Showing posts with label กรมทรัพยากรธรณี. Show all posts
Showing posts with label กรมทรัพยากรธรณี. Show all posts

Sunday, August 16, 2020

สัญจรผาแคนยอน ชมรอยตีนอาร์โคซอร์ เยือนต้นตอฟอสซิลไดโนเสาร์ เสริมเรื่องราวเศรษฐกิจชุมชน กับกรมทรัพยากรธรณี

 


ภาคภูมิ น้อยวัฒน์...เรื่องและภาพ

อุทยานธรณีก้าวไกล นำพาไทยก้าวหน้า ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน” คือสโลแกนล่าสุดของการจัดทัศนศึกษา “สื่อมวลชนสัญจร” ของกรมทรัพยากรธรณี ลงพื้นที่ศึกษาดูงานเขตอุทยานธรณีเพชรบูรณ์และอุทยานธรณีขอนแก่น เมื่อวันที่ ๑๐-๑๑ สิงหาคมที่ผ่านมา โดยนายมนตรี เหลืองอิงคะสุต รองอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี นำทัพสื่อมวลชนจากหลากหลายสาขา เหินฟ้าจากท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง กรุงเทพมหานคร ไปลงยังสนามบินนานาชาติขอนแก่น ก่อนจะเดินทางต่อด้วยรถตู้ มุ่งหน้าสู่อุทยานธรณีเพชรบูรณ์เป็นลำดับแรก

นายมนตรี เหลืองอิงคะสุต รองอธิบดี
ไข่อาร์โคซอร์ เมนูธรณีวิทยา
น้ำมะเม่าสีสดสวย

ที่ร้านทูน คอฟฟี่ ร้านกาแฟซึ่งร่วมอยู่ใน “เครือข่ายอุทยานธรณีเพชรบูรณ์” นายวิศัลย์ โฆษิตานนท์ ผู้อำนวยการอุทยานธรณีเพชรบูรณ์ ได้กล่าวต้อนรับพร้อมทั้งบรรยายถึงจุดเด่นของอุทยานธรณีเพชรบูรณ์ รวมทั้งให้คณะสื่อมวลชนชิมกาแฟพิเศษที่เกิดจากความโดดเด่นทางธรณีวิทยาที่พัฒนาจนได้รับรางวัลวิสาหกิจชุมชน คือกาแฟอะราบิกา “อาร์โคซอร์” ตราอุทยานธรณีเพชรบูรณ์ รสชาติเข้มข้น หอมหวน แต่คาเฟอีนต่ำ อาหารว่าง “ไข่อาร์โคซอร์” ที่ทำจากหน่อไม้และไส้อั่ว และเครื่องดื่มน้ำมะเม่า หอมหวานชื่นใจ

น้ำตกนาคราชตาดหมอก
น้ำตกนาคราชตาดหมอก

จุดแรกที่คณะเข้าเยี่ยมชมคือแคนยอนน้ำหนาว ที่บ้านโคกมน ตำบลโคกมน อำเภอน้ำหนาว ในบริเวณวัดโคกมน ถัดจาก “นาคราชตาดหมอก” น้ำตกสายเล็ก ๆ ซึ่งประดับด้วยประติมากรรมพญานาคไปเล็กน้อย บนจุดชมวิวสามารถมองหน้าผาชันที่มีโครงสร้างหินเรียงกันเป็นระเบียบคล้ายขนมชั้น เกิดจากตะกอนที่ตกสะสมอยู่ในทะเลสาบเมื่อราว ๒๐๐ ล้านปีทับถมก่อนจนแข็งตัวเป็นหินชั้น แล้วถูกการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกทำให้ชั้นหินยกตัวขึ้น โก่งงอและแตกหักเป็นแนวยาวตามทิศทางที่โก่งตัว กลายเป็นหน้าผาความสูงกว่า ๒๐๐ เมตร ชั้นหินแต่ละชั้นมีความทนทานต่อการกัดกร่อนที่ต่างกัน ชั้นหินดินดานที่อยู่ด้านล่างจะถูกกัดกร่อนได้ง่ายที่สุด ในขณะที่ชั้นหินทรายและหินทรายแป้งที่อยู่ด้านบนจะมีความทนทานมากกว่า เมื่อชั้นหินดินดานถูกกัดกร่อนผุพังไปก่อน จึงเกิดเป็นโค้งเว้าเข้าไปในหน้าผา แรงโน้มถ่วงของโลกก็จะดึงชั้นหินทรายและหินทรายแป้งที่ไม่มีชั้นหินดินดานรองรับให้พังทลายตามลงมา


กระบวนการนี้เมื่อเกิดอย่างต่อเนื่องส่งผลให้หน้าผาขยายกว้างออกไปเรื่อย ๆ นานนับแสนนับล้านปี จนปัจจุบันกลายเป็นผาหินโค้งกว้างใหญ่ที่มีริ้วลายสวยงามคล้ายกับ ”แกรนด์แคนยอน” ในสหรัฐอเมริกา แต่เล็กกว่า โดยเฉพาะแคนยอนน้ำหนาวนี้ยังมีสายน้ำตกใหญ่ที่ชื่อว่า “ตาดหมอก” หลากไหลจากลำธารทิ้งตัวลงจากหน้าผาสู่หุบเขาซึ่งปกคลุมด้วยแมกไม้เขียวขจีเบื้องล่าง ยิ่งในช่วงหลังจากฝนตกใหม่ ๆ จะเห็นสายน้ำสีขุ่นพุ่งออกจากหน้าผาเป็นสายใหญ่ตกลงกระทบหินผาเบื้องล่างเสียงสนั่นหวั่นไหว สร้างความน่าตื่นตาตื่นใจให้เป็นทวีคูณ


ไม่ไกลจากกันที่บ้านดงมะไฟ ตำบลโคกมนเช่นเดียวกัน เป็นที่ตั้งของน้ำตกตาดใหญ่ บนผาหินดินดานที่ถูกยกตัวขึ้นมาโดยการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลก ทำให้เกิดการคดโค้งและเกิดรอยแตกบนพื้นหินขึ้น เมื่อสายน้ำผ่านมาตกลงตรงบริเวณนั้นนานเข้าก็กัดกร่อนจนคดโค้งกลายเป็นลำธารกว้างและลึกลงไป ตลอดแนวน้ำตกจะเห็นหินดินดานซ้อนทับกันเป็นชั้น ๆ อย่างชัดเจน ธารน้ำไหลไปจนสุดตรงหน้าผาสูงชัน ก่อนทิ้งดิ่งลงไปตามความสูงราว ๖๐ เมตรสู่เบื้องล่าง ถือเป็นแหล่งปรากฏการณ์ทางธรณีที่งดงามอีกแห่ง

ภูผาจิตมองเห็นจากจุดชมทิวทัศน์
บนผาหินสูงชันที่พบรอยตีนอาร์โคซอร์


รอยตีนอาร์โคซอร์


บ่ายคล้อยไปพอสมควร ณ ที่ว่าการอำเภอน้ำหนาว คณะเดินทางต้องเปลี่ยนพาหนะจากรถตู้เป็นรถกระบะยกสูง เพื่อเดินทางผ่านถนนลูกรังคดเคี้ยวขึ้นลงไปตามเนินเขาที่สองฟากเป็นไร่ข้าวโพด เส้นทางไปสุดที่ศาลาหลังเล็กอันเป็นจุดเริ่มต้นทางเดินสู่ผารอยตีนอาร์โคซอร์ ในเขตบ้านนาพอสอง ตำบลน้ำหนาว อำเภอน้ำหนาว หลังจากเดินไปจุดชมทิวทัศน์ที่มองเห็นภูผาจิตตระหง่านอยู่เบื้องหน้าแล้ว คณะก็เดินเท้าลัดเลาะตามทางที่ชันดิ่งลงสู่หุบเขาเบื้องล่าง ผ่านป่ากล้วย ป่าไผ่ ระยะทางประมาณ ๕๐๐ เมตร เพื่อพบกับผาหินทรายแผ่นมหึมาตระหง่านตั้งชันจากพื้นกว่า ๔๕ องศา ลักษณะเป็นลานหินกว้างใหญ่ในแนวตะแคงน่าตื่นตา



บนลานหินนี้เองที่มีผู้พบรอยตีนสัตว์ดึกดำบรรพ์ชนิดหนึ่ง ผู้เชี่ยวชาญของกรมทรัพยากรธรณีสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นรอยตีนของสัตว์จำพวกอาร์โคซอร์ (Archosaurs) กลุ่มสัตว์เลื้อยคลานที่มีชีวิตอยู่ในยุคไทรแอสซิก อายุประมาณ ๒๒๙-๒๐๔ ล้านปี ลักษณะคล้ายจระเข้ตัวใหญ่ แต่หางสั้น กินเนื้อสัตว์เป็นอาหาร ถือเป็นสัตว์ที่อยู่บนรอยต่อวิวัฒนาการระหว่างจระเข้กับไดโนเสาร์ รอยตีนที่พบบนสามแนวทางเดินมีมากกว่า ๓๐๐ รอย คุ้มค่ากับความเหน็ดเหนื่อยหนักหนาในการเดินไต่ความสูงลงมาชมและไต่กลับขึ้นไป


อุทยานไดโนเสาร์ศรีเวียง

คณะออกเดินทางย้อนกลับมาพักที่จังหวัดขอนแก่น เพื่อให้ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไกลในวันรุ่งขึ้น โดยวันที่สองนี้เป็นการเยี่ยมชมในส่วนของอุทยานธรณีขอนแก่น ซึ่งมีความโดดเด่นทางธรณีวิทยาในด้านแหล่งซากดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์ จนถึงขั้นที่เรียกได้ว่าเป็น “อาณาจักรไดโนเสาร์” เพราะเป็นแหล่งที่พบไดโนเสาร์พันธุ์ใหม่ของโลกถึง ๕ สายพันธุ์


รองอธิบดีกรมทรัพยากรธรณีและคณะสื่อมวลชน


สาย ๆ ของวัน คณะเข้าเยี่ยมชมศูนย์ข้อมูลอุทยานธรณีขอนแก่นและอุทยานไดโนเสาร์ศรีเวียงซึ่งเต็มไปด้วยรูปปั้นของไดโนเสาร์ทั้งห้าที่ค้นพบในขอนแก่น ก่อนจะเดินทางต่อไปยังศูนย์ศึกษาวิจัยและพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์แห่งแรกของประเทศไทยที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๔ ดำเนินงานด้านสำรวจ วิจัย อนุรักษ์ และจัดแสดง รวมทั้งยังมีเครือข่ายความร่วมมือศึกษาวิจัยไดโนเสาร์ในระดับนานาชาติ และจัดกิจกรรมเรียนรู้เรื่องไดโนเสาร์สำหรับเยาวชน


โครงกระดูกจำลองแสดงให้เห็นภาพของฟอสซิลที่สมบูรณ์


แวะชมลานขุดเจาะค้นหายูเรเนียมอันนำไปสู่การค้นพบฟอสซิลไดโนเสาร์ชิ้นแรกของประเทศไทยในบริเวณหลุมขุดค้นที่ ๓ สถานที่พบท่อนขาของ “ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน” ไดโนเสาร์กินพืชขนาดยักษ์ชนิดใหม่ของโลก ภายในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติภูเวียง


 เมนูจีโอพาร์ครสเด็ด

มื้อกลางวันที่ครัวเวียงเก่า ชาวคณะได้ลิ้มลองรสชาติของอาหารการกินที่ดึงเรื่องราวทางธรณีมาผสมผสานเป็นเมนู “ขอนแก่นจีโอปาร์ค” ทำให้อาหารพื้นบ้านธรรมดาดูน่าสนใจมากขึ้นในแบบ “พาเข่า” คืออาหารชุดรวมที่ประกอบด้วยไก่ทอด “กินรี มิมัส” ที่นำเอาชื่อไดโนเสาร์ขนาดเล็กคล้ายไก่ที่พบเฉพาะในประเทศไทยมาขนานนามให้  น้ำพริกหนุ่มและแกงป่า”ครีเตเชียส” ผักหน่อไม้จากแผ่นดินดินในยุคครีเตเชียส ต้มยำปลา“เลปิโดเทส” ที่ตั้งชื่อตามปลามีเกล็ดดึกดำบรรพ์ และ ตำสะท้านป่าไดโน่ ส้มตำจากผลิตผลบนแผ่นดินไดโนเสาร์

กระบวนการทอผ้าดั้งเดิมถูกปรับปรุงสู่ผ้าฝ้ายธรณิน


ต้นอินทผลัมภายในบ้านสวนสัมฤทธิ์

ช่วงบ่ายเป็นการเยี่ยมชมกิจกรรมของชุมชนท้องถิ่นที่เชื่อมโยงเข้ากับอุทยานธรณีขอนแก่น ซึ่งมีผลอย่างสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชน โดยเริ่มจากโคกภูตากา โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชพื้นเมืองอันเนื่องมาจากพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่เน้นด้านการศึกษาพันธุ์พืชบนเส้นทางเดินป่าของชุมชน ผ้าฝ้ายธรณินของกลุ่มทอผ้าบ้านโคกม่วง นำภูมิปัญญาการทอผ้าแบบท้องถิ่นดั้งเดิมมาประยุกต์ผสมผสานกับการย้อมสีที่มาจากหิน นำมาย้อมผ้าฝ้ายที่ใช้ทอจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์เด่นของชุมชน และสวนอินทผลัมบ้านสวนสัมฤทธิ์ ที่ใช้ความอุดมสมบูรณ์ของดินที่เกิดจากธรณีวิทยาส่งผลให้ดินและน้ำมีสภาพความกร่อยนิด ๆ เหมาะกับการปลูกอินทผลัมให้ได้รสชาติดี ก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งจากการเดินทางในครั้งนี้ทำให้เห็นอย่างชัดเจนถึงประโยชน์ของ “อุทยานธรณี” ที่เป็นทรัพยากรเอื้อประโยชน์ให้กับกับชุมชนและผู้คนในพื้นที่ในทุก ๆ ด้านไม่ใช่เพียงแค่แหล่งท่องเที่ยวเท่านั้น

ชมภาพถ่ายและวีดิทัศน์การเดินทางสื่อมวลชนสัญจรของกรมทรัพยากรธรณีในครั้งนี้เพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก : www.facebook.com/artontheways

 อาร์โคซอร์

Tuesday, April 18, 2017

อุทยานธรณีสตูล มรดกธรณีระดับโลกแห่งแรกของไทย


ภาคภูมิ น้อยวัฒน์...รายงาน
ตีพิมพ์ครั้งแรกใน อนุสาร อ.ส.ท. ฉบับเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๐

          Geopark is not Geological site Geopark is peoples” พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือจีโอปาร์คไม่ใช่แค่แหล่งธรณีวิทยา แต่จีโอปาร์คคือวิถีชีวิตชุมชน เป็นสิ่งที่กรมทรัพยากรธรณีพามาดูในครั้งนี้ ว่าอุทยานธรณีจะส่งผลให้เกิดการอนุรักษ์และมีส่วนร่วมกับคนที่อยู่ในสตูลอย่างไร

            นายทศพร นุชอนงค์ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณีกล่าวกับคณะสื่อมวลชนที่ร่วมเดินทางทัศนศึกษา “อุทยานธรณีสตูล สู่อุทยานธรณีระดับโลก” เส้นทางแหล่งอนุรักษ์ธรณีวิทยา อำเภอทุ่งหว้า อำเภอมะนัง และอำเภอละงู จังหวัดสตูล ระหว่างวันที่ ๑-๓ มีนาคม ๒๕๖๐ ที่ผ่านมา  ณ ศูนย์ประชาสัมพันธ์อุทยานธรณีสตูล  หน้าที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งหว้า


           หลายปีมาแล้วที่กรมทรัพยากรธรณี ได้ทำการศึกษาสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับมรดกทางธรรมชาติทางธรณีวิทยาในประเทศไทย แล้วพบว่าพื้นที่จังหวัดสตูลมีความสมบูรณ์ทางด้านธรณีวิทยาอย่างน่าอัศจรรย์ คือเป็นทะเลโบราณ ปรากฏหลักฐานทางธรณีวิทยาและฟอสซิลสัตว์ทะเลดึกดำบรรพ์หลากหลายชนิด ครบถ้วนจากทั้ง ๖ ยุค อันได้แก่ แคมเบรียน ออร์โดวิเชียน ไซลูเรียน โดวิเนียน คาร์บอนิเฟอรัส และเพอร์เมียน ในมหายุคพาลีโอโซอิค ประมาณ ๕๔๒ – ๒๕๑ ล้านปีมาแล้ว เก่าแก่กว่ามหายุคมีโซโซอิคซึ่งเรารู้จักกันดีว่าเป็นช่วงเวลาไดโนเสาร์ครองโลก เป็นที่มาของการนำเสนอให้สตูลเป็นมรดกโลกทางด้านธรณีวิทยาในเวลาต่อมา

เพื่อความเข้าใจเบื้องต้นจึงได้มีการนำคณะสื่อมวลชนเข้าเยี่ยมชมภายในพิพิธภัณฑ์ช้างดึกดำบรรพ์ทุ่งหว้ากันก่อน ภาพยนตร์สามมิติบอกเล่าเรื่องราวของชีวิตโลกใต้ทะเลของมหายุคพาลีโอโซอิคอย่างสนุกสนาน พร้อมด้วยนิทรรศการที่สรุปพัฒนาการทางธรณีวิทยาอันต่อเนื่องมาถึงชุมชนในปัจจุบัน ช่วยให้เห็นภาพโดยรวมของแหล่งอนุรักษ์ทางธรณีเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา จากนั้นจึงเป็นการเดินทางลงสู่พื้นที่เพื่อสัมผัสกับของจริงโดยรถตู้ที่ทางกรมทรัพยากรธรณีจัดเตรียมไว้ให้


บริเวณศาลทวดบุญส่ง ชาวบ้านสร้างศาลาครอบสิ่งที่มองเผิน ๆ คล้ายเจดีย์โบราณปรักหักพังเอาไว้  วิทยากรของกรมทรัพยากรธรณีชี้ให้เห็นว่า แท้ที่จริงแล้วสิ่งนี้คือ “หินสาหร่าย”  บนหินปูนเนื้อละเอียด ปรากฏชั้นหนาสีแดงส้มสลับกับแถบสีแดงเข้มเส้นบาง ๆ เป็นซากดึกดำบรรพ์ของสาหร่ายสโตรมาโตไลต์ (Stromatolite) จากยุคออร์โดวิเชียน แทรกอยู่ในเนื้อหินปูน ที่ทำให้น่าสนใจเป็นพิเศษก็คือสโตรมาโตไลต์เป็นแหล่งอาศัยของไซยาโนแบคทีเรียที่ผลิตออกซิเจนให้กับโลกในยุคดึกดำบรรพ์ ในยุคก่อนหน้านี้ไม่มีออกซิเจน อยู่เลย การมีออกซิเจนขึ้นมาทำให้เกิดวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตที่ใช้ออกซิเจนในที่สุด



แหล่งฟอสซิลเขาน้อยเป็นอีกแห่งที่น่าอัศจรรย์ใจ อยู่ถัดมาอีกไม่ไกล บริเวณนี้เดิมเคยเป็นบ่อดินสำหรับขุดดินขาย แต่เมื่อกรมทรัพยากรธรณีมาสำรวจพบว่าในหินจำนวนมากมายที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปปรากฏร่องรอยของสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์ในยุคแคมเบรียนและออร์โดวิเชียน ไม่ว่าจะเป็นไทรโลไบต์ แกรปโตไลต์ ฯลฯ ล้วนพบได้อย่างง่ายดาย เพียงกระเทาะเนื้อหินออกมาเท่านั้น ปัจจุบันจึงกลายเป็นแหล่งทัศนศึกษาเรียนรู้ด้านธรณีวิทยาของนักเรียนและนักท่องเที่ยวผู้ที่สนใจซากดึกดำบรรพ์แวะเวียนกันมาเยี่ยมชม



เช้ารุ่งขึ้นคณะสื่อมวลชนลงเรือออกสู่ท้องทะเลคราม มุ่งหน้าสู่เกาะลิดี อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา ห่างออกไปในท้องทะเล ๕ กิโลเมตร พบกับการต้อนรับด้วยเพลง “ทะเลดึกดำบรรพ์”จากวงดนตรีกัวลาบาราของเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครอุทยาน ฯ  บอกเล่าเรื่องราวของซากดึกดำบรรพ์สตูลในท่วงทำนองน่าฟัง  

ก่อนจะพากันเดินลัดเลาะผ่านหาดโคลนต้นลำพู  ตรงไปยัง ทะเลแหวก”แนวสันทรายเชื่อมต่อระหว่างเกาะลิดีกับเกาะหว้าหิน วางตัวในแนวทิศเหนือ-ใต้ ประกอบด้วยกรวดหินทรายขนาด ๕-๑๐ เซนติเมตร สะสมตัวเป็นความยาว ๑๐๐ เมตร โผล่ขึ้นเมื่อยามน้ำลง บนเกาะหว้าหินยังพบซากดึกดำบรรพ์หลายชนิดเช่น รูหนอน ฟอสซิลฟองน้ำ รวมทั้งร่องรอยทางธรณีวิทยาอีกมากมายที่น่าสนใจ

ขากลับเข้าสู่ฝั่ง เรือได้แวะเวียนไปลอยลำบริเวณเขาโต๊ะหงาย เพื่อให้คณะได้ชมแนวรอยสัมผัสระหว่างหิน ๒ ยุค คือหินทรายแดงยุคแคมเบรียน อายุประมาณ ๕๔๒ ล้านปี กับหินปูนยุคออร์โดวิเซียน อายุประมาณ ๔๘๘ ล้านปี   เกิดจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกทำให้เห็นรอยต่อชัดเจนมาก หาดูได้ยาก เรียกว่าเป็น “ธรณีสองภพ” ซึ่งหากได้ขึ้นไปเดินบนสะพานข้ามกาลเวลา ที่สร้างเป็นทางเดินไว้โดยรอบแล้ว จะเสมือนหนึ่งสามารถก้าวย่างข้ามกาลเวลาจากยุคแคมเบรียนไปสู่ยุคออร์โดวิเชียนด้วยการก้าวเท้าเพียงก้าวเดียว 



ช่วงบ่ายแวะเข้าไปเยี่ยมเยือนชุมชนบ้านหนองปัญหยา ชุมชนเก่าแก่ที่เป็นแหล่งรวบรวมภูมิปัญญาในการทำสวดลายผ้าบาติก จัดตั้งเป็นกลุ่มแม่บ้านในชุมชนขึ้นมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ ความโดดเด่นคือได้มีการประยุกต์ลวดลายบาติกทำเป็นภาพสัตว์ดึกดำบรรพ์นานาชนิด เช่น แอมโมไนต์ ไทรโลไบต์ ลงบนเสื้อ ผ้าเช็ดหน้า และของที่ระลึกอีกหลากหลาย สมความกับความเป็น “ฟอสซิลแลนด์”ดินแดนดึกดำบรรพ์ของสตูล


บ่ายคล้อยชาวคณะสื่อมวลชนเดินทางเข้าไปสัมผัสกิจกรรมล่องเรือคายักเข้าถ้ำ อันเป็นสถานที่พบชิ้นส่วน ช้างสเตโกดอน” ช้างดึกดำบรรพ์จากสมัยไพลสโตซีน ประมาณ ๑.๘ ล้านปีก่อน  (เก่าแก่กว่าช้างแมมมอธ) แห่งแรกและแห่งเดียวในพื้นที่ภาคใต้ จากแต่เดิมชื่อ “ถ้ำวังกล้วย” จึงเปลี่ยนชื่อเป็นถ้ำเลสเตโกดอนเพื่อเป็นอนุสรณ์ ด้วยความยาวกว่า ๔ กิโลเมตร ถือเป็นถ้ำน้ำลอดที่ยาวที่สุดในประเทศไทย โดดเด่นทางด้านธรณีวิทยาเป็นอย่างมากเพราะภายในถ้ำยังมีการก่อตัวของหินงอกหินย้อยรูปทรงสวยงามแปลกตามากมาย ทั้งหลอดหินย้อย หินปูนฉาบ และม่านหินย้อย รวมทั้งร่องรอยของซากฟอสซิลดึกดำบรรพ์ต่าง ๆ  


แถมท้ายคลายร้อนด้วยการแวะชมน้ำตกธารปลิว ฉ่ำชื่นใจกับสายน้ำที่หลากไหลผ่านหน้าผาหินปูนยุคออร์โดวิเชียนที่เกิดจากการพอกตัวของคราบหินปูน เป็นแอ่งน้ำคล้ายทำนบลดหลั่นกันลงมาอย่างสวยงาม  
  


วันสุดท้ายชาวคณะมุ่งหน้าไปชมความยิ่งมใหญ่ของถ้ำภูผาเพชร แหล่งมรดกธรณีสำคัญอีกแห่ง  ภายในถ้ำกว้างมีเนื้อที่โดยรวมประมาณ ๕๐ ไร่ หรือประมาณ ๒๐,๐๐๐ ตารางเมตร โพรงถ้ำลดหลั่นเป็นสามระดับ แบ่งออกเป็นห้องเล็กห้องน้อยประมาณ ๒๐ ห้อง  แต่ละห้องมีหินงอกหินย้อยสวยงามอลังการ หลายแห่งมีประกายแวววาวเมื่อต้องแสงไฟ เป็นที่มาของสมญานาม “ถ้ำภูผาเพชร” 

สุดปลายถ้ำเป็นปล่องทะลุสู่ภายนอก ปากถ้ำเป็นหินก้อนใหญ่ มองดูไกล ๆ  คล้ายไดโนเสาร์ไทรันโนซอรัสนอนตายอยู่ ดูน่าตื่นตาตื่นใจ ภายในถ้ำมีการจัดการที่ดี โดยองค์การบริหารส่วนตำบลปาล์มพัฒนาได้สร้างสะพานทางเดินไม้ลัดเลาะไปตามแนวหินงอกหินย้อยป้องกันไม่ให้นักท่องเที่ยวสัมผัส  พร้อมด้วยระบบไฟส่องสว่างที่จะทำงานเมื่อมีคนเดินผ่าน


ทาง UNESCO กำหนดเข้ามาตรวจสอบและประเมินคุณสมบัติของอุทยานธรณีสตูลในช่วงเดือนพฤษภาคม- มิถุนายนนี้ โดยหลักเกณฑ์ที่ใช้มีอยู่สี่ประการ ได้แก่คุณค่าความเป็นแหล่งทรัพยากรธรณีในระดับนานาชาติ (Geo Heritage) มีหน่วยงานในการดูแลและบริหารจัดการทรัพยากรอย่างเป็นระบบ ชุมชนใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรณีที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน และมีการศึกษาวิจัย ถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจในแหล่งทรัพยากรทางธรณี


นายณรงค์ฤทธิ์ ทุ่งปรือ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งหว้า ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการอุทยานธรณีสตูลคนแรก เปิดเผยว่า หลังเดือนกันยายน ๒๕๖๐ นี้คงจะทราบผลการประเมินอย่างเป็นทางการว่าผ่านหรือไม่  แต่ส่วนตัวแล้วคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาแต่ประการใด เพราะแนวคิดหลักในการประกาศเป็น Geo Heritage ของ Unesco คือต้องริเริ่มจากชุมชน ซึ่งที่สตูลนี้เป็นการเริ่มต้นจากชุมชนอย่างแท้จริง ดังจะเห็นว่าเน้นการอนุรักษ์และการพัฒนาเพื่อเศรษฐกิจชุมชน 

ในอนาคตที่จะถึงนี้ยังมีโครงการสร้างที่ทำการและพิพิธภัณฑ์อุทยานธรณีสตูลขึ้นบนพื้นที่ ๒๘ ไร่ ภายในอาณาเขตของมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา วิทยาเขตสตูล ในงบประมาณ ๖๐๐ ล้านบาท กำลังอยู่ในระหว่างของบประมาณปี พ.ศ. ๒๕๖๑ ซึ่งความคืบหน้าของมรดกอุทยานธรณีโลกสตูลนี้ ทาง อนุสาร อ.ส.ท. จะได้ติดตามมานำเสนอต่อไป


Monday, October 3, 2016

ธรณีนี่นี้...น่าฉงน ท่องเที่ยวไขปริศนาร่องรอยทางธรณีวิทยากับกรมทรัพยากรธรณี


ภาคภูมิ น้อยวัฒน์...เรื่องและภาพ
ตีพิพม์ครั้งแรกในอนุสาร อ.ส.ท. ฉบับเดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๕๙

            หลายครั้งที่การเดินทางท่องเที่ยวในธรรมชาตินำพาความพิศวงสงสัยให้กับนักเดินทางอย่างเรา ๆ ติดค้างอยู่ในใจอย่างไม่มีคำตอบ กับร่องรอยของปรากฏการณ์ธรณีที่มีความงดงามแปลกตา บนพื้นผิวของทิวเทือกเขา แผ่นผา โถงถ้ำ แม้กระทั่งพื้นแผ่นดิน ยากจะหาคำอธิบายว่าสิ่งที่พบเห็นเกิดขึ้นได้อย่างไร

เพื่อกระจายความรู้ความเข้าใจในร่องรอยจากปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในธรรมชาติออกไปยังสาธารณชน กรมทรัพยากรธรณีจึงจัดกิจกรรมเดินทางทัศนศึกษาสื่อมวลชนสัญจรครั้งที่ ๑  “ธรณีนี่นี้...น่าฉงน”ขึ้น  บนเส้นทางสมุทรสาคร ราชบุรี สุพรรณบุรี  และกาญจนบุรี ในวันที่ ๓๐ มิถุนายน- ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๙ ที่ผ่านมา นำโดยนายทศพร นุชอนงค์ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี 


เริ่มต้นด้วยการลดเลี้ยวสู่วัดกลางคลอง ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อเยี่ยมชมเรือโบราณพนมสุรินทร์ เรือสินค้าไม้ทั้งลำสร้างด้วยเทคนิคแบบอาหรับโบราณ อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๕ ร่วมสมัยกับทวารวดี  นายนิรันดร์ ชัยมณี นักธรณีวิทยาชำนาญการพิเศษของกรมทรัพยากรธรณีอธิบายว่า ทะเลอ่าวไทยปัจจุบันเมื่อ ๓๐,๐๐๐ ปีก่อนเคยเป็นแผ่นดิน เชื่อมต่อกับหมู่เกาะชวา กาลิมันตัน เรียกว่า “แผ่นดินซุนดา” จนเมื่อ ๑๐,๐๐๐ ปีที่แล้วสิ้นสุดยุคน้ำแข็ง น้ำแข็งขั้วโลกละลายลงสู่มหาสมุทร เกิดเป็นปรากฏการณ์น้ำทะเลเพิ่มมากขึ้นทั่วโลก

พื้นที่ประเทศไทยสมัยนั้นน้ำทะเลรุกเข้ามาถึงอยุธยา ลพบุรี สุพรรณบุรี  สระบุรี  ก่อนจะทรงตัวในระดับสูงกว่าปัจจุบันราว ๔-๕ เมตร  จนถึงราว ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ ปีก่อน  เกิดการตกตะกอนของแม่น้ำที่ปากอ่าว ในขณะที่น้ำทะเลถอยร่นไป เกิดทะเลโคลนตมขึ้น กลายเป็นเส้นทางสัญจรค้าขายสำคัญในชื่อ “สุวรรณภูมิ” และ“ทวารวดี”  จุดที่พบเรือเป็นหลักฐานว่าบริเวณนี้อาจเป็นปากน้ำท่าจีนเก่าที่เชื่อมต่อกับทะเลสมัยนั้น




คณะทัศนศึกษาเดินทางต่อไปยังบ่อดินเอกชนที่ขุดดินขาย บริเวณบ้านปากบ่อ ตำบลชัยมงคล อำภอเมืองฯ จังหวัดสมุทรสาคร และที่บ้านตาลเรียง ตำบลบัวงาม อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี เพื่อชมร่องรอยของทะเลโบราณ  จากความลึกของบ่อหลายสิบเมตรทำให้เห็นถึงชั้นดินในยุคแผ่นดินซุนดาอยู่ล่างสุดเป็นแนวสีเหลืองชัดเจน ถัดขึ้นมาเป็นชั้นดินในยุคทะเลโบราณเป็นสีเทาดำลึกประมาณ ๒๐ เมตร พบซากเปลือกหอยทะเลโบราณอยู่จำนวนมาก เมื่อน้ำทะเลย้อนกลับออกไปเมื่อสิ้นยุค ดินตะกอนปากแม่น้ำทับถมเพิ่มขึ้นมาก่อเกิดเป็นแผ่นดิน ที่ต่อมาเป็นที่ตั้งของเมืองสมุทรสาคร สมุทรสงคราม สมุทรปราการ และกรุงเทพฯ


ในช่วงบ่ายที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี  นายพิภพ บุญธรรม รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรีให้เกียรติมาต้อนรับคณะพร้อมนำเยี่ยมชมศึกษาเรื่องราวของเมืองโบราณอู่ทองในอดีต ที่เป็นเมืองท่าและศูนย์กลางของอาณาจักรทวารวดี เมื่อครั้งทะเลเว้าลึกเข้ามาถึงสุพรรณบุรี ลพบุรี และสระบุรี  ซึ่งในขณะนั้นกรุงเทพฯ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และสมุทรปราการยังเป็นทะเลอยู่


 ปิดท้ายรายการของวันแรกด้วยการแวะเวียนเข้าไปเยี่ยมชมการแกะสลักหินพระพุทธปุษยคีรีศรีสุวรรณภูมิ ปางโปรดพุทธมารดาขนาดใหญ่ติดอันดับโลก ด้วยขนาดหน้าตักกว้าง ๒๔.๙๐ เมตร บนแผ่นผาเขาทำเทียมภายในพุทธมหาสถานเมืองโบราณอู่ทอง ตามแผนการสร้างพระพุทธรูปแกะสลักหิน ๕ องค์ ๕ ปางตลอดแนวหน้าผาหินยาว ๘๐๐เมตร โดยองค์แรกคือองค์นี้ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๕๖๐


คณะเข้าพักแรมที่บลูแซฟไฟร์กอล์ฟแอนด์รีสอร์ทในบ้านพักรูปเรือริมผืนน้ำกว้าง ซึ่งในอดีตพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นขุมเหมืองแร่รัตนชาติขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศไทย หลังจากแร่หมดไปจึงพัฒนาพื้นที่เป็นสนามกอล์ฟและรีสอร์ตบนเนื้อที่กว่า ๘,๐๐๐ไร่ หลังอาหารค่ำเป็นการพูดคุยสนทนาอย่างเป็นกันเองระหว่างวิทยากรกับสื่อมวลชนซึ่งสนใจสอบถามเรื่องราวทางธรณีวิทยาในประเด็นข้อสงสัยจากการเดินทางช่วงที่ผ่านมา



เช้าวันรุ่งขึ้นคณะทัศนศึกษาออกเดินทางขึ้นไปยังเนินเขาเตี้ย ๆ หลังที่ว่าการอำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี ชมกองหินบะซอลต์ระเกะระกะที่เกิดจากลาวาออกมาสู่พื้นโลกทางปากปล่องภูเขาไฟ นายนิวัติ บุญนพ ผู้อำนวยการส่วนประสานและสนับสนุนทางวิชาการ กรมทรัพยากรธรณี อธิบายว่าปล่องภูเขาไฟที่บ่อพลอยนี้เกิดขึ้นเมื่อ ๓-๔ ล้านปีก่อน เมื่อภูเขาไฟระเบิดลาวาจะไหลผ่านชั้นหินที่มีอัญมณีอย่างเพชร พลอย ไพลิน และนำพาออกมาด้วย ทำให้ที่นี่มีอัญมณีมาก เป็นที่มาของชื่อบ่อพลอย  


  พากันเดินลงเนินมา ไม่ไกลจากกองหินภูเขาไฟเป็นแหล่งเสาหินหกเหลี่ยมแห่งเดียวในกาญจนบุรี ซึ่งผอ.นิวัติอธิบายว่าปรากฏการณ์เสาหินหกเหลี่ยมเกิดจากลาวาไหลขึ้นมาเป็นแนวชั้นหนาเย็นตัวลงอย่างรวดเร็ว เกิดการหดตัวและมีแรงดึงตัวในเนื้อหินหลอมละลาย   ทำให้เกิดรอยแตกเป็นแนวลึกสม่ำเสมอและหลายชุด ทำให้หินแตกเป็นแท่งๆ มักมีรูปหกเหลี่ยมบ้าง ห้าเหลี่ยมบ้าง แลดูเป็นแท่งเสาหินตามธรรมชาติในลักษณะตั้งตรงแลดูแปลกตา


ข้ามฟากถนนมายังวัดเขาวงจินดาราม ขึ้นเขาไปชมหลวงพ่อนิลประทานพร พระพุทธรูปทาสีดำทั้งองค์ซึ่งใช้นิลแท้ชิ้นเล็กมาประดับบนพื้นผิวองค์ท่านด้วย เป็นสัญลักษณึงความเป็นแหล่งนิลคุณภาพในอดีตของอำเภอบ่อพลอย
   


ช่วงบ่าย มุ่งหน้าสู่ความเขียวขจีของผืนป่าอุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์  โดยมี ร.ศ.ชัยพร ศิริพรไพบูลย์ นำชมและอธิบายถึงกระบวนการเกิดถ้ำในภูเขาหินปูนว่าเกิดจากการกัดเซาะของลำธารใต้ภูเขา เป็นถ้ำน้ำ และต่อมาเมื่อมีการทรุดตัวลงกลายเป็นถ้ำแห้ง  น้ำฝนที่ตกลงมาผ่านก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กลายเป็นกรดคาร์บอนิคลงมาผสมผสานกับสารอินทรีย์เพิ่มความเข้มข้น เมื่อซึมตามรอยแยกของหินปูนก็จะกัดกร่อนละลายกลายเป็นโพรงถ้ำ เมื่อซึมลงมาจากเพดานถ้ำก็เกิดสะสมเป็นหินงอกหินย้อย ผ่านเวลานานไปหลังคาถ้ำพังลง เกิดเป็นหลุมยุบ พร้อมกับพาชมถ้ำธารลอดน้อยเป็นตัวอย่างของถ้ำน้ำลอด ในขณะที่ถ้ำธารลอดใหญ่เป็นตัวอย่างของถ้ำน้ำลอดที่ต่อมาหลังคาพังทลายลง


จากการเดินทางทัศนศึกษาครั้งนี้ ทำให้เกิดการเรียนรู้ทางธรณีวิทยาและมีความเข้าใจถึงกระบวนการเกิดปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยารูปแบบต่าง ๆ มากขึ้น สามารถไขรหัส “ความลับทางธรณี” จากร่องรอยที่ผ่านกาลเวลามาได้ การเดินทางท่องเที่ยวในธรรมชาติครั้งต่อ ๆไป คงสนุกสนานมากขึ้น เพราสัมผัสความงามได้ลึกซึ้งขึ้น

ที่สำคัญคือ...ไม่ต้องมีคำถามที่ค้างคาใจอีกต่อไปแล้ว

ผู้สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถชมวิดิทัศน์การเดินทางทัศนศึกษาครั้งนี้ที่ที่แฟนเพจ เฟซบุ๊ก ของอนุสาร อ.ส.ท. www.facebook.com /osotho