Showing posts with label พิพิธภัณฑ์. Show all posts
Showing posts with label พิพิธภัณฑ์. Show all posts

Friday, March 25, 2022

เปิดนิทรรศการถาวรพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า กาญจนบุรี

 

ภาคภูมิ น้อยวัฒน์... เรื่องและภาพ 


ประติมากรรมยักษ์ศิลปกรรมทวารวดีจากวัดพระงาม

เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๖๕ ที่ผ่านมา นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดนิทรรศการถาวร ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเก่า จังหวัดกาญจนบุรี โดยมีนายสุรศักดิ์ เจริญศิริโชติผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม  นายจีระเกียรติ ภูมิสวัสดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ อธิบดีกรมศิลปากร ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม และข้าราชการ เจ้าหน้าที่ กรมศิลปากร เข้าร่วมในพิธี

โบราณวัตถุได้รับการจัดวางและสาดแสงอย่างสวยงาม


รมต. กระทรวงวัฒนธรรมตัดริบบิ้นเปิดนิทรรศการ

รมต. กระทรวงวัฒนธรรม เยี่ยมชมโบราณวัตถุภายในพิพิธภัณฑ์

ประติมากรรมสิงห์ ศิลปกรรมทวารวดี

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์เป็นสถานที่เก็บรักษาและจัดแสดงโบราณวัตถุที่พบจากเมืองโบราณนครปฐม นครโบราณสมัยทวารวดีที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีพัฒนากรอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๖  ทางพิพิธภัณฑ์ได้ปรับปรุงการจัดแสดงนิทรรศการถาวรภายในให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ด้วยการจัดวางและจัดแสงสว่างสาดส่องโบราณวัตถุรวมทั้งการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบใหม่  โดยจัดแบ่งเป็นหัวข้อเรียงตามลำดับพัฒนาการของเมืองนครปฐม คือ เรื่องราวตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์และสมัยทวาราวดีผ่านโบราณวัตถุ เข้าสู่สมัยประวัติศาสตร์จากจารึกสำคัญที่พบในเมืองนครปฐม สภาพภูมิศาสตร์ของเมืองนครปฐมโดยสังเขป ศาสนาและความเชื่อของชาวทวารวดีในนครปฐมจากโบราณวัตถุที่ค้นพบ

อาคารจัดแสดงที่สร้างขึ้นใหม่

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า จังหวัดกาญจนบุรี ได้มีการจัดสร้างอาคารจัดแสดงหลังใหม่ขึ้นบนพื้นที่อาคารหลังเดิม ภายใต้แนวคิด “โบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์แห่งภูมิภาคตะวันตกของประเทศไทย” สถาปัตยกรรมทรงสี่เหลี่ยมสีดินเทศที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหลุมขุดค้นทางโบราณคดี ภายในนจัดนิทรรศการถาวรที่ออกแบบในส่วนของเนื้อหาและการจัดแสดงใหม่ทั้งหมด เน้นการนำเสนอให้เข้าใจง่ายและน่าสนใจ


ภายในอาคาร ๓ ชั้น จัดแบ่งนิทรรศการเป็นหัวข้อ ชั้นแรกเป็นการนำเสนอเรื่องราวการค้นพบเครื่องมือหิน ๘ ชิ้น  โดยนักโบราณคดีที่มาเป็นเชลยศึกก่อสร้างทางรถไฟ อันนำมาสู่การขุดค้นแหล่งโบราณคดีบ้านเก่าอย่างเป็นทางการในเวลาต่อมา พัฒนาการความเป็นอยู่ของผู้คนก่อนประวัติศาสตร์ที่บ้านเก่า ซึ่งใช้เทคโนโลยีมัลติมีเดียในการนำเสนอให้น่าสนใจ


ห้องฉายภาพยนตร์แบบพานอรามา เหตุการณ์ค้นพบเครื่องมือหินในครั้งแรก

ห้องจำลองบรรยากาศแสดงความเป็นอยู่ในยุคก่อนประวัติศาสตร์

ทางเดินซึ่งเป็นทางลาดและบนผนังเป็นเรื่องราวไทม์ไลน์ของกาลเวลาตั้งแต่ยุคไดโนเสาร์ต่อเนื่องขึ้นมายังชั้นที่สองที่เป็นการจัดแสดงโบราณวัตถุสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่ค้นพบจากการดำเนินงานด้านโบราณคดีในจังหวัดกาญจนบุรีในพื้นที่ใกล้เคียง เช่น เครื่องประดับ เครื่องมือหินกระเทาะ หินขัด หม้อและภาชนะดินเผา โครงกระดูก พร้อมทั้งการจัดแสดงหุ่นจำลองวิถีชีวิตของคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในรูปแบบของตุ๊กตา



หุ่นจำลองวิถีความเป็นอยู่ของผุ้คนสมัยโบราณ

ทางลาดนำขึ้นสู่ชั้นที่สามที่จัดแสดงโบราณวัตถุในยุคสมัยต่อมาคือสมัยโลหะ เช่น ขวานสำริด กำไลข้อมือสำริด จำลองหลุมศพที่ขุดค้นพบข้าวของเครื่องใช้ฝังอยู่กับโครงกระดูก ห้องถัดไปจัดแสดงโลงศพไม้ขนาดใหญ่ที่ขุดขึ้นจากต้นไม้ทั้งต้น และปิดท้ายด้วยห้องจัดแสดงโบราณวัตถุในสมัยประวัติศาสตร์ที่ค้นพบจากปราสาทเมืองสิงห์

กำไลสำริด


โลงไม้ขุดโบราณ
โบราณวัตถุจากปราสาทเมืองสิงห์


พระพิมพ์

ในบริเวณใกล้กับพิพิธภัณฑ์ยังมีหลุมขุดค้นทางโบราณคดีโรงเรียนวัดท่าโป๊ะซึ่งมีอยู่หลายหลุม ภายในขุดพบโครงกระดูกสมัยก่อนประวัติศาสตร์จำนวนมาก บางหลุมเป็นโครงกระดูกของเด็ก ซึ่งทางกรมศิลปากรยังคงดำเนินการขุดค้นอย่างต่อเนื่อง


การขุดค้นในหลุมโรงเรียนวัดท่าโป๊ะ

Wednesday, March 24, 2021

โครงการจัดตั้งศูนย์วิจัยโบราณคดีบ้านเชียง

 



ภาคภูมิ น้อยวัฒน์...รายงาน

กรมศิลปากรดำเนินโครงการจัดตั้งศูนย์วิจัยโบราณคดีบ้านเชียง (Ban Chiang Archaeological Research Center) ขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๘ โดยได้รับงบประมาณก่อสร้างอาคารระยะแรกมาตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๕๖๒ เพื่อใช้เป็นสถานที่รวบรวม จัดเก็บโบราณวัตถุในวัฒนธรรมบ้านเชียงและโบราณวัตถุยุคก่อนประวัติศาสตร์ร่วมสมัยวัฒนธรรมบ้านเชียงในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน โดยจะมีการบริหารจัดการอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อให้บริการทางการศึกษาสำหรับนักวิจัยหรือนักวิชาการด้านโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งจะช่วยบ่มเพาะและพัฒนานักวิชาการให้มีความรู้และสามารถนำองค์ความรู้ไปส่งเสริมการพัฒนาประเทศ   



แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง ตำบลบ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี เป็นแหล่งโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก ที่แสดงให้เห็นถึงหลักฐานการตั้งถิ่นฐานของชุมชนเกษตรกรรม และภูมิปัญญา         -ด้านโลหกรรมของมนุษย์เมื่อราว ๔,๓๐๐ ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีแหล่งโบราณคดีในวัฒนธรรมบ้านเชียงกระจายอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยอีกกว่าร้อยแหล่ง

ความโดดเด่นและความสำคัญของแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง ทำให้ แหล่งโบราณคดีบ้านเชียงได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ในปีพ.ศ. ๒๕๓๕ ด้วยคุณสมบัติตามเกณฑ์ข้อที่ ๓ คือ “เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือสาบสูญไปแล้ว”




          จากการดำเนินงานทางโบราณคดีที่แหล่งโบราณคดีบ้านเชียงตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๐ –  พ.ศ. ๒๕๔๖ ได้พบหลักฐานทางโบราณคดีจำนวนมากและมีการศึกษาวิจัยหลักฐานที่พบจากนักวิชาการหลากหลายสาขาวิชา ทำให้องค์ความรู้เกี่ยวกับยุคก่อนประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะวัฒนธรรมบ้านเชียง เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย



ใน พ.ศ. ๒๕๖๐ที่ผ่านมา กรมศิลปากรยังได้รับคืนโบราณวัตถุที่ได้จากการขุดค้นทางโบราณคดีบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๐๓ – พ.ศ. ๒๕๑๗ และโครงกระดูกมนุษย์ที่ได้จากการขุดค้นที่แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง โดยกรมศิลปากรร่วมกับมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๑๗ – พ.ศ. ๒๕๑๘ ตลอดจนโบราณวัตถุที่สถาบันวิจัยของต่างประเทศส่งกลับคืนมาอีกหลายรายการ เพื่อนำมาเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง




ล่าสุดเมื่อวันศุกร์ที่ ๑๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมด้วยนายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม และกรมศิลปากร ได้เข้าเยี่ยมชมโครงการจัดตั้งศูนย์วิจัยโบราณคดีบ้านเชียง และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างในระยะที่ ๒ คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ใน พ.ศ. ๒๕๖๖ ที่จะถึงนี้






 


Tuesday, May 20, 2014

พิพิธภัณฑ์พระอุบาลีมหาเถระ อนุสรณ์พระพุทธศาสนสัมพันธ์สยาม- ศรีลังกา ๒๖๐ ปี










ภาคภูมิ น้อยวัฒน์...รายงาน
ตีพิมพ์ครั้งแรกในอนุสารอ.ส.ท. ปีที่ ๕๔ ฉบับที่ ๑๐ เดือนพฤษภาคม ๒๕๕๗

ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาทางฟากตะวันตก นอกเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา วัดธรรมารามสงบงามอยู่ภายใต้ร่มเงาไม้รื่นเย็น อารามเก่าแก่ครั้งกรุงศรีอยุธยาแห่งนี้ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างตั้งแต่เมื่อใด ทว่าจากเรื่องราวในพงศาวดารที่บันทึกเอาไว้พอจะประมาณอายุได้ว่าไม่ต่ำกว่า ๔๑๔ ปี  โดยปรากฏว่ากองทัพพม่าที่เข้าตีกรุงศรีอยุธยามักจะเข้ามายึดเป็นสถานที่ตั้งทัพ เนื่องจากเหนือวัดขึ้นไปเป็นปากแม่น้ำลพบุรี ที่ไหลมาบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยาอันถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ



นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เดินทางมาตามเส้นทางไหว้พระ ๙ วัด มักจะผ่านเลยวัดธรรมาราม ซึ่งอยู่ตรงกึ่งกลางระหว่างวัดกษัตราธิราชและวัดท่าการ้องไป ทั้งที่ความจริงแล้วที่นี่มีความสำคัญอย่างยิ่งในทางพระพุทธศาสนา  เนื่องจากเป็นวัดที่เคยเป็นสถานที่จำพรรษาของพระอุบาลีมหาเถระ พระธรรมฑูตแห่งกรุงศรีอยุธยาผู้เดินทางไปฟื้นฟูพุทธศาสนาเถรวาทในศรีลังกาที่เสื่อมสูญ ให้กลับรุ่งเรืองเป็นนิกาย“สยามวงศ์”สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน


วิกฤตพุทธศาสนาในศรีลังกาครั้งนั้นเกิดขึ้นตรงกับสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย จากการคุกคามของชาวทมิฬจากอินเดีย และชาวโปรตุเกสที่เข้ามาแสวงหาอาณานิคม ทำให้ศรีลังกาสูญสิ้นคณะสงฆ์ ไม่มีพระอุปัชฌาย์ทำการอุปสมบทสืบทอดพระพุทธศาสนาต่อได้  ในพ.ศ.๒๒๙๓ พระเจ้ากีรติศรีราชสิงหะ กษัตริย์ศรีลังกา ทรงมีพระราชศรัทธาที่จะฟื้นฟูพระพุทธศาสนาให้กลับคืนสู่ความรุ่งเรืองอีกครั้ง จึงโปรดให้ส่งราชทูตมายังกรุงศรีอยุธยาซึ่งในขณะนั้นตรงกับรัชสมัยของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ คณะราชทูตศรีลังกาออกเดินทางจากท่าเรือตรินโคมาลีด้วยเรือของฮอลันดานามว่าเวลตรา ผ่านเมืองอะแจ เกาะสุมาตรา แล้วแวะพักหลบฤดูมรสุมที่มะละกาห้าเดือน ก่อนจะเข้ามายังปากน้ำเจ้าพระยา ผ่านเมืองบางกอกและนนทบุรี  มาจนถึงกรุงศรีอยุธยา


ในพ.ศ.๒๒๙๔ พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศโปรดให้คัดเลือกพระสงฆ์ที่แตกฉานในพระไตรปิฎกและเคร่งครัดในพระธรรมวินัยรวม ๒๔ รูป นำโดยพระอุบาลีมหาเถระและพระอริยมุนีมหาเถระพร้อมสามเณรอีก ๗ รูป ออกเดินทางด้วยเรือกำปั่นหลวงที่เพิ่งต่อขึ้นใหม่เพื่อใช้เป็นพาหนะสำหรับส่งคณะสงฆ์ไทยไปลังกาโดยเฉพาะ แต่ระหว่างทางถูกพายุคลื่นใหญ่ซัดเสากระโดงหักไปเกยตื้นที่เมืองนครศรีธรรมราช จนคณะสมณฑูตต้องเดินทางกลับมายังกรุงศรีอยุธยา  

  ในปีต่อมาคือพ.ศ. ๒๒๙๕ พระอุบาลีพร้อมคณะสมณฑูตชุดเดิมจึงออกเดินทางอีกครั้งด้วยเรือกำปั่นฮอลันดา ครั้งนี้เป็นไปโดยสวัสดิภาพ ขึ้นฝั่งที่ท่าเรือตรินโคมาลีสำเร็จ พระเจ้ากีรติศรีราชสิงหะโปรดให้ส่งคณะขุนนางผู้ใหญ่มารอต้อนรับคณะสมณทูตไทยไปยังนครหลวงแคนดี ตลอด ๓ ปีพระอุบาลีและคณะสมณทูตสยามฟื้นฟูพุทธศาสนาด้วยการประกอบพิธีอุปสมบทให้กับชาวลังกาและวางแผนการปกครองคณะสงฆ์ เผยแพร่ขนบธรรมเนียมชาวพุทธ รวมเป็นพระสงฆ์จำนวน ๗๐๐ รูปและสามเณร ๓,๐๐๐ รูป ก่อนที่จะพระอุบาลีจะมรณภาพในศรีลังกา โดยหนึ่งในผู้ที่พระอุบาลีเป็นพระอุปัชฌาย์ให้คือสามเณรเวลิวิตะ ศรีสรณังกร ซึ่งต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นพระสังฆราชองค์แรกแห่งศรีลังกา และได้ทรงตั้งนิกายสยามวงศ์ขึ้น ชื่อเต็มว่า “สยาโมปาลีมหานิกาย” หมายถึงนิกายใหญ่ของพระอุบาลีจากประเทศสยาม และดำรงอยู่มาตราบจนถึงทุกวันนี้


ปี พ.ศ.๒๕๕๖ที่ผ่านมาถือเป็นวาระครบรอบ ๒๖๐ ปีของการสถาปนาพระพุทธศาสนาสยามนิกาย ในประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกาของพระอุบาลี รัฐบาลไทยจึงได้อนุมัติงบ ๑๐ ล้านบาท บูรณะวัดธรรมารามและสร้างพิพิธภัณฑ์พระอุบาลีมหาเถระขึ้น เพื่อเฉลิมฉลอง ทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๖  ณ วัดธรรมาราม โดยฝ่ายไทยมีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราชเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายวิทยา ผิวผ่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วยนายพลเดช วรฉัตร อดีตเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโคลัมโบ และคณะข้าราชการเข้าร่วมในพิธี ในขณะที่ทางฝ่ายศรีลังกามีสมเด็จพระสังฆราชแห่งศรีลังกา รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมและศิลปะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รองปลัดกระทรวงมรดกแห่งชาติศรีลังกาและเอกอัครราชทูตศรีลังกาประจำประเทศไทยเข้าร่วมในพิธี




ตัวอาคารพิพิธภัณฑ์พระอุบาลีมหาเถระปรับปรุงจากศาลา ๒ ชั้นเดิมของวัด  ห้องจัดแสดงเป็น โถงใหญ่อยู่ชั้นบน เย็นฉ่ำด้วยเครื่องปรับอากาศ ภายในจัดเป็นนิทรรศการถาวรให้เดินชมแบบเวียนขวาโดยเรียงตามลำดับตามหัวข้อ เริ่มจากอาจาริยบูชา บนแท่นกลางห้องประดิษฐานรูปจำลองพระอุบาลีมหาเถระแกะสลักจากไม้มะฮอกกานีความสูง ๑๘๐ เซนติเมตร อยู่เคียงข้างธรรมาสน์เก่าแก่ของวัด   ประดิษฐานลังกาวงศ์ในสยาม นำเสนอการรับอิทธิพลพระพุทธศาสนาลังกาวงศ์ในประเทศไทยด้วยแบบจำลองสถาปัตยกรรมสำคัญ วิกฤติพระพุทธศาสนาบนแผ่นดินลังกา ที่ใช้สื่อมัลติมีเดียนำเสนอถึงมูลเหตุที่พระพุทธศาสนาเสื่อมสูญไปจากศรีลังกาและเรื่องราวการเดินทางมากรุงศรีอยุธยาของราชทูตจากศรีลังกา



ในหัวข้อภารกิจกอบกู้พระพุทธศาสนา จัดทำเป็นห้องฉายภาพยนตร์ประกอบการแสดงแสงและเสียง  เล่าเหตุการณ์เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลของพระอุบาลีทั้งสองครั้งสองคราวอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ  ประดิษฐานสยามวงศ์ในลังกา เล่าเรื่องการเผยแพร่พระพุทธศาสนาในลังกาของพระอุบาลีตลอด ๓ ปี ก่อนมรณภาพ รวมทั้งจัดแสดงพระราชสาส์นจำลอง และอัฐบริขารจำลองของพระอุบาลีไว้ให้ชมในห้องกระจก สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน แสดงภาพถ่ายผ่านจอแอลอีดี นำเสนอความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย- ศรีลังกา และการสร้างพิพิธภัณฑ์พระอุบาลีมหาเถระ และหัวข้อสุดท้าย เที่ยวเมืองเก่าเข้าถึงธรรม  แผนที่เส้นทางท่องเที่ยวชมโบราณสถานในเกาะเมืองอยุธยาที่ได้รับอิทธิพลพระพุทธศาสนาลังกาวงศ์ ในการเข้าชมนิทรรศการทั้งหมดจะมีวิทยากรคืออาจารย์สามิต อยู่วัฒนาอดีตอาจารย์สอนศิลปะซึ่งอาสาสมัครเข้ามาช่วยงานของวัด.คอยนำชมและบรรยาย


มุมหนึ่งของห้องนิทรรศการยังจัดแสดงของที่ระลึกที่เกี่ยวข้อง เช่น รูปจำลองพระอุบาลีมหาเถระหล่อด้วยเรซิน เหรียญที่ระลึก และวัตถุมงคลต่าง ๆ  ไว้ให้ผู้มีจิตศรัทธาได้บูชากลับไป โดยรายได้ทั้งหมดจะนำมาใช้สำหรับค่าใช้จ่ายของพิพิธภัณฑ์ ซึ่งทางวัดกำลังอยู่ในระหว่างจัดตั้งเป็นกองทุนเพื่อการดำเนินงานอย่างเป็นทางการต่อไป



  บนเส้นทางไหว้พระ ๙ วัดของพระนครศรีอยุธยาวันนี้ พิพิธภัณฑ์พระอุบาลีมหาเถระ วัดธรรมาราม ถือเป็นจุดหมายใหม่ที่ไม่ควรข้ามผ่าน ในฐานะอนุสรณ์สถานสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนาแบบเถรวาทของกรุงศรีอยุธยา ที่เคยส่งพระธรรมฑูตไปประดิษฐานพระพุทธศาสนาจนลงหลักปักฐานอย่างแน่นหนาที่ศรีลังกาในนาม “สยามวงศ์” เป็นเวลา ๒๖๐ ปีมาแล้ว