ภาคภูมิ น้อยวัฒน์...รายงาน
ตีพิมพ์ครั้งแรกในอนุสาร อ.ส.ท.  

แม้ผืนฟ้าในยามเช้าจะมืดครึ้ม โปรยปรายด้วยละอองฝนไม่ขาดสายจากอิทธิพลของพายุไต้ฝุ่นวินเซนเต  แต่กระนั้นก็ไม่อาจหยุดยั้งคณะเดินทางในโครงการสื่อมวลชนสัญจร “ศรีเทพ ศูนย์กลางความเจริญแห่งลุ่มน้ำป่าสัก” ที่จัดขึ้นโดยกรมศิลปากร ในระหว่างวันที่ ๒๕-๒๗ กรกฏาคม ๒๕๕๕ ที่ผ่านมา รถบัสพาหนะคันใหญ่ฝ่าสายฝนและการจราจรอันสุดแสนจลาจล ออกจากหน้ากรมศิลปากร ถนนหน้าพระลาน กรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่จังหวัดเพชรบูรณ์ อย่างช้า ๆ แต่มุ่งมั่นและมีจุดหมาย นั่นคือการเดินทางเพื่อเรียนรู้

          อาจเพราะด้วยแรงอธิษฐานของวิทยากรประจำรถ ที่บรรยายไปพลาง สวดอ้อนวอนไปพลางตลอดทาง ทำให้เทพยดาฟ้าดินเห็นใจ ฝนจึงพลันขาดเม็ดลงแทบจะทันใดเมื่อเดินทางถึงอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ  คณะสื่อมวลชนเข้าฟังบรรยายสรุปจากคุณพงศ์ธันว์ สำเภาเงิน หัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ก่อนเยี่ยมชมศูนย์บริการข้อมูลของอุทยานฯ ซึ่งภายในจัดแสดงนิทรรศการถาวรเกี่ยวกับนครโบราณแห่งนี้ไว้อย่างสวยงาม น่าสนใจ เพราะเรียงลำดับไปตามยุคสมัย เข้าใจได้ง่าย  


จากนั้นจึงพากันนั่งรถรางไฟฟ้า ลอดแนวอุโมงค์ต้นไม้เขียวชอุ่ม ออกไปตระเวนชมโบราณสถานภายในอาณาบริเวณเมืองใน ได้แก่ ธรรมจักรศิลากับโบราณสถานเขาคลังใน พุทธสถานอันงดงามด้วยปูนปั้นรูปคนแคระแบก ซึ่งเป็นหลักฐานความเจริญสมัยทวารวดี ปรางค์สองพี่น้องและปรางค์ศรีเทพ อันเป็นร่องรอยสถาปัตยกรรมร่วมสมัยเขมรโบราณ ปิดท้ายรายการด้วยการออกไปเยี่ยมชมโบราณสถานนอกเขตเมือง ทางด้านทิศเหนือของเมือง ได้แก่ ปรางค์ฤาษี  ศาสนสถานแบบเขมรโบราณอันงดงามอีกแห่ง ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางความร่มรื่นของแมกไม้ ในบริเวณวัดป่าสระแก้ว และอีกแห่งคือโบราณสถานเขาคลังนอก ฐานเจดีย์สมัยทวารวดีขนาดมหึมาที่โดยรอบประดับด้วยซุ้มปราสาทในรูปแบบศิลปะอินเดียแปลกตา

 โบราณสถานเขาคลังนอก

 ลายปูนปั้นเขาคลังใน อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ


ร่องรอยทั้งหมดทำให้เห็นถึงพัฒนาการของนครโบราณศรีเทพ ว่าเคยเป็นที่อยู่อาศัยของผู้คนมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ หรือประมาณ ๒,๐๐๐ ปีก่อน ดังปรากฏโครงกระดูก ๕ โครงในหลุมขุดค้นกลางศูนย์บริการข้อมูลฯ เป็นหลักฐานในยุคแรก ก่อนจะพัฒนาขึ้นเป็นชุมชนเมืองด้วยการรับอิทธิพลอารยธรรมเขมรโบราณจากอาณาจักรเจนละ ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๑ ดังปรากฏหลักฐานเป็นเทวรูปในยุคสมัยนี้อยู่หลายองค์  ส่วนในระยะที่ ๓ จะรับเอาความเจริญของวัฒนธรรมทวารวดีจากภาคกลางในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๖ และเมื่อวัฒนธรรมทวารวดีเสื่อมลง เมืองศรีเทพก็หันไปรับเอาอิทธิพลอารยธรรมขอมโบราณสืบต่อมาในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๗ กระทั่งถึงปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๘ จึงถูกทิ้งร้างไปโดยไม่ทราบสาเหตุ หลงเหลือเพียงร่องรอยความรุ่งเรืองทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา

 วัดมหาธาตุ เพชรบูรณ์

 คณะทัศนศึกษาของเราพักแรมที่จังหวัดเพชรบูรณ์ในคืนแรก เพื่อตระเวนชมโบราณสถานภายในตัวเมืองในวันรุ่งขึ้น โดยเริ่มจากวัดมหาธาตุ พระอารามหลวง ในอำเภอเมืองฯ อันเป็นที่ตั้งของเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์แบบสุโขทัย สร้างขึ้นประมาณ พ.ศ. ๑๙๒๖ ซึ่งที่นี่ นายศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้เดินทางมาต้อนรับคณะสื่อมวลชนด้วย  ต่อจากนั้นจึงเดินทางต่อไปสักการะองค์พระพุทธมหาธรรมราชา พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองที่อัญเชิญในพิธีอุ้มพระดำน้ำของจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประจำทุกปีที่วัดไตรภูมิ อารามสมัยกรุงศรีอยุธยาใจกลางเมือง อายุประมาณ ๔๓๔ ปี รวมทั้งชมแนวป้อมกำแพงเมืองโบราณสมัยอยุธยา และศาลหลักเมืองเพชรบูรณ์

ช่วงบ่าย หลังจากแวะชมภาพจิตรกรรมเก่าแก่ฝีมือช่างงดงาม เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับทศชาติ บนผนังอุโบสถที่วัดศรีมงคล(วัดนาทราย) ในอำเภอหล่มเก่าเป็นรายการสุดท้ายของวันแล้ว คณะก็เดินทางบนถนนอันคดเคี้ยว ข้ามขุนเขาอันสลับซับซ้อน และสวยงามด้วยทิวทัศน์ทะเลหมอก เพื่อมาเข้าพักแรมที่จังหวัดพิจิตร

วัดโพธิ์ประทับช้าง

โบราณสถานในจังหวัดพิจิตรเองมีอยู่หลายแห่ง แม้ในวันรุ่งขึ้นสายฝนจะยังโปรยปราย ทว่าคณะสื่อมวลชนของเราก็ไม่ย่อท้อ คงมุ่งหน้าไปยังวัดโพธิ์ประทับช้าง ซึ่งมีประวัติว่าเป็นสถานที่ประสูติสมเด็จพระเจ้าเสือ ซึ่งประจักษ์พยานคือพระวิหารสูงใหญ่ สถาปัตยกรรมแบบอยุธยาตอนปลาย ล้อมรอบด้วยปรางค์ราย และแนวกำแพง๒ ชั้น  ก่อนจะมุ่งหน้าไป ชมอุโบสถเก่าที่เคยประดิษฐานหลวงพ่อเพชรที่วัดนครชุม แล้วเดินเท้าสบาย ๆ  ใต้ร่มเงาแมกไม้เขียวขจี เข้าไปภายในอุทยานเมืองเก่าพิจิตรที่อยู่ติด ๆ กัน   ชมวัดมหาธาตุ เมืองพิจิตรเก่า ซึ่งกรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๘

คณะทัศนศึกษา อำลาเมืองชาละวันด้วยการสักการะหลวงพ่อเพชร พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองพิจิตร เดินทางฝ่าสายฝนกลับสู่กรุงเทพมหานคร พร้อมกับความประทับใจจากการได้พบได้เห็นเรื่องราวจากอดีตกาล ผ่านร่องรอยหลักฐานทางโบราณคดี ซึ่งทั่วเมืองไทยยังมีอยู่อีกมากมายที่รอคอยให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปเรียนรู้ เพื่อความภาคภูมิใจในความเป็นมาของชาติ


สนใจสอบถามข้อมูลแหล่งโบราณคดีและโบราณสถานสำคัญในลุ่มน้ำป่าสักได้ที่ กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมศิลปากร โทรศัพท์ ๐ ๒๒๒๔ ๒๐๕๐ และ ๐ ๒๒๒๔ ๔๗๐๒  ชมภาพถ่ายและวีดิทัศน์การเดินทางได้ที่ www.facebook.com/osotho