Thursday, May 18, 2017

"จากกระโจมไฟสู่การเดินเรือกรมเจ้าท่า" ๑๕๐ ปีศรีสุริยวงศ์


ภาคภูมิ น้อยวัฒน์ ...เรื่องและภาพ
ตีพิมพ์ครั้งแรกในอนุสาร อ.ส.ท. ฉบับเดือนมิถุนายน ๒๕๖๐

             เช้าตรู่ในวันฝนพรำ

            คณะทัศนศึกษา “จากกระโจมไฟสู่การเดินเรือกรมเจ้าท่า”  อันประกอบด้วยอาจารย์พลาดิศัย สิทธิธัญญกิจ อาจารย์สมปอง ดวงไสว และคณะสื่อมวลชนจากหลากหลายสาขา พากันขึ้นรถบัสขนาดใหญ่ออกจากมหาวิทยาลัยราชภัฎบ้านสมเด็จเจ้าพระยา มุ่งหน้าสู่สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค ๖ สมุทรปราการ ก่อนลงเรือตรวจการณ์ของกรมเจ้าท่า ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่บริเวณสันดอนปากแม่น้ำเจ้าพระยา

เพื่อตามหา “ประภาคารแห่งแรกของประเทศไทย”

          แนวคิดในการสร้างประภาคารดังกล่าวเกิดขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังปรากฏบันทึกในประชุมพงศาวดารรัชกาลที่ ๔ ความว่า “ในปีขาน โปรดให้พระยาเทพประชุนไปทำไลซเฮ้า คือเรือนตะเกียงที่หลังสันดร สำหรับเรือลูกค้าเปนที่หมายทางเข้าออก

 สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) 

                    สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ท่านศึกษาเรื่องการเดินเรือตามบรรพบุรุษที่ดูแลการค้าระหว่างประเทศและการเดินเรือมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาสืบเนื่องกันมา ท่านเองยังได้รับราชการดูแลกรมท่าและมาตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ ๒   เมื่อเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในรัชกาลที่ ๕ จึงได้สร้างประภาคารตามพระราชดำริในรัชกาลที่ ๔ ขึ้น เนื่องจากเห็นว่าในสมัยนั้นปากแม่น้ำเจ้าพระยามีเรือสินค้าเข้าออกเป็นจำนวนมาก อันเป็นผลจากการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ โดยใช้ทุนทรัพย์ส่วนตัวในการก่อสร้าง แล้วยกให้เป็นสมบัติของแผ่นดิน เรียกชื่อว่า Regent Lighthouse ดังมีรายละเอียดบันทึกไว้ว่า

“...ราคาเรือนตะเกียงที่พระสยามธุระพาห์กงสุลซื้อเข้ามานั้นเป็นราคา ๑๘๐ ชั่ง พร้อมทั้งเครื่องเรือนตะเกียงแลโคมด้วย เงินที่มาลงทุนทำการตั้งเรือนตะเกียงขึ้นนั้น อีกเงินค่าไม้และของใช้เบ็ดเสร็จ ๑๘ ชั่ง ๖ ตำลึง ๑๐ สลึง เงินค่าจ้างเรือจ้างคนบรรทุกศิลาไปถมราก ๑๐ ชั่ง เงินจ้างเรือโป๊ะเมื่อแก้เรือนโคมชุด ๑๕ ชั่ง เงินค่าจ้างช่างไม้ ๑ ชั่ง ๑๘ ตำลึง ๑๑ สลึง รวมเป็นเงิน ๒๒๕ ชั่ง ๕ ตำลึง ๕ สลึง เป็นเสร็จการ และเงินที่ลงทุนค่าเรือนตะเกียงทั้งหมดนี้ สมเด็จเจ้าพระยาฯ ท่านได้ออกเงินสร้างเป็นของ ๆ ท่าน สำหรับที่จะให้เรือราชการและเรือลูกค้าไปมาเป็นที่สังเกตในเวลากลางคืน และจะได้เป็นเกียรติยศแก่ปากน้ำเจ้าพระยาด้วย”


  ประภาคาร Regent Lighthouse สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๑๗

ในส่วนของลักษณะและที่ตั้งของตัวประภาคาร ปรากฏข้อมูลอยู่ที่ประกาศกรมท่า ในราชกิจจานุเบกษา ดังต่อไปนี้
"เรือนตะเกียงนั้นตั้งอยู่ข้างตะวันออกริมรั้วช้าง แลติจูต ๑๓ ดีกรี ๒๙ มินิศ ๒๖ เสกัน เหนือ นับข้างทิศตะวันออก ลอนยิศจุน ๑๐๐ ดีกรี ๓๕ มินิศ ๒๐ เสกัน ข้างไฟสันดอนอยู่ใกล้ทิศตะวันตกริมตลิ่งจะเลี้ยวมาทางตะวันออก เรือนตะเกียงนี้มีแสงสว่างรอบตัว สูงพ้นน้ำ ๔๔ ฟิต เรือไปมาจะเห็นแสงสว่างได้ทาง ๑๐ ไมล์ การที่ทำเรือนตะเกียงและการที่จัดเจ้าพนักงานพิทักษ์รักษาและจุดตะเกียงนั้น สมเด็จเจ้าพระยาฯ ได้มอบธุระให้ข้าพเจ้าเป็นผู้จัดการมาแต่แรกลงมือทำ เรือนตะเกียงนี้ได้ลงมือทำแต่เมื่อปีมะเมียโทศก จุลศักราช ๑๒๓๒ แล้วเสร็จในปีมะแม ตรีศก จุลศักราช ๑๒๓๓ การที่ช้าอยู่ ไม่ได้จุดตะเกียงนั้น เพราะเรือนตะเกียงซุด ต้องรื้อทำใหม่ถึง ๒ ครั้ง เพราะเป็นที่เลนอ่อน การที่ได้ทำครั้งหลัง ต้องทิ้งศิลาถมลงเป็นรากแล้ว จึงได้ตั้งเรือนตะเกียงได้ สังเกตดูมา ๑๐ เดือนแล้วก็เห็นว่าจะอยู่ได้ จึงได้ออกประกาศให้ทราบทั่วกัน ผู้ซึ่งจะเป็นพนักงานจุดตะเกียงนั้น มิสเตอร์ฝอดชาวเยอรมันได้รับธุระในการจุดตะเกียงและการที่จะรักษาเรือนตะเกียง...”


 นาวาโทกิตติพงษ์ พูลทองคำ เจ้าหน้าที่นำร่องชำนาญการ กรมเจ้าท่า ชี้ให้ดูตำแหน่งที่ตั้งประภาคาร

                 เมื่อเรือของคณะทัศนศึกษาไปถึงจุดหมายก็พบว่าปัจจุบันประภาคารดังกล่าวได้พังทลายไปจนไม่หลงเหลือร่องรอยใดให้เห็นแล้ว อย่างไรก็ตาม นาวาโทกิตติพงษ์ พูลทองคำ เจ้าหน้าที่นำร่องของกรมเจ้าท่าซึ่งมาเป็นวิทยากรให้กับคณะได้นำเรือไปยังทุ่นสีแดงหมายเลข ๑๔ แล้วชี้ให้ดูแนวจากทุ่นสีแดง ๑๔ ตั้งฉากกับแนวทุ่นไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ๒.๕ กิโลเมตร ว่าเป็นที่ตั้งของประภาคารในตำแหน่งเดิม คือที่ละติจูต ๑๓ องศา ๒๙ ลิปดา ๒๖ ฟิลิปดาเหนือ นับข้างทิศตะวันออกที่ลองติจูด ๑๐๐ องศา ๓๕ ลิปดา ๒๐ ฟิลิปดา

               เหตุที่ประภาคารแห่งแรกของไทยถูกทอดทิ้งจนพังทลายไปก็เนื่องมาจากในปี พ.ศ. ๒๔๕๐ ได้หันมาใช้เรือทุ่นไฟแทนที่ประภาคาร แต่ต่อมาพบว่าค่าใช้จ่ายสูงมาก จึงเลิกการใช้เรือทุ่นไฟในปี พ.ศ. ๒๔๗๙  กลับมาสร้างประภาคารแห่งใหม่ขึ้นห่างจากที่เดิม

 คณะทัศนศึกษาขึ้นเยี่ยมชมสถานีนำร่องและมอบของที่ระลึกให้กับวิทยากร

จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๐๒  กรมเจ้าท่าจึงได้สร้างสถานีนำร่องขึ้นที่สันดอนปากแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นอาคารคอนกรีต มีความสูง ๓๘ เมตร ส่งสัญญาณไฟแวบสีขาว ทุก ๆ ๑๐ วินาที โดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เป็น สามารถมองเห็นได้ไกลถึง ๒๐ ไมล์ บนสถานีมีห้องพักอาศัยสำหรับพนักงานนำร่องที่มาเตรียมพร้อมปฏิบัติงาน คณะทัศนศึกษาได้แวะเยี่ยมชมสถานีนำร่อง ซึ่งของประเทศไทยของเราถือว่าเป็นสถานีนำร่องแห่งเดียวในโลกที่ตั้งอยู่กลางทะเลอีกด้วย

 เลนส์ตะเกียงของประภาคาร
 เรือนตะเกียงที่เก็บรักษาอยู่ภายในคลังของพิพิธภัณฑ์

 ล่องเรือกลับมายังฝั่ง เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ทหารเรือจังหวัดสมุทรปราการ สถานที่เก็บรักษาเรือนตะเกียงเลนส์นูนทำจากกระจก ที่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์สั่งเข้ามาจากกรุงลอนดอน  พร้อมเครื่องตะเกียงที่จุดด้วยน้ำมัน  ซึ่งเมื่อจบการเดินทางในครั้งนี้ ทุกคนที่ร่วมในคณะเดินทางต่างก็เห็นว่าสมควรอย่างยิ่งที่จะได้มีการรื้อฟื้นประภาคารแห่งแรกของไทยเพื่อเป็นอนุสรณ์ให้กับสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)  ซึ่งท่านมิได้พียงสร้างประภาคารหรือกระโจมไฟแห่งแรกขึ้นที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยาเท่านั้น ยังได้วางรากฐานให้กับกรมเจ้าท่าในอดีต การจัดการทางเดินเรือนำร่องเข้าสู่พระนคร รวมไปถึงข้อกำหนดที่เป็นประโยชน์ต่อกิจการเดินเรือ การต่อเรือ อีกมากมายอันส่งผลต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน 

    กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ ตามรอย ๑๕๐ ปีศรีสุริยวงศ์” ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยาได้ประกาศให้ปี พ.ศ. ๒๕๕๗- ๒๕๖๑เป็นปีแห่งการเชิดชูเกียรติ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เพื่อเตรียมยื่นเสนอองค์การเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือยูเนสโก ประกาศให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกในปี พ.ศ. ๒๕๖๑ในวาระครบรอบ ๑๕๐ ปีการปฏิบัติราชการในตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน โดยจัดกิจกรรมเผยแพร่ผลงานของสมเด็จเจ้าพระยาฯตามวาระของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือนมาอย่างต่อเนื่อง


ผู้สนใจรายละเอียดของการเดินทางทัศนศึกษา “จากกระโจมไฟสู่การเดินเรือกรมเจ้าท่า”ในครั้งนี้  สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่แฟนเพจ www.facebook.com/osotho และwww.facebook.com/thaitimetraveller  ส่วนกิจกรรมทัศนศึกษาที่น่าสนใจในโครงการ “ตามรอย ๑๕๐ ปีศรีสุริยวงศ์” ที่จะมีขึ้นอีก ทางอนุสาร อ.ส.ท. จะได้ติดตามความเคลื่อนไหวมานำเสนอต่อไป


Tuesday, April 18, 2017

อุทยานธรณีสตูล มรดกธรณีระดับโลกแห่งแรกของไทย


ภาคภูมิ น้อยวัฒน์...รายงาน
ตีพิมพ์ครั้งแรกใน อนุสาร อ.ส.ท. ฉบับเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๐

          Geopark is not Geological site Geopark is peoples” พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือจีโอปาร์คไม่ใช่แค่แหล่งธรณีวิทยา แต่จีโอปาร์คคือวิถีชีวิตชุมชน เป็นสิ่งที่กรมทรัพยากรธรณีพามาดูในครั้งนี้ ว่าอุทยานธรณีจะส่งผลให้เกิดการอนุรักษ์และมีส่วนร่วมกับคนที่อยู่ในสตูลอย่างไร

            นายทศพร นุชอนงค์ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณีกล่าวกับคณะสื่อมวลชนที่ร่วมเดินทางทัศนศึกษา “อุทยานธรณีสตูล สู่อุทยานธรณีระดับโลก” เส้นทางแหล่งอนุรักษ์ธรณีวิทยา อำเภอทุ่งหว้า อำเภอมะนัง และอำเภอละงู จังหวัดสตูล ระหว่างวันที่ ๑-๓ มีนาคม ๒๕๖๐ ที่ผ่านมา  ณ ศูนย์ประชาสัมพันธ์อุทยานธรณีสตูล  หน้าที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งหว้า


           หลายปีมาแล้วที่กรมทรัพยากรธรณี ได้ทำการศึกษาสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับมรดกทางธรรมชาติทางธรณีวิทยาในประเทศไทย แล้วพบว่าพื้นที่จังหวัดสตูลมีความสมบูรณ์ทางด้านธรณีวิทยาอย่างน่าอัศจรรย์ คือเป็นทะเลโบราณ ปรากฏหลักฐานทางธรณีวิทยาและฟอสซิลสัตว์ทะเลดึกดำบรรพ์หลากหลายชนิด ครบถ้วนจากทั้ง ๖ ยุค อันได้แก่ แคมเบรียน ออร์โดวิเชียน ไซลูเรียน โดวิเนียน คาร์บอนิเฟอรัส และเพอร์เมียน ในมหายุคพาลีโอโซอิค ประมาณ ๕๔๒ – ๒๕๑ ล้านปีมาแล้ว เก่าแก่กว่ามหายุคมีโซโซอิคซึ่งเรารู้จักกันดีว่าเป็นช่วงเวลาไดโนเสาร์ครองโลก เป็นที่มาของการนำเสนอให้สตูลเป็นมรดกโลกทางด้านธรณีวิทยาในเวลาต่อมา

เพื่อความเข้าใจเบื้องต้นจึงได้มีการนำคณะสื่อมวลชนเข้าเยี่ยมชมภายในพิพิธภัณฑ์ช้างดึกดำบรรพ์ทุ่งหว้ากันก่อน ภาพยนตร์สามมิติบอกเล่าเรื่องราวของชีวิตโลกใต้ทะเลของมหายุคพาลีโอโซอิคอย่างสนุกสนาน พร้อมด้วยนิทรรศการที่สรุปพัฒนาการทางธรณีวิทยาอันต่อเนื่องมาถึงชุมชนในปัจจุบัน ช่วยให้เห็นภาพโดยรวมของแหล่งอนุรักษ์ทางธรณีเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา จากนั้นจึงเป็นการเดินทางลงสู่พื้นที่เพื่อสัมผัสกับของจริงโดยรถตู้ที่ทางกรมทรัพยากรธรณีจัดเตรียมไว้ให้


บริเวณศาลทวดบุญส่ง ชาวบ้านสร้างศาลาครอบสิ่งที่มองเผิน ๆ คล้ายเจดีย์โบราณปรักหักพังเอาไว้  วิทยากรของกรมทรัพยากรธรณีชี้ให้เห็นว่า แท้ที่จริงแล้วสิ่งนี้คือ “หินสาหร่าย”  บนหินปูนเนื้อละเอียด ปรากฏชั้นหนาสีแดงส้มสลับกับแถบสีแดงเข้มเส้นบาง ๆ เป็นซากดึกดำบรรพ์ของสาหร่ายสโตรมาโตไลต์ (Stromatolite) จากยุคออร์โดวิเชียน แทรกอยู่ในเนื้อหินปูน ที่ทำให้น่าสนใจเป็นพิเศษก็คือสโตรมาโตไลต์เป็นแหล่งอาศัยของไซยาโนแบคทีเรียที่ผลิตออกซิเจนให้กับโลกในยุคดึกดำบรรพ์ ในยุคก่อนหน้านี้ไม่มีออกซิเจน อยู่เลย การมีออกซิเจนขึ้นมาทำให้เกิดวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตที่ใช้ออกซิเจนในที่สุด



แหล่งฟอสซิลเขาน้อยเป็นอีกแห่งที่น่าอัศจรรย์ใจ อยู่ถัดมาอีกไม่ไกล บริเวณนี้เดิมเคยเป็นบ่อดินสำหรับขุดดินขาย แต่เมื่อกรมทรัพยากรธรณีมาสำรวจพบว่าในหินจำนวนมากมายที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปปรากฏร่องรอยของสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์ในยุคแคมเบรียนและออร์โดวิเชียน ไม่ว่าจะเป็นไทรโลไบต์ แกรปโตไลต์ ฯลฯ ล้วนพบได้อย่างง่ายดาย เพียงกระเทาะเนื้อหินออกมาเท่านั้น ปัจจุบันจึงกลายเป็นแหล่งทัศนศึกษาเรียนรู้ด้านธรณีวิทยาของนักเรียนและนักท่องเที่ยวผู้ที่สนใจซากดึกดำบรรพ์แวะเวียนกันมาเยี่ยมชม



เช้ารุ่งขึ้นคณะสื่อมวลชนลงเรือออกสู่ท้องทะเลคราม มุ่งหน้าสู่เกาะลิดี อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา ห่างออกไปในท้องทะเล ๕ กิโลเมตร พบกับการต้อนรับด้วยเพลง “ทะเลดึกดำบรรพ์”จากวงดนตรีกัวลาบาราของเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครอุทยาน ฯ  บอกเล่าเรื่องราวของซากดึกดำบรรพ์สตูลในท่วงทำนองน่าฟัง  

ก่อนจะพากันเดินลัดเลาะผ่านหาดโคลนต้นลำพู  ตรงไปยัง ทะเลแหวก”แนวสันทรายเชื่อมต่อระหว่างเกาะลิดีกับเกาะหว้าหิน วางตัวในแนวทิศเหนือ-ใต้ ประกอบด้วยกรวดหินทรายขนาด ๕-๑๐ เซนติเมตร สะสมตัวเป็นความยาว ๑๐๐ เมตร โผล่ขึ้นเมื่อยามน้ำลง บนเกาะหว้าหินยังพบซากดึกดำบรรพ์หลายชนิดเช่น รูหนอน ฟอสซิลฟองน้ำ รวมทั้งร่องรอยทางธรณีวิทยาอีกมากมายที่น่าสนใจ

ขากลับเข้าสู่ฝั่ง เรือได้แวะเวียนไปลอยลำบริเวณเขาโต๊ะหงาย เพื่อให้คณะได้ชมแนวรอยสัมผัสระหว่างหิน ๒ ยุค คือหินทรายแดงยุคแคมเบรียน อายุประมาณ ๕๔๒ ล้านปี กับหินปูนยุคออร์โดวิเซียน อายุประมาณ ๔๘๘ ล้านปี   เกิดจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกทำให้เห็นรอยต่อชัดเจนมาก หาดูได้ยาก เรียกว่าเป็น “ธรณีสองภพ” ซึ่งหากได้ขึ้นไปเดินบนสะพานข้ามกาลเวลา ที่สร้างเป็นทางเดินไว้โดยรอบแล้ว จะเสมือนหนึ่งสามารถก้าวย่างข้ามกาลเวลาจากยุคแคมเบรียนไปสู่ยุคออร์โดวิเชียนด้วยการก้าวเท้าเพียงก้าวเดียว 



ช่วงบ่ายแวะเข้าไปเยี่ยมเยือนชุมชนบ้านหนองปัญหยา ชุมชนเก่าแก่ที่เป็นแหล่งรวบรวมภูมิปัญญาในการทำสวดลายผ้าบาติก จัดตั้งเป็นกลุ่มแม่บ้านในชุมชนขึ้นมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ ความโดดเด่นคือได้มีการประยุกต์ลวดลายบาติกทำเป็นภาพสัตว์ดึกดำบรรพ์นานาชนิด เช่น แอมโมไนต์ ไทรโลไบต์ ลงบนเสื้อ ผ้าเช็ดหน้า และของที่ระลึกอีกหลากหลาย สมความกับความเป็น “ฟอสซิลแลนด์”ดินแดนดึกดำบรรพ์ของสตูล


บ่ายคล้อยชาวคณะสื่อมวลชนเดินทางเข้าไปสัมผัสกิจกรรมล่องเรือคายักเข้าถ้ำ อันเป็นสถานที่พบชิ้นส่วน ช้างสเตโกดอน” ช้างดึกดำบรรพ์จากสมัยไพลสโตซีน ประมาณ ๑.๘ ล้านปีก่อน  (เก่าแก่กว่าช้างแมมมอธ) แห่งแรกและแห่งเดียวในพื้นที่ภาคใต้ จากแต่เดิมชื่อ “ถ้ำวังกล้วย” จึงเปลี่ยนชื่อเป็นถ้ำเลสเตโกดอนเพื่อเป็นอนุสรณ์ ด้วยความยาวกว่า ๔ กิโลเมตร ถือเป็นถ้ำน้ำลอดที่ยาวที่สุดในประเทศไทย โดดเด่นทางด้านธรณีวิทยาเป็นอย่างมากเพราะภายในถ้ำยังมีการก่อตัวของหินงอกหินย้อยรูปทรงสวยงามแปลกตามากมาย ทั้งหลอดหินย้อย หินปูนฉาบ และม่านหินย้อย รวมทั้งร่องรอยของซากฟอสซิลดึกดำบรรพ์ต่าง ๆ  


แถมท้ายคลายร้อนด้วยการแวะชมน้ำตกธารปลิว ฉ่ำชื่นใจกับสายน้ำที่หลากไหลผ่านหน้าผาหินปูนยุคออร์โดวิเชียนที่เกิดจากการพอกตัวของคราบหินปูน เป็นแอ่งน้ำคล้ายทำนบลดหลั่นกันลงมาอย่างสวยงาม  
  


วันสุดท้ายชาวคณะมุ่งหน้าไปชมความยิ่งมใหญ่ของถ้ำภูผาเพชร แหล่งมรดกธรณีสำคัญอีกแห่ง  ภายในถ้ำกว้างมีเนื้อที่โดยรวมประมาณ ๕๐ ไร่ หรือประมาณ ๒๐,๐๐๐ ตารางเมตร โพรงถ้ำลดหลั่นเป็นสามระดับ แบ่งออกเป็นห้องเล็กห้องน้อยประมาณ ๒๐ ห้อง  แต่ละห้องมีหินงอกหินย้อยสวยงามอลังการ หลายแห่งมีประกายแวววาวเมื่อต้องแสงไฟ เป็นที่มาของสมญานาม “ถ้ำภูผาเพชร” 

สุดปลายถ้ำเป็นปล่องทะลุสู่ภายนอก ปากถ้ำเป็นหินก้อนใหญ่ มองดูไกล ๆ  คล้ายไดโนเสาร์ไทรันโนซอรัสนอนตายอยู่ ดูน่าตื่นตาตื่นใจ ภายในถ้ำมีการจัดการที่ดี โดยองค์การบริหารส่วนตำบลปาล์มพัฒนาได้สร้างสะพานทางเดินไม้ลัดเลาะไปตามแนวหินงอกหินย้อยป้องกันไม่ให้นักท่องเที่ยวสัมผัส  พร้อมด้วยระบบไฟส่องสว่างที่จะทำงานเมื่อมีคนเดินผ่าน


ทาง UNESCO กำหนดเข้ามาตรวจสอบและประเมินคุณสมบัติของอุทยานธรณีสตูลในช่วงเดือนพฤษภาคม- มิถุนายนนี้ โดยหลักเกณฑ์ที่ใช้มีอยู่สี่ประการ ได้แก่คุณค่าความเป็นแหล่งทรัพยากรธรณีในระดับนานาชาติ (Geo Heritage) มีหน่วยงานในการดูแลและบริหารจัดการทรัพยากรอย่างเป็นระบบ ชุมชนใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรณีที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน และมีการศึกษาวิจัย ถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจในแหล่งทรัพยากรทางธรณี


นายณรงค์ฤทธิ์ ทุ่งปรือ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งหว้า ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการอุทยานธรณีสตูลคนแรก เปิดเผยว่า หลังเดือนกันยายน ๒๕๖๐ นี้คงจะทราบผลการประเมินอย่างเป็นทางการว่าผ่านหรือไม่  แต่ส่วนตัวแล้วคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาแต่ประการใด เพราะแนวคิดหลักในการประกาศเป็น Geo Heritage ของ Unesco คือต้องริเริ่มจากชุมชน ซึ่งที่สตูลนี้เป็นการเริ่มต้นจากชุมชนอย่างแท้จริง ดังจะเห็นว่าเน้นการอนุรักษ์และการพัฒนาเพื่อเศรษฐกิจชุมชน 

ในอนาคตที่จะถึงนี้ยังมีโครงการสร้างที่ทำการและพิพิธภัณฑ์อุทยานธรณีสตูลขึ้นบนพื้นที่ ๒๘ ไร่ ภายในอาณาเขตของมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา วิทยาเขตสตูล ในงบประมาณ ๖๐๐ ล้านบาท กำลังอยู่ในระหว่างของบประมาณปี พ.ศ. ๒๕๖๑ ซึ่งความคืบหน้าของมรดกอุทยานธรณีโลกสตูลนี้ ทาง อนุสาร อ.ส.ท. จะได้ติดตามมานำเสนอต่อไป


Monday, April 17, 2017

อ.ส.ท. ของคุณป้า


ภาคภูมิ น้อยวัฒน์...เรื่องและภาพ
ตีพิมพ์ครั้งแรกใน อนุสาร อ.ส.ท. ฉบับเดือนมกราคม ๒๕๖๐

            ร้านขายของชำเล็ก ๆ ในซอยชุมชนตรอกมะตูม ๑๐ อำเภอเมือง ฯ จังหวัดนครปฐม สงบเงียบอยู่ในแสงแดดยามสายของวันในต้นฤดูหนาว

“มารับหนังสือแล้วหรือ” คุณป้าละเอียด ปทุมารักษ์ เจ้าของร้าน เดินช้า ๆ ออกมาต้อนรับพร้อมกับรอยยิ้มใจดีบนใบหน้า

“วันนี้ฉันหาหนังสือลูกช้างทางใต้ยังไม่พบ พบหนังสืออนุสาร อ.ส.ท. ปี ๒๕๑๑ เดือนเมษา ฯ หน้าปกรัชกาลที่ ๑ หนังสือเหลืองกรอบเปิดแรงไม่ได้ ฉันอายุอีก ๒ เดือน ๗๐ ฉันเสียดายทุกตัวอักษรในเล่ม บทกลอนมีความหมายในเวลานี้เหลือเกิน อ.ส.ท.อยากได้คืนไหม เนื้อหาสาระมีประโยชน์ ถ้าต้องการฉันยินดี ไม่อยากให้ตายจากไปกับฉัน ลูกฉันก็ไม่รัก ไม่เคยหยิบอ่าน ถ้าไม่เอาก็ไม่เป็นไร” คือข้อความในไปรษณียบัตร ที่คุณป้าส่งมายังกองบรรณาธิการ อนุสาร อ.ส.ท. 

คุณป้าชี้ไปยังห้องเล็ก ๆ ใหม่เอี่ยม กั้นด้วยกระจกใสอย่างดี ด้านข้างของร้านชำ บนผนังภายในห้องด้านหนึ่งประดิษฐานพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในกรอบสีทอง

            “วันที่ได้ข่าวในหลวงรัชกาลที่ ๙ เสด็จสวรรคต ป้าเสียใจมาก ไม่รู้จะทำอย่างไร เลยคิดกั้นห้องพิเศษขึ้นที่ชั้นล่างของบ้าน เพื่อรำลึกถึงพระองค์ท่าน ระหว่างทำห้อง เก็บข้าวของ ก็ค้นเจอ อนุสาร อ.ส.ท.ฉบับนี้ ที่ป้าเก็บไว้นานมากแล้ว ตั้งแต่สมัยยังสาว ๆ ” 
             
             เล่าให้ฟังแล้วคุณป้าก็เดินเข้าไปหยิบหนังสือจากชั้นวางใต้พระบรมฉายาลักษณ์ในห้องกระจกออกมาวางลงบนโต๊ะ เป็นอนุสาร อ.ส.ท.ฉบับเก่ามากสองฉบับ สันปกยังเป็นแบบเย็บลวดมุงหลังคา ไม่ใช่แบบไสกาวแบบในปัจจุบัน

“ป้าเรียนจบจริง ๆ ไม่ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ หรอก เรียนที่โรงเรียนวัดพระประโทน นครปฐม ใกล้ ๆ บ้านนี่แหละ พอจะไปทำงานโรงงาน ต้องใช้วุฒิป. ๔ สมัคร เลยให้ผู้ใหญ่ช่วยไปขอจากทางโรงเรียน เขาก็ให้วุฒิ ป. ๔ มา...

อ่านไม่ค่อยออกนะ แต่ชอบอ่านหนังสือ ตรงไหนอ่านออกก็อ่าน ตรงไหนอ่านไม่ออกก็ข้าม ๆ ไปโดยเฉพาะ อ.ส.ท. นี่ชอบมาก ภาพสวย มีเนื้อหาสาระดี  ซื้อเป็นประจำ ตั้งแต่สมัยแรก ๆ ตอนไปทำงานโรงงานที่พระประแดงเลย เป็นโรงงานทอผ้าขนหนูของคนจีน อยู่ในซอยลึก วันไหน อ.ส.ท. ออก ป้าก็ไม่กินข้าวกลางวัน เพราะต้องเดินจากโรงงานออกมาซื้อที่ร้านหนังสือริมถนนใหญ่หน้าปากซอย จริง ๆ ต้องบอกว่าวิ่งออกมาเลย เพราะไกลมาก ตอนหลังย้ายมาทำงานเป็นลูกจ้างโรงงานเย็บผ้า สอยเสื้อ ตัดเสื้อ ติดกระดุม แถวพาหุรัดตรงข้ามโรงเรียนสวนกุหลาบ เดี๋ยวนี้เลิกทำไปแล้ว ค่อยยังชั่วหน่อยไม่ต้องวิ่งออกมาซื้อ เพราะร้านหนังสืออยู่ใกล้ ๆ ได้เงินเดือนละร้อยบาท วันละ ๓ บาท ต้องทำงานสองวันนะถึงจะซื้อได้”


คุณป้าค่อย ๆ เปิดอนุสาร อ.ส.ท.เมษายน พ.ศ.๒๕๑๑ ฉบับพิเศษวันจักรี ตรงหน้าอย่างทะนุถนอม “เล่มนี้ป้ารักมาก เพราะทั้งเล่มมีภาพวาดในหลวงตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๙ ครบทุกรัชกาลเลย แล้วก็มีคำกลอนข้างใน เข้ากับช่วงเวลานี้จริง ๆ  ฉบับอื่นซื้อแล้วก็ไว้ที่ห้องพัก หายบ้าง คนอื่นยืมไปอ่านบ้าง แต่ฉบับนี้ยังอยู่ เพราะอ่านแล้วชอบมาก เลยถือกลับมาบ้านที่นครปฐมด้วยด้วย เก็บใส่กล่องไว้อย่างดี  

เอื้อมมือหยิบอีกเล่มขึ้นมาเปิดให้ดูภาพด้านใน “อีกเล่มที่รักมากคือเล่มนี้ ฉบับเดือนกรกฎาคม ๒๕๑๕ ฉบับพิเศษสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ ท่านเสด็จกลับจากต่างประเทศ ป้าเปิดดูด้านใน เห็นภาพท่านทรงก้มกราบในหลวงกับพระราชินีที่สนามบินก็ซื้อเลยฉบับนี้ ประทับใจมาก” คุณป้าเล่าพลางสายตาเป็นประกายด้วยความปลื้มปิติขณะเปิดผ่านไปในแต่ละหน้า

“สองเล่มนี้แหละ คุณช่วยเอากลับไปเก็บไว้หน่อย ป้าเสียดาย อายุมากแล้ว เดี๋ยวตายไป ลูก ๆ ก็คงจะทิ้งขว้าง เขาไม่สนใจ ไม่เคยเห็นหยิบมาอ่าน”

ผมสังเกตเห็นบนหน้าปกฉบับพิเศษวันจักรีมีชื่อเขียนเอาไว้ด้วยลายมือ เลยถามว่าชื่อใคร คุณป้าอ่านดูแล้วตอบว่าชื่อลูกชาย  ชายหนุ่มที่เดินเมียง ๆ มอง ๆ อยู่นานแล้วจึงได้จังหวะเข้ามาร่วมวงคุยด้วย

“เล่มวันจักรีนี่ ผมเคยเอาไปทำรายงานที่โรงเรียน ข้างในมีข้อมูลดีมาก ครบเลย เอาไปแล้วก็เป็นห่วง กลัวหาย กลัวโดนขโมย ก็เลยเขียนชื่อเอาไว้ที่หน้าปกตั้งแต่ตอนนั้น” เล่าไปพลางเปิดดูในเล่มไปพลาง ด้วยสายตาที่ไม่ต่างจากคุณป้าแม้แต่น้อย

สายตาที่เต็มไปด้วยความทรงจำกับหนังสืออันเป็นที่รัก

ท้ายที่สุดผมอำลาคุณป้าละเอียด โดยไม่ได้นำเอา อนุสาร อ.ส.ท. ฉบับเก่าทั้งสองฉบับกลับมาด้วย  เพียงความประทับใจจากเรื่องเล่าความผูกพันของคุณป้าและลูกชายกับ อนุสาร อ.ส.ท. ทั้งที่ได้รับฟังและได้เห็นด้วยสายตา ก็คุ้มค่ามากมายเกินพอ

อนุสาร อ.ส.ท. เก่าทั้งสองฉบับนั้นจึงยังคงถูกเก็บรักษาบนชั้นวางหนังสือเล็ก ๆ  ใต้พระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ ๙  ในห้องที่สร้างขึ้นเพื่อถวายความอาลัย ด้วยความจงรักภักดีจากหัวใจของคุณป้า

เชื่อว่าคงไม่มีสถานที่แห่งใดในโลกจะดีและเหมาะสมไปกว่านี้อีกแล้ว

///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

ร่วมบอกเล่าเรื่องราวความผูกพันระหว่างตัวคุณเอง คนในครอบครัว หรือคนที่รู้จักกับ พร้อมภาพถ่ายคู่กับ อนุสาร อ.ส.ท. ฉบับใดฉบับหนึ่งที่ชื่นชอบเป็นพิเศษ (ไม่จำกัดว่าเป็นฉบับเก่าหรือฉบับใหม่) ความยาวไม่เกิน ๒ หน้ากระดาษ A 4 ส่งมาที่ อนุสาร อ.ส.ท. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)  เลขที่ ๑๖๐๐ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพฯ ๑๐๔๐๐ เรื่องราวที่ได้รับคัดเลือกลงตีพิมพ์จะได้รับของที่ระลึกพิเศษ Limited edition จากอนุสาร อ.ส.ท. พร้อมกับฉบับที่ได้ลงตีพิมพ์ 


Thursday, December 15, 2016

Lanna Fam Trip โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวตลาดเชิงรุกกลุ่มล้านนา


ภาคภูมิ น้อยวัฒน์...รายงาน
ตีพิมพ์ครั้งแรกใน อนุสาร อ.ส.ท. ฉบับเดือนมกราคม ๒๕๖๐

เขตพัฒนาการการท่องเที่ยวอารยธรรมล้านนา ประกอบด้วยจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย จังหวัดลำปาง จังหวัดลำพูน และจังหวัดพะเยา จัดงาน “โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวตลาดเชิงรุกกลุ่มล้านนา”  ขึ้นระหว่างวันที่ ๑๕-๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ นำคณะผู้ประกอบการธุรกิจด้านการท่องเที่ยวและสื่อมวลชนร่วมเดินทางทัศนศึกษาบนเส้นทางเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พะเยา และเชียงราย

เริ่มด้วยการนำคณะเข้าร่วมกิจกรรมสัมมนา ณ ศูนย์ประชุมนานานาชาติคุ้มคำ คุ้มขันโตก ในประเด็นภาพรวมยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวในเขตอารยธรรมล้านนา ความโดดเด่นและศักยภาพของกลุ่มจังหวัดในอารยธรรมล้านนา และแผนพัฒนาเพื่อการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยนายประจวบ กันทิยะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เป็นประธานในพิธีเปิด ก่อนจะเริ่มการเสวนาอย่างเป็นทางการ



            นายสุทน วิชัยรัตน์  ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ในฐานะศูนย์กลางของ ๕ จังหวัด ได้กล่าวถึงเขตอารยธรรมล้านนา ว่ามีจุดเด่นด้านทรัพยากรทางท่องเที่ยวอันหลากหลาย ทำให้ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ คือมีทั้งประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ภูมิปัญญาพื้นบ้าน และแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ที่มีทั้งภูมิประเทศแวดล้อมด้วยทิวเทือกเขาน้อยใหญ่ แหล่งต้นน้ำลำธาร น้ำตก อากาศเย็นสบาย

แนวโน้มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวถือว่าเติบโตดีมากเมื่อเทียบกับภาคอื่น โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงสุดอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ รองลงมาคือเชียงราย ลำพูน ลำปาง และพะเยา ตามลำดับ ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยสูงสุดอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง ลำพูนและพะเยา


            เมื่อกล่าวถึงแนวทางของแต่ละจังหวัด นางสาวปานปรียา พลเยี่ยม  ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า “เชียงรายมุ่งส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ คือโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยจะเน้นเรื่องของสมเด็จย่าเป็นหลัก อีกทั้งเร่งสร้างแบรนด์ของเชียงรายคือ “ฮักเจียงฮาย” รวมทั้งมาสค็อต “น้องกอดอุ่น” ให้ติดตลาด
 
ด้านศิลปวัฒนธรรมก็ชูวัดวาอาราม และพิพิธภัณฑ์น่าสนใจต่าง ๆ ที่เชียงรายมีอยู่มากมาย อย่างเช่น วัดร่องขุ่น ไร่เชิงตะวัน และพิพิธภัณฑ์บ้านดำ เป็นต้น นอกจากนี้ในปี ๒๕๖๐  ยังจะนำเสนอเส้นทางท่องเที่ยวเลียบชายแดนผาบ่อง ผาตั้ง นิวซีแลนด์เมืองไทย ภูชี้ฟ้า ภูชี้ดาว ภูชี้เดือน และเส้นทางเที่ยวชุมชน บนวิถีชา-กาแฟ บนดอยแม่สะลองอีกด้วย”

            นายธณัท ปภพธนานนท์  ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดลำพูน   “ลำพูนเป็นจังหวัดที่มีประวัติความเป็นมาเก่าแก่ยาวนานที่สุดคือ ๑,๓๐๐- ๑,๔๐๐ปี คืออาณาจักรหริภุญไชยเป็นดินแดนปฐมอารยธรรม จึงอุดมด้วยวัฒนธรรมประเพณีอันงดงามน่าสนใจ ในขณะที่อุทยานแห่งชาติดอยขุนตานและอุทยานแห่งชาติแม่ปิง ก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและระบบนิเวศอันอุดมสมบูรณ์ ซึ่งแนวทางการส่งเสริมต่อไป คือให้ลำพูนเป็นเมืองจุดหมายปลายทางเชิงประสบการณ์วัฒนธรรมด้วย ได้แก่ ไหว้พระธาตุหริภุญไชย ชิมลำไย สักการะกู่ช้าง กู่ม้า งามตาผ้าไหม สะพานทาชมพู  ไหว้สาครูบา ดินแดนธรรม”

นายสวัสดิ์ มูลภาที ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดลำปาง “เมืองลำปางเป็นเมืองน้องรองจากเมืองลำพูนคือมีอายุ ๑,๒๓๘ ปี เป็น ที่ผ่านมาได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในสิบสองเมืองต้องห้ามพลาดของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ทางผ่านขึ้นไปจังหวัดเชียงรายเรามีบ้านหลุก หมู่บ้านแกะสลักไม้ เหมืองถ่านหินแม่เมาะ ถ้ำประตูผา ทางอำเภอแจ้ห่มก็มีวัดเฉลิมพระเกียรติ น้ำตกแจ้ซ้อน แหล่งน้ำพุร้อน ไข่ออนเซ็น

 แนวทางในการพัฒนา เน้นให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวอินดี้ เน้นสร้างสรรค์สถานที่ถ่ายภาพเซลฟี่ ในขณะเดียวกันแหล่งท่องเที่ยวทางด้านศิลปวัฒนธรรมก็ไม่ได้ทอดทิ้ง จะส่งเสริมชุมชนท่องเที่ยวต่าง ๆ ในลำปางให้สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง  บ้านปงถ้ำ พุทธอุทยาน ๒๙ ปาง สร้างใน ๓๐ วัน  พระแกะสลักบนหน้าผา ดอยหนอก ทิวทัศน์ ๔ จังหวัด” 
  
นายวีระวุฒิ ต๊ะปินตา  ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพะเยา “พะเยาจะเน้นการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มเนื่องจากยังมีรายได้น้อยอยู่ พะเยาเองมีอารยธรรมซึ่งมีความสัมพันธ์กับเชียงราย ยังหลงเหลือร่องรอยในโบราณสถานเวียงลอ ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านของเชียงราย ขุดพบโครงกระดูก เครื่องบั้นดินเผาเก่าแก่ ปัจจุบันเพิ่มกิจกรรมล่องเรือในลำน้ำอิงผ่านบริเวณเวียงลอ
 
อีกแห่งที่กำลังพัฒนาคืออุทยานพุทธศิลป์ห้วยผักเกี๋ยง บนเพิงผาหินทรายแกะสลักเป็นพระพุทธรูปเรียงรายหลากหลายปาง ยังมีทิวเทือกเขาผายาวหรือพะเยา เส้นทางบ่อสิบสองศึกษาธรรมชาติ มีผาหัวเรือเหมือนภูชี้ฟ้าเป็นจุดชมทิวทัศน์มองเห็นกว๊านพะเยาจากมุมสูง

อนาคตจะเป็นการให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับ ๔ ประสบการณ์ได้แก่ เส้นทางท่องเที่ยวชายแดน เส้นทางภูซาง-เชียงคำ-หลวงพระบาง เส้นทางเที่ยวเชิงเกษตร แม่ใจ ภูกามยาว ชุมชนม้ง ชิมกาแฟสด เส้นทางท่องเที่ยวเชิงผจญภัย ล่องแก่ง ตามรอยไดโนเสาร์  และเส้นทางปั่นจักรยาน เยี่ยมชมชุมชนประมงพื้นบ้าน หล่ายกว๊านรอบกว๊านพะเยา”

“แต่ละจังหวัดมีของดีเด่น เชียงใหม่นั้นทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการคมนาคม โดยเฉพาะสายการบินที่เชื่อมโยง ๑๓ เมืองหลักทั่วไทย  ๑๙ เมืองในต่างประเทศ จีน ๙ เส้นทาง ทั้งยังเป็นศูนย์รวมเส้นทางที่จะเชื่อมโยงไปได้ทั่วทุกจังหวัดในกลุ่มอารยธรรมล้านนาด้วย” นายสุทน วิชัยรัตน์ กล่าวสรุปก่อนจะมีการเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการให้ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวจากแต่ละจังหวัดได้พบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนแนวคิดและสินค้าจากภูมิปัญญาท้องถิ่นกัน ซึ่งบริเวณหน้าสถานที่จัดเสวนายังได้จัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์พื้นบ้านจากแต่ละจังหวัด ในรูปแบบของตลาดนัดอย่างครึกครื้น


ปิดท้ายรายการในวันแรกด้วยงานเลี้ยงแบบขันโตกดินเนอร์ พร้อมด้วยการแสดงนาฏศิลป์พื้นเมืองจากแต่ละจังหวัดในเขตอารยธรรมล้านนา ให้ผู้ร่วมโครงการ อันได้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวและสื่อมวลชนในหลากหลายสาขาได้ชม อิ่มอร่อยกับอาหารพื้นบ้าน ตื่นตากับการการแสดงพื้นถิ่น ประทับใจกันไปโดยถ้วนหน้า


รุ่งขึ้นจึงเป็นกิจกรรมทัศนศึกษาบนเส้นทางท่องเที่ยวเขตอารยธรรมล้านนา โดยเน้นการนำผู้ร่วมโครงการ ฯ เยี่ยมชมศิลปกรรมอันล้ำค่าสืบเนื่องจากอดีตกาลสู่ปัจจุบัน เชื่อมโยงกันด้วยจุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่อย่างน่าสนใจ โดยเริ่มจากเชียงใหม่ในฐานะประตูต้อนรับสู่ล้านนา


คณะทัศนศึกษาประเดิมด้วยการไปสักการะองค์พระธาตุดอยสุเทพ ปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมือง เพื่อความเป็นศิริมงคล ก่อนจะเดินทางสู่เวียงกุมกาม อดีตนครหลวงแห่งแรกของอาณาจักรล้านนา นั่งรถตระเวนชมยังร่องรอยโบราณสถานที่ขุดพบแล้วมากมายกว่าสิบแห่ง และเชื่อว่ายังมีฝังตัวใต้พิภพรอการค้นพบอยู่อีกนับไม่ถ้วน


เดินทางต่อไปยังลำพูน เมืองวัฒนธรรมที่มีประวัติความเป็นมาเก่าแก่ที่สุดในถิ่นล้านนา ย้อนหลังไปได้ถึงพันกว่าปี ในสมัยของอาณาจักรหริภุญไชย ชาวคณะเข้าสักการะองค์พระธาตุหริภุญไชยสีทองอร่ามงามตา ก่อนแวะสักการะพระราชานุสาวรีย์พระนางจามเทวี ปฐมกษัตรีย์ผู้ก่อตั้งอาณาจักรแห่งแรก 


แล้วจึงเข้าเยี่ยมชมการผลิตผ้าไหมยกดอกลำพูน หัตถศิลป์อันประณีตบรรจง ด้วยลักษณะเฉพาะตัว แต่ละผืนไม่เหมือนใคร เนื่องจากใช้การทอด้วยมือทีละผืน ณ พิพิธภัณฑ์ลำพูนผ้าไหมไทย


เลยต่อไปถึงลำปาง เมืองที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา ยังคงความงดงามทางสถาปัตยกรรมเก่าแก่เยี่ยมเยือนภายในบริเวณวัดพระธาตุลำปางหลวง ชมเงาสะท้อนพระธาตุในหอไตร อันสะท้อนถึงภูมิปัญญาช่างโบราณ เป็นการปิดท้ายรายการทัศนศึกษาในวันแรก


เช้าวันที่สองเริ่มด้วยการเดินทางไปชมวิหารมณฑปจัตุรมุข ที่วัดปงสนุก  ซึ่งทุกชิ้นส่วนของสถาปัตยกรรมที่ประกอบขึ้นมาซ่อนเร้นเรื่องราวที่สัมพันธ์กับความเชื่อทางพุทธศาสนาเอาไว้ในเชิงสัญลักษณ์อย่างมากมาย จนได้รับยกย่องเป็นมรดกทางวัฒนธรรมจากองค์การ UNESCO  ในบริเวณวัดยังมีพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านที่เก็บรวมรวมศิลปกรรมท้องถิ่นที่น่าสนใจอีกไม่น้อย


วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดารามคือจุดหมายถัดมา ประติมากรรมกามเทพฝรั่ง แกะสลักจากไม้ ประดับประดาบนเพดานในวิหารแบบพม่าหน้าเจดีย์ ฝีมือช่างจากพม่า สะกดให้ชาวคณะวนเวียนชมกันอยู่อย่างไม่รู้เบื่อหน่าย 


จนสาย ๆ จึงค่อยเคลื่อนขบวนไปยังโรงงานผลิตเซรามิคธนบดี แหล่งผลิตเครื่องถ้วยชามเซรามิคแห่งแรกของจังหวัดลำปาง ที่ปัจจุบันอนุรักษ์เตาเผาดั้งเดิมที่เรียกว่าเตามังกรเอาไว้ พร้อมจัดสร้างนิทรรศการบอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของถ้วยชามกาไก่ จากอดีตแบบทำมือทุกขั้นตอนการผลิต สู่ปัจจุบันซึ่งเป็นโรงงานอันทันสมัย ไว้อย่างน่าตื่นตา


            ช่วงบ่ายคณะจึงเดินทางถึงพะเยา เมืองแห่งความสงบงามเรียบง่าย ใกล้ชิดธรรมชาติ แวะสักการะพระพุทธรูปใหญ่แห่งล้านนา พระเจ้าตนหลวง วัดศรีโคมคำ ชมจิตรกรรมฝีมือศิลปินแห่งชาติ อังคาร กัลยาณพงศ์ ในวิหารริมน้ำ ก่อนจะขึ้นเขาไปชมพุทธศิลป์ศิลาทราย 


            พระพุทธรูปแกะสลักนูนต่ำน้อยใหญ่ ปางต่าง ๆ มากมาย เรียงรายบนแนวผากลางผืนไพรในวัดห้วยผาเกี๋ยง อันเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ที่กำลังมาแรง 


            ส่งท้ายรายการของวันด้วยการพากันล่องเรือสู่วัดติโลกอาราม วิหารโบราณกลางผืนน้ำกว๊านพะเยา สถานที่เวียนเทียนในวันสำคัญทางศาสนา ซึ่งบรรยากาศในยามเย็นดวงอาทิตย์ลับฟ้าแสงสีสวยจับตา สุดแสนประทับใจ



            อรุณรุ่งวันสุดท้ายเริ่มขึ้นที่เชียงราย เมืองต้นกำเนิดล้านนา แหล่งอารยธรรมดั้งเดิมที่ผสมผสานศิลปกรรมเก่าใหม่เอาไว้อย่างลงตัว หลักจากสักการะพระแก้วมรกต ที่วัดพระแก้วเชียงรายใจกลางเมืองแล้วคณะทัศนศึกษาก็มุ่งสู่วัดร่องเสือเต้น อารามสีครามเข้มอันงดงามอลังการ ประดับประดาด้วยประติมากรรมลอยตัว นูนสูงและนูนต่ำ ในรูปแบบที่เห็นปุ๊บก็รู้ว่ารังสรรค์ขึ้นโดยศิษย์ของอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์


จบเส้นทางการทัศนศึกษากันที่วัดห้วยปลากั้ง ซึ่งตั้งอยู่ภายในบริเวณอันกว้างขวาง เหนือเนินเขาละลานตระการตาด้วยสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานกันระหว่างอิทธพลศิลปกรรมจีนกับศิลปกรรมแบบล้านนา อย่างเจดีย์ ๙ ชั้น “พบโชคธรรมเจดีย์” วิหารสีขาวสะอาดตา และประติมากรรมองค์เจ้าแม่กวนอิมสีขาวสูงเสียดฟ้า ซึ่งภายในองค์มีลิฟต์สามารถขึ้นไปชมทิวทัศน์จากด้านบนได้




โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวตลาดเชิงรุกกลุ่มล้านนา (Lanna Fam Trip) นี้จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการท่องเที่ยวในเขตพัฒนาการท่องเที่ยวอารยธรรมล้านนา โดยเป็นการประชาสัมพันธ์สถานที่ท่องเที่ยวที่มีจุดเด่นน่าสนใจ อันจะเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว เพิ่มมูลค่าด้านการบริการ ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ ฯ ได้ที่ คุณภาวิณีย์ เอี่ยมอำพร (กวาง) ๐๘ ๕๒๔๗ ๗๓๐๙