Tuesday, October 25, 2016

ชาว ททท. รำลึกพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช



ภาคภูมิ น้อยวัฒน์...รายงาน
ตีพิมพ์ในอนุสาร อ.ส.ท. ฉบับเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๙

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นางสมรัก คำพุทธ รองผู้ว่าการด้านบริหาร นางสุจิตรา จงชาณสิทโธ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ นายสันติ ชุดินธรา รองผู้ว่าการด้านนโยบายและแผน นางศรีสุดา วนภิญโญศักดิ์ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิคใต้ นายธเนศวร์ เพชรสุวรรณ รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอเมริกา นายฉัททันต์ กุญชร ณ อยุธยา รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด  และนายนพดล ภาคพรต รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร พนักงาน และลูกจ้าง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกันประกอบพิธีถวายบังคมพร้อมอ่านโคลงแสดงความไว้อาลัยต่อหน้าพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีใจความดังนี้

   ตรอมตรมขาด "พ่อ"แล้ว   ผองไทย
น้อมส่งเสด็จไป      สู่ฟ้า
สรวงสวรรรค์ทิพย์วิไล     สุขสถิตย์
"หกสิบหกล้านปวงข้าฯ     กราบก้ม
                                        ถวายบังคม
น้อมส่งเสด็จสู่สรวงสวรรคาลัยทิพย์วิมาน
                     ประพันธ์โดย นายอมรศักดิ์  พิมลมโนมัย

  พระเสด็จลาลับแล้ว           คลาไคล
ส่งเสด็จพระภูวนัย
              ฟากฟ้า
สู่สวรรคาลัย
                     สุขสงบ
ปี่พาทย์คลอแช่มช้า
            โศกช้ำเศร้าทรวง

 ดวงประทีปดับแล้ว            มืดลง
ทวยราษฎร์เศร้าโศกคง
        ร่ำไห้
รำลึกพระคุณทรง
              เกิดก่อ  มากเอย
ทุกภาคทั่วไทยไว้
               หลากล้นคณนา

  พระบุญญาปกแผ่พร้อม       "ทศธรรม"
ปวงราษฎร์ยังจดจำ
            ค่ำเช้า
เยือนเยี่ยมราษฎร์ประจำ
      ถามไถ่
ภัยทุกข์คลายโศกเศร้า
         แน่วแก้มากมี

   พระภูมีเสด็จข้าม             โขดเขา
บุกป่าเพื่อบรรเทา
              ดับร้อน
ฝ่าดงเพื่อพวกเรา
               อยู่สุข  กันเอย
คุ้งคดเนินซับซ้อน
              มิกั้นพระทรงชัย

   ใหญ่น้อยทรงก่อตั้ง          แผนงาน
พระราชดำริสาน
               สืบสร้าง
"สี่พันกว่าโครงการ"
            ปรากฏ  ทั่วเอย
ช่วยราษฎร์ไม่อ้างว้าง           แหล่งหล้าทำกิน

   สานศิลป์ทรงส่งสร้าง         งามวิไล
ท่องเที่ยวทั่วทั้งไทย
            พรั่งพร้อย
ชุมชนชื่นสุขใจ
                  ภูมิถิ่น  เราเอย
เศรษฐกิจทั้งใหญ่น้อย
                  แหล่งหล้าทำกิน

   พระภูมินทร์เสด็จทั้ง         ใกล้ไกล
เสริมส่งคนเที่ยวไทย
            ทั่วหน้า
ต่างชาติจากแดนไกล            เยือนเยี่ยมไทยเอย
ชมสิ่งเลิศล้ำหล้า
                ใหญ่น้อยคุ้มทุน

   สิ้นบุญ "พ่อ"ลับแล้ว          อาลัย
น้อมนึกน้ำตาไหล
               โศกเศร้า
แต่นี้จะมีใคร
                    ทรงช่วย  เราเอย
โดดเดี่ยวทุกย่านเหย้า
          ร่ำไห้ระงม

   ตรอมตรมขาด "พ่อ"แล้ว     ผองไทย
น้อมส่งเสด็จไป
                 สู่ฟ้า
สรวงสวรรรค์ทิพย์วิไล
          สุขสถิตย์
"หกสิบหกล้านปวงข้าฯ
        กราบก้ม  ถวายบังคม
                                       
ปวงข้าพระพุทธเจ้า ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้
ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร และพนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย


หลังจากนั้นน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณด้วยการยืนสงบนิ่งเป็นเวลา ๙ นาที แล้วจึงร่วมลงนามในสมุดแสดงความไว้อาลัย เมื่อวันจันทร์ที่ ๑๗ ตุลาคม ที่ผ่านมา ณ ห้องโถงกลางชั้นล่าง อาคารการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ กรุงเทพฯ  





Monday, October 3, 2016

ธรณีนี่นี้...น่าฉงน ท่องเที่ยวไขปริศนาร่องรอยทางธรณีวิทยากับกรมทรัพยากรธรณี


ภาคภูมิ น้อยวัฒน์...เรื่องและภาพ
ตีพิพม์ครั้งแรกในอนุสาร อ.ส.ท. ฉบับเดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๕๙

            หลายครั้งที่การเดินทางท่องเที่ยวในธรรมชาตินำพาความพิศวงสงสัยให้กับนักเดินทางอย่างเรา ๆ ติดค้างอยู่ในใจอย่างไม่มีคำตอบ กับร่องรอยของปรากฏการณ์ธรณีที่มีความงดงามแปลกตา บนพื้นผิวของทิวเทือกเขา แผ่นผา โถงถ้ำ แม้กระทั่งพื้นแผ่นดิน ยากจะหาคำอธิบายว่าสิ่งที่พบเห็นเกิดขึ้นได้อย่างไร

เพื่อกระจายความรู้ความเข้าใจในร่องรอยจากปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในธรรมชาติออกไปยังสาธารณชน กรมทรัพยากรธรณีจึงจัดกิจกรรมเดินทางทัศนศึกษาสื่อมวลชนสัญจรครั้งที่ ๑  “ธรณีนี่นี้...น่าฉงน”ขึ้น  บนเส้นทางสมุทรสาคร ราชบุรี สุพรรณบุรี  และกาญจนบุรี ในวันที่ ๓๐ มิถุนายน- ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๙ ที่ผ่านมา นำโดยนายทศพร นุชอนงค์ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี 


เริ่มต้นด้วยการลดเลี้ยวสู่วัดกลางคลอง ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อเยี่ยมชมเรือโบราณพนมสุรินทร์ เรือสินค้าไม้ทั้งลำสร้างด้วยเทคนิคแบบอาหรับโบราณ อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๕ ร่วมสมัยกับทวารวดี  นายนิรันดร์ ชัยมณี นักธรณีวิทยาชำนาญการพิเศษของกรมทรัพยากรธรณีอธิบายว่า ทะเลอ่าวไทยปัจจุบันเมื่อ ๓๐,๐๐๐ ปีก่อนเคยเป็นแผ่นดิน เชื่อมต่อกับหมู่เกาะชวา กาลิมันตัน เรียกว่า “แผ่นดินซุนดา” จนเมื่อ ๑๐,๐๐๐ ปีที่แล้วสิ้นสุดยุคน้ำแข็ง น้ำแข็งขั้วโลกละลายลงสู่มหาสมุทร เกิดเป็นปรากฏการณ์น้ำทะเลเพิ่มมากขึ้นทั่วโลก

พื้นที่ประเทศไทยสมัยนั้นน้ำทะเลรุกเข้ามาถึงอยุธยา ลพบุรี สุพรรณบุรี  สระบุรี  ก่อนจะทรงตัวในระดับสูงกว่าปัจจุบันราว ๔-๕ เมตร  จนถึงราว ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ ปีก่อน  เกิดการตกตะกอนของแม่น้ำที่ปากอ่าว ในขณะที่น้ำทะเลถอยร่นไป เกิดทะเลโคลนตมขึ้น กลายเป็นเส้นทางสัญจรค้าขายสำคัญในชื่อ “สุวรรณภูมิ” และ“ทวารวดี”  จุดที่พบเรือเป็นหลักฐานว่าบริเวณนี้อาจเป็นปากน้ำท่าจีนเก่าที่เชื่อมต่อกับทะเลสมัยนั้น




คณะทัศนศึกษาเดินทางต่อไปยังบ่อดินเอกชนที่ขุดดินขาย บริเวณบ้านปากบ่อ ตำบลชัยมงคล อำภอเมืองฯ จังหวัดสมุทรสาคร และที่บ้านตาลเรียง ตำบลบัวงาม อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี เพื่อชมร่องรอยของทะเลโบราณ  จากความลึกของบ่อหลายสิบเมตรทำให้เห็นถึงชั้นดินในยุคแผ่นดินซุนดาอยู่ล่างสุดเป็นแนวสีเหลืองชัดเจน ถัดขึ้นมาเป็นชั้นดินในยุคทะเลโบราณเป็นสีเทาดำลึกประมาณ ๒๐ เมตร พบซากเปลือกหอยทะเลโบราณอยู่จำนวนมาก เมื่อน้ำทะเลย้อนกลับออกไปเมื่อสิ้นยุค ดินตะกอนปากแม่น้ำทับถมเพิ่มขึ้นมาก่อเกิดเป็นแผ่นดิน ที่ต่อมาเป็นที่ตั้งของเมืองสมุทรสาคร สมุทรสงคราม สมุทรปราการ และกรุงเทพฯ


ในช่วงบ่ายที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี  นายพิภพ บุญธรรม รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรีให้เกียรติมาต้อนรับคณะพร้อมนำเยี่ยมชมศึกษาเรื่องราวของเมืองโบราณอู่ทองในอดีต ที่เป็นเมืองท่าและศูนย์กลางของอาณาจักรทวารวดี เมื่อครั้งทะเลเว้าลึกเข้ามาถึงสุพรรณบุรี ลพบุรี และสระบุรี  ซึ่งในขณะนั้นกรุงเทพฯ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และสมุทรปราการยังเป็นทะเลอยู่


 ปิดท้ายรายการของวันแรกด้วยการแวะเวียนเข้าไปเยี่ยมชมการแกะสลักหินพระพุทธปุษยคีรีศรีสุวรรณภูมิ ปางโปรดพุทธมารดาขนาดใหญ่ติดอันดับโลก ด้วยขนาดหน้าตักกว้าง ๒๔.๙๐ เมตร บนแผ่นผาเขาทำเทียมภายในพุทธมหาสถานเมืองโบราณอู่ทอง ตามแผนการสร้างพระพุทธรูปแกะสลักหิน ๕ องค์ ๕ ปางตลอดแนวหน้าผาหินยาว ๘๐๐เมตร โดยองค์แรกคือองค์นี้ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๕๖๐


คณะเข้าพักแรมที่บลูแซฟไฟร์กอล์ฟแอนด์รีสอร์ทในบ้านพักรูปเรือริมผืนน้ำกว้าง ซึ่งในอดีตพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นขุมเหมืองแร่รัตนชาติขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศไทย หลังจากแร่หมดไปจึงพัฒนาพื้นที่เป็นสนามกอล์ฟและรีสอร์ตบนเนื้อที่กว่า ๘,๐๐๐ไร่ หลังอาหารค่ำเป็นการพูดคุยสนทนาอย่างเป็นกันเองระหว่างวิทยากรกับสื่อมวลชนซึ่งสนใจสอบถามเรื่องราวทางธรณีวิทยาในประเด็นข้อสงสัยจากการเดินทางช่วงที่ผ่านมา



เช้าวันรุ่งขึ้นคณะทัศนศึกษาออกเดินทางขึ้นไปยังเนินเขาเตี้ย ๆ หลังที่ว่าการอำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี ชมกองหินบะซอลต์ระเกะระกะที่เกิดจากลาวาออกมาสู่พื้นโลกทางปากปล่องภูเขาไฟ นายนิวัติ บุญนพ ผู้อำนวยการส่วนประสานและสนับสนุนทางวิชาการ กรมทรัพยากรธรณี อธิบายว่าปล่องภูเขาไฟที่บ่อพลอยนี้เกิดขึ้นเมื่อ ๓-๔ ล้านปีก่อน เมื่อภูเขาไฟระเบิดลาวาจะไหลผ่านชั้นหินที่มีอัญมณีอย่างเพชร พลอย ไพลิน และนำพาออกมาด้วย ทำให้ที่นี่มีอัญมณีมาก เป็นที่มาของชื่อบ่อพลอย  


  พากันเดินลงเนินมา ไม่ไกลจากกองหินภูเขาไฟเป็นแหล่งเสาหินหกเหลี่ยมแห่งเดียวในกาญจนบุรี ซึ่งผอ.นิวัติอธิบายว่าปรากฏการณ์เสาหินหกเหลี่ยมเกิดจากลาวาไหลขึ้นมาเป็นแนวชั้นหนาเย็นตัวลงอย่างรวดเร็ว เกิดการหดตัวและมีแรงดึงตัวในเนื้อหินหลอมละลาย   ทำให้เกิดรอยแตกเป็นแนวลึกสม่ำเสมอและหลายชุด ทำให้หินแตกเป็นแท่งๆ มักมีรูปหกเหลี่ยมบ้าง ห้าเหลี่ยมบ้าง แลดูเป็นแท่งเสาหินตามธรรมชาติในลักษณะตั้งตรงแลดูแปลกตา


ข้ามฟากถนนมายังวัดเขาวงจินดาราม ขึ้นเขาไปชมหลวงพ่อนิลประทานพร พระพุทธรูปทาสีดำทั้งองค์ซึ่งใช้นิลแท้ชิ้นเล็กมาประดับบนพื้นผิวองค์ท่านด้วย เป็นสัญลักษณึงความเป็นแหล่งนิลคุณภาพในอดีตของอำเภอบ่อพลอย
   


ช่วงบ่าย มุ่งหน้าสู่ความเขียวขจีของผืนป่าอุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์  โดยมี ร.ศ.ชัยพร ศิริพรไพบูลย์ นำชมและอธิบายถึงกระบวนการเกิดถ้ำในภูเขาหินปูนว่าเกิดจากการกัดเซาะของลำธารใต้ภูเขา เป็นถ้ำน้ำ และต่อมาเมื่อมีการทรุดตัวลงกลายเป็นถ้ำแห้ง  น้ำฝนที่ตกลงมาผ่านก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กลายเป็นกรดคาร์บอนิคลงมาผสมผสานกับสารอินทรีย์เพิ่มความเข้มข้น เมื่อซึมตามรอยแยกของหินปูนก็จะกัดกร่อนละลายกลายเป็นโพรงถ้ำ เมื่อซึมลงมาจากเพดานถ้ำก็เกิดสะสมเป็นหินงอกหินย้อย ผ่านเวลานานไปหลังคาถ้ำพังลง เกิดเป็นหลุมยุบ พร้อมกับพาชมถ้ำธารลอดน้อยเป็นตัวอย่างของถ้ำน้ำลอด ในขณะที่ถ้ำธารลอดใหญ่เป็นตัวอย่างของถ้ำน้ำลอดที่ต่อมาหลังคาพังทลายลง


จากการเดินทางทัศนศึกษาครั้งนี้ ทำให้เกิดการเรียนรู้ทางธรณีวิทยาและมีความเข้าใจถึงกระบวนการเกิดปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยารูปแบบต่าง ๆ มากขึ้น สามารถไขรหัส “ความลับทางธรณี” จากร่องรอยที่ผ่านกาลเวลามาได้ การเดินทางท่องเที่ยวในธรรมชาติครั้งต่อ ๆไป คงสนุกสนานมากขึ้น เพราสัมผัสความงามได้ลึกซึ้งขึ้น

ที่สำคัญคือ...ไม่ต้องมีคำถามที่ค้างคาใจอีกต่อไปแล้ว

ผู้สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถชมวิดิทัศน์การเดินทางทัศนศึกษาครั้งนี้ที่ที่แฟนเพจ เฟซบุ๊ก ของอนุสาร อ.ส.ท. www.facebook.com /osotho

  

Friday, September 9, 2016

คืนชีวิตโบราณสถาน ด้วยอลังการแห่งแสงและเสียง


ภาคภูมิ น้อยวัฒน์เรื่องและภาพ
ตีพิมพ์ครั้งแรกในอนุสาร อ.ส.ท. ปีที่ ๔๘ ฉบับที่ ๘  ประจำเดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๕๑ 

  
มันเป็นความรู้สึกยากจะบรรยายครับ เมื่อได้เห็นซากปรักหักพังของโบราณตรงหน้า กลับฟื้นคืนขึ้นมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

ไม่ใช่ด้วยเวทย์มนต์อาคมใด ๆ

แต่ด้วยเพียงเสียงบรรยาย  แสงหลากสีที่สาดส่อง โบราณสถานคร่ำคร่ากลับฟื้นคืนชีพบอกเล่าเรื่องราวในอดีตกาลที่ผ่านมาได้

มันคือสิ่งที่เรียกว่า "การแสดงแสงและเสียง" 

ก้าวแรกของการแสดงแสงและเสียง

พูดถึงการแสดงแสงและเสียงในโบราณสถานมีมานานแล้วในหลายประเทศ โดยเฉพาะในประเทศที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาเก่าแก่ไม่ว่าจะเป็นอียิปต์  อินเดีย กรีซ ฝรั่งเศส อังกฤษ ซึ่งก็จะเป็นการส่องแสงไฟให้โบราณสถาน ประกอบกับเสียงบรรยายให้เกิดจินตนาการและบรรยากาศ 

ในประเทศไทยของเรา การแสดงแสงและเสียงเริ่มมีขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.. ๒๕๑๙ ที่วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร  กรมศิลปากรร่วมกับกองทัพเรือจัดแสดงให้นักท่องเที่ยวนั่งเรือลอยลำชมแสงเสียงหน้าวัดอรุณฯ  ต่อมาในปีพ..๒๕๒๐ กรมศิลปากรอีกนั่นแหละที่ได้จัดแสดงแสงและเสียงในงานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่จังหวัดลพบุรีอีก แต่ทั้งสองครั้งไม่ค่อยมีการประชาสัมพันธ์เท่าที่ควรก็เลยไม่ค่อยมีใครรู้จักสักเท่าไหร่

             จนกระทั่งในปีพ.. ๒๕๒๓  ปีนั้นการรถไฟแห่งประเทศไทยมีดำริจะยกเลิกและรื้อถอนทางรถไฟสายตะวันตกที่แล่นระหว่างสถานีธนบุรี-น้ำตก  จังหวัดกาญจนบุรี เนื่องจากมีผู้โดยสารน้อย ทำให้ขาดทุนต่อเนื่อง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ซึ่งเพิ่งยกฐานะขึ้นมาจากองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (...) แบบหมาด ๆ ในสมัยของพันเอกสมชาย หิรัญกิจ ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพทางด้านการท่องเที่ยวของทางรถไฟสายนี้ ว่ามีความน่าสนใจ เนื่องจากเป็นเส้นทางสายประวัติศาสตร์ในสงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่กองทัพญี่ปุ่นเกณฑ์เชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรมาสร้างทางรถไฟเพื่อเข้าไปในเขตพม่าเพื่อเชื่อมต่อสู่เมืองตันปูซายัดในอินเดีย

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยก็เลยจัดให้มีการแสดงแสงและเสียงเรื่องสะพานข้ามแม่น้ำแควขึ้นในงานสัปดาห์สะพานข้ามแม่น้ำแควปีนั้น ซึ่งเป็นปีท่องเที่ยวไทยพอดีเสียด้วย มีด้วยกันทั้งหมด ๘ วัน ตั้งแต่วันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ถึง ๕ ธันวาคม ถือเป็นการจัดแสดงแสงและเสียงครั้งแรกของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  ที่น่าทึ่งก็คือแต่ละคนที่มาช่วยกันจัดงานนั้นไม่เคยมีใครเคยจัดการแสดงแสงเสียงมาก่อนเลยในชีวิต

          “อย่าว่าแต่เคยจัดเลย การแสดงแสงเสียงนี่ ตอนนั้นยังไม่เคยเห็นสักครั้งด้วยซ้ำไป ก็ต้องมาคิดกันเอาเองว่าจะมีอะไรบ้าง แล้วต้องทำอะไร ยังไง ป้ายาย สายสุนีย์ สิงหทัศน์ หัวเราะพลางทบทวนความหลัง  ในฐานะพนักงานและกองบรรณาธิการ อ...ในยุคแรก ที่แม้จะเกษียณอายุมานานหลายปีแล้วก็ยังคงทำงานอยู่กับอ...อยู่จนถึงปัจจุบัน ป้ายายจึงเป็นที่พึ่งของพวกเราชาว อ...เสมอ โดยเฉพาะเรื่องเก่า ๆ ที่คนรุ่นใหม่เราไม่ทันได้เห็น (ใครที่อ่านอนุสารอ...ในยุคแรก ๆ คงจะคุ้นตากับชื่อสายสุนีย์ สุขนคร นั่นแหละครับ คนเดียวกัน

            ป้ายายเล่าว่านอกจากเป็นงานใหม่ที่ไม่เคยมีประสบการณ์แล้วยังเป็นงานใหญ่ที่ต้องประสานงานหลายฝ่ายอีกด้วย ไหนจะการรถไฟแห่งประเทศไทยเจ้าของเส้นทางและขบวนรถไฟ   ไหนจะจังหวัดกาญจนบุรีเจ้าของพื้นที่ ยังมีกรมวิทยาศาสตร์ทหารบกเข้ามาดูแลเรื่องวัตถุระเบิดที่จะต้องใช้ในการแสดง แถมด้วยทหารอากาศที่ต้องไปยืมเอาไฟสปอตไลต์สำหรับต่อสู้อากาศยานมาเข้าฉาก แม้แต่ททท.เองก็ระดมบุคลากรหลายหน่วยหลายแผนกเข้ามาร่วมด้วยช่วยกัน

หลายคนทำงานด้วยกันมันก็ต้องมีขัดแย้งกันบ้าง อย่างเรื่องบทนี่มีอยู่ตอนหนึ่งทางคุณสุรินทร์ คล้ายจินดา ผู้กำกับฝ่ายเทคนิคเขาอยากจะเล่าเรื่องด้วยแสงและเสียงล้วน ๆ  อยากจะตัดคำบรรยายบางส่วนออกไป หน่องเขาก็ไม่ยอม เลยทะเลาะกันใหญ่ แบบศิลปินปะทะศิลปินน่ะ
         สาเหตุเพราะคุณวาสนาเขียนบทยาวไป ทำให้คุณสุรินทร์ ซึ่งเป็นผู้กำกับแสงเสียงแปลงเป็นภาพไม่ได้ แต่ท้ายสุดเรื่องนี้ก็คลี่คลาย เพราะใช้ระบบคณะกรรมการซึ่งนอกจากป้ายายแล้วยังประกอบด้วยคุณหญิงคณิตา เลขะกุล คุณวนิดา สถิตานนท์ คุณพงศธร เกษสำลี คุณวิวัฒน์ชัย บุณยภักดิ์  (ชื่อคุ้น ๆ อยู่ในอนุสาร อ... แทบทั้งนั้น) ช่วยในการตัดสิน งานก็ดำเนินต่อไปได้
           นอกจากความวุ่นวายเรื่องการประสานงานเพราะมีคนทำงานด้วยกันหลายฝ่ายแล้ว เรื่องอุบัติเหตุในการทำงานอีกอย่างที่เป็นปัญหาสำคัญ เพราะการแสดงแสงและเสียงย่อมหนีไม่พ้นที่จะต้องเกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้าและวัตถุระเบิดค่อนข้างมาก

          “ครั้งหนึ่งเกิดไฟฟ้าลัดวงจรระหว่างซ้อม ไฟลุกควันโขมง ดีว่าคุณสุมิตรเขาวิ่งไปยกคัตเอ๊าท์ทัน เลยไม่มีใครเป็นอะไร แต่ที่ร้ายแรงที่สุดคืออีกครั้งหนึ่ง ไฟฟ้าลัดวงจร ระเบิดที่ติดตั้งเอาไว้เกิดระเบิดขึ้นมา ผู้เชี่ยวชาญวัตถุระเบิดจากกรมวิทยาศาสตร์ทหารบกถึงกับแขนขาด ตอนหลังเลยต้องมาทำพิธีบวงสรวงกัน ก็ทำหมดทุกรูปแบบทั้งแบบฝรั่ง แบบแขก แบบจีน แบบญี่ปุ่นนั่นแหละ เพราะแถวนั้นสมัยสงครามคนตายกันเยอะ

             การแสดงแสงและเสียงเรื่องสะพานข้ามแม่น้ำแคว นำเสนอเรื่องราวเมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ ๒ กองทัพญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นบกผ่านเข้ามาในประเทศไทย แล้วใช้เชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรเป็นแรงงานในการก่อสร้างทางรถไฟเพื่อลำเลียงกำลังพลและยุทโธปกรณ์ไปยังพม่าและอินเดีย ก่อนจะจบลงที่สงครามสงบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตรและสันติภาพหวนกลับคืนมาสู่มนุษยชาติอีกครั้ง
 รูปแบบการแสดงเป็นแบบที่เรียกว่าการแสดงแสงและเสียงแบบมาตรฐาน (Standard Light & Sound Presentation) อันเป็นรูปแบบที่นิยมกันทั่วไปในต่างประเทศ นั่นก็คือเน้นสื่อสารเรื่องราวด้วยเสียงบรรยาย เสียงประกอบ (sound effect) และเพลงประกอบเป็นหลัก ประกอบกับแสงสีสาดส่องโบราณสถาน ไม่มีการแสดงหรือตัวละครใด ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ตามตำราว่าสามารถใช้เทคนิคพิเศษเข้ามาช่วยเสริมได้บ้างเล็กน้อย

               แต่ที่สะพานข้ามแม่น้ำแควนี่คณะทำงานใช้เทคนิคพิเศษเข้ามาช่วยสร้างความน่าสนใจค่อนข้างมาก เพราะเห็นว่าองค์ประกอบหลักของการแสดงมีแค่เพียงสะพานนิ่ง ๆ อย่างเดียว กลัวว่าจะไม่สามารถดึงดูดความสนใจของผู้ชมได้นานพอ ก็เลยมีการนำเอาหัวรถจักรไอน้ำเข้ามาประกอบ โดยให้แล่นเข้ามาในช่วงกลางของการแสดง  แถมด้วยการระเบิดสะพานเป็นฉากใหญ่

 “คนชอบดูตอนระเบิดนี่แหละ ค่าใช้จ่ายเฉพาะระเบิดก็เป็นหมื่นแล้ว แล้วป้ายายก็เปิดเผยถึงเบื้องหลังฉากระทึกใจต่าง ๆ ที่ใช้เทคนิคแบบลูกทุ่ง ๆ ในการสร้างบรรยากาศให้สมจริง

สมัยนั้นยังไม่มีเอฟเฟคต์ทันสมัยเหมือนเดี๋ยวนี้ ฉากระเบิดลงแล้วไฟไหม้นี่ก็ต้องเกณฑ์เอาเด็กวิทยาลัยเทคนิคไปช่วยกันจุดไฟที่กองฟางด้านหลังฉากที่สร้างเป็นค่ายทหารญี่ปุ่น ให้แลดูเหมือนกับไฟไหม้จริง ส่วนบนสะพานเราก็ใช้สะพานปลอมด้วยโฟมไปติดตั้งเอาไว้ข้างใต้ ช่วงที่แสดงตอนเครื่องบินมาทิ้งระเบิดสะพาน พอจุดระเบิด สปอตไลต์ฉายไปตรงสะพาน ก็จะมีกลไกทำให้โฟมที่ติดไว้ร่วงหล่น มองดูเหมือนกับสะพานพังลงมา  แสดงจริงวันแรกคุณณรงค์ เอี่ยมสมบัติ คนออกแบบโครงสร้างสะพานเองกลับไม่กล้าดู  เพราะกลัวสะพานปลอมที่ตัวเองทำเอาไว้จะไม่หล่นตามคิวเล่าถึงตรงนี้ป้ายายก็หัวเราะชอบใจ

เรื่องคิวนี่สำคัญมาก เพราะแต่ละส่วนต้องให้สัมพันธ์กัน อย่างฉากสุดท้ายที่เฉลิมฉลองสันติภาพ บนรถไฟก็ต้องมีพนักงาน ททท.ของเรา ขึ้นไปคอยควบคุมจังหวะ ให้พนักงานรถไฟขับรถไฟแล่นออกมาเข้าฉากได้พอดีกับการจุดพลุ สมัยนั้นยังไม่มีโทรศัพท์มือถือก็ใช้วิทยุสื่อสารติดต่อกัน ก็ถือว่ายากพอสมควร

แม้จะมีอุปสรรคและความยากลำบากนานัปการ แต่การแสดงแสงและเสียงเรื่องสะพานข้ามแม่น้ำแควก็ผ่านไปได้ด้วยดี  ประจวบเหมาะกับก่อนหน้านั้นหลายปีมีภาพยนต์อังกฤษเรื่อง The Bridge of River Kwai หรือสะพานข้ามแม่น้ำแคว ได้รับรางวัลออสการ์ถึง ๗ รางวัล ทำให้การแสดงครั้งนี้ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนต่างประเทศมาก ทำข่าวออกอากาศเผยแพร่ โด่งดังไปทั่วโลกในฐานะการแสดงที่สื่อถึงเรื่องราวสำคัญหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ 

ถือเป็นผลงานชิ้นเอกอีกชิ้นที่สร้างชื่อเสียงให้กับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเที่ยวจังหวัดกาญจนบุรีกันมากขึ้น พร้อม ๆ กับที่การแสดงแสงและเสียงก็เริ่มเป็นที่รู้จักกันทั่วไป  


สู่ยุคทองของการแสดงแสงและเสียง

 ผลงานการจัดแสดงแสงและเสียงทำให้ในช่วงสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี ในปีพ.. ๒๕๒๕  การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้รับมอบหมายการจัดงานแสดงแสงและเสียงภายในบริเวณพระบรมมหาราชวัง เรื่องประวัติการสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งก็เป็นอีกงานหนึ่งที่ททท.จัดงานได้ประสบความสำเร็จด้วยดี ทั้งที่ความจริงแล้วมีเวลาในการเตรียมงานช่วงสั้น ๆ เพราะรับมอบงานต่อมาจากกรมศิลปากรอีกที

             การแสดงแสงและเสียงที่สร้างชื่อททท. ให้กระหึ่มอีกครั้งก็คือ อยุธยายศยิ่งฟ้าในงานวันแห่งประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยา จัดขึ้นในบริเวณวัดพระศรีสรรเพชญ์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปีพ.. ๒๕๒๗  งานนี้เทคนิคในการแสดงก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงเท่าไหร่ เล่นในสไตล์ลูกทุ่งเหมือนเดิม

             “ที่อยุธยานี่ต้องตระเวนไปตามโรงสี หาซื้อแกลบ กาบมะพร้าว โดยเฉพาะกระสอบนี่ป้ายายนั่งรถไปกว้านซื้อจนหมดเมืองอยุธยาเลย เอามาให้เขาใช้ในฉากเผากรุงศรีอยุธยา ตะเกียงน้ำมันวางรอบวัด เวลาจุดใช้ไฟกดสปาร์ค ใช้โฟมทำเป็นเสาทาน้ำมัน เอากระสอบที่ซื้อมาใส่ในถังน้ำมันเปล่าใบใหญ่ ๆ หลาย ๆ ใบ แล้วก็ต่อสายฮีตไวร์จุดไฟ บางทีลมมันไม่พัดควันไปตามทิศที่เราต้องการก็ต้องเอากาบมะพร้าวบ้าง แกลบบ้าง จุดไฟใส่กาละมังถือวิ่งเข้าไปในฉากให้มันมีควัน  สมัยก่อนเหนื่อย ไม่เหมือนเดี๋ยวนี้เขามีเครื่อง Smoke สร้างควัน    

                นั่นเป็นเรื่องวุ่น ๆ เฉพาะบางส่วนของการเตรียมการเรื่องของแสง เรื่องของเสียงก็วุ่นวายไม่แพ้กัน

              “ฉากที่มีเสียงกบ ต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ตีห้าไปอัดเสียงกบจริง ๆ ในทุ่งนา เอามาใช้ ยิ่งเสียงหรีดหริ่งเรไรนี่ยิ่งแล้วใหญ่ เคยต้องไปอัดจากในป่าช้าตอนดึก ๆ  ไอ้เราก็กลัวผีนะ แต่เขาชวนก็ต้องไปเป็นเพื่อนเขาเล่าไปป้ายายก็ขำไป

                  การแสดงนำเสนอเรื่องราวของกรุงศรีอยุธยานับตั้งแต่การสร้างกรุงตั้งแต่สมัยพระเจ้าอยู่ทองเป็นต้นมา ลำดับเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์จนกระทั่งถึงกาลอวสานของกรุงศรีอยุธยาเมื่อคราวเสียกรุงครั้งที่ ๒  ก่อนจะกล่าวถึงการย้ายไปสร้างกรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์  ซึ่งก็ประสบความสำเร็จอย่างสูงด้วยบทบรรยายที่กินใจจากสำนวนวรรณกรรมการเดินทางของคุณวาสนา กุลประสูตร และแสงเสียงที่สร้างบรรยากาศราวกับผู้ชมได้ย้อนเวลาไปอยู่ร่วมในประวัติศาสตร์จริง ๆ




                 พี่อิ๊น พงศธร เกษสำลี ผู้อำนวยการฝ่ายบริการการตลาด บรรณาธิการบริหารอนุสาร อ... เป็นอีกท่านหนึ่งที่อยู่ร่วมสมัยการจัดแสดงแสงและเสียงมาตั้งแต่ครั้งสะพานข้ามแม่น้ำแควเช่นกัน เล่าให้ฟังถึงบรรยากาศหลังการแสดงของอยุธยายศยิ่งฟ้าว่า

                  "ที่อยุธยานี่ต้องถือว่าเป็นสุดยอดของการแสดงแสงและเสียงแท้ ๆ เพราะไม่ใช้เทคนิคพิเศษอื่นประกอบเลย รถไฟหรืออะไรที่จะมาช่วยดึงดูดอย่างที่สะพานข้ามแม่น้ำแควก็ไม่มี นอกจากบทบรรยายและการใช้แสงไฟสาดส่องโบราณสถานล้วน ๆ แต่กลับทำให้คนดูประทับใจกันมาก บางคนดูการแสดงจบยืนร้องไห้เลยก็มี บางคนก็เข้ามาขอบคุณ ททท.ที่จัดการแสดงดี ๆ อย่างนี้ให้ดู  

                 ในเวลาไล่เลี่ยกันนั้นเอง ททท. ก็ได้ไปจัดแสดงแสงและเสียงรุ่งอรุณแห่งความสุขขึ้นที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยขึ้น
            
                 “ประวัติศาสตร์สุโขทัยไม่ค่อยมีเรื่องตื่นเต้นเท่ากับอยุธยา ก็เลยต้องเอาการแสดงเข้ามาประกอบ ใช้นักแสดงจากวิทยาลัยนาฏศิลป์สุโขทัยเข้ามาร่วมแสดงด้วย คือเหตุผลถึงรูปแบบที่สุโขทัยแตกต่างออกไป

                 และนั่นก็ถือเป็นการพัฒนารูปแบบเข้าสู่การแสดงแสงและเสียงแบบที่ ๒  ที่เรียกว่าการแสดงแสงและเสียงประกอบจินตภาพ (Imaginery Light & Sound Presentation)  ที่สื่อสารเรื่องราวด้วยเสียงบรรยาย เสียงประกอบและเพลงประกอบ  ผสมผสานกับแสงสีที่สาดส่องโบราณสถาน คล้ายกับแบบมาตรฐาน แต่ไม่เหมือนกันตรงที่มีการแสดงสดมาประกอบเฉพาะในส่วนที่ต้องการเน้นเนื้อหาให้ชัดเจนและประทับใจยิ่งขึ้น

                  ส่วนที่เน้นในการแสดงครั้งนี้ก็คือใช้ข้อมูลจากภาพจิตรกรรมฝาผนัง ลวดลายปูนปั้น มาจำลองเป็นขบวนแห่ผสมผสานเรื่องเล่าประวัติศาสตร์สุโขทัย ประเพณีลอยกระทง เผาเทียนเล่นไฟ  หนึ่งในฉากเด็ดเป็นเรื่องราวในสมัยพญาลิไททรงแต่งไตรภูมิพระร่วง กล่าวถึงนรก เปรต ก็ต้องคิดเทคนิคการนำเสนอ ตอนแรกก็จะใช้วิธีฉายไฟกับต้นตาลแล้วให้คนเดินผ่านหลอดไฟไปผ่านมาให้เห็นเงาสูงเหมือนเปรต  
                 ทีนี้นพรัตน์ กอกหวานเขาเกิดปิ๊งไอเดียทำเปรตให้เป็นตัวเป็นตนขึ้น ใช้ลูกบอลมาเขียนหน้าเขียนตา ทำเป็นหัว เสียบไม้ เอามุ้งคลุมเข้า แล้วใช้ไม้ไผ่ลำยาวทำเป็นแขนขาทาฟอสฟอรัสให้สะท้อนแสงไฟ เวลาเล่นก็ให้เอาหุ่นบังเสาแล้วโยก โผล่ทางโน้นที ทางนี้ที  ปรากฏว่าแสดงวันแรก พอถึงคิวเปรตไม่ขึ้น ที่ไหนได้ คนชักเปรตได้ยินเสียงหมาหอนเกิดกลัวขึ้นมา เผ่นหนีไปเสียก่อน
            เรื่องเปรตนี่มีหลายกระแสครับ บ้างก็ว่าททท. ทำขึ้นมาแค่ ๓ ตัว แต่ถึงเวลาแสดงจริงคนดูมองเห็นว่าออกมาแสดง ๘-๙ ตัว  ทำเอาคนชักหุ่นขอลาออกไม่ยอมไปทำงานต่อ ต้องไปหาจ้างคนอื่นที่ไม่รู้เรื่องมาช่วยชักให้แทน (อันนี้ออกแนวผี ๆ ยิ่งตื่นเต้นเข้าไปใหญ่)

แต่ไม่ว่าเรื่องเปรตจะเป็นยังไง ที่แน่ ๆ ก็คือการแสดงแสงและเสียงในรูปแบบที่มีการแสดงนี้ประสบความสำเร็จกล่าวขวัญกันมากในหมู่นักท่องเที่ยวที่ได้มาชม  จนกระทั่งต่อมากลายเป็นความนิยมที่ว่า ถ้าเป็นการแสดงแสงและเสียงแล้วละก็ต้องมีขบวนแห่และการแสดงประกอบด้วยทุกครั้ง
เรื่องนี้กระทบเข้ากับการแสดงแสงและเสียงที่พระนครศรีอยุธยาซึ่งเป็นการแสดงแสงและเสียงล้วน ๆ อย่างจัง ทำให้ปีหลังผู้ชมลดลงมาก จนกระทั่งปีหนึ่งที่ทางจังหวัดงดจัดงานวันแห่งประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยา การแสดงแสงและเสียงอยุธยายศยิ่งฟ้าในยุคแรกก็เลยปิดฉากอำลาโรงไปด้วยนับแต่นั้นอย่างเงียบ ๆ
            การแสดงแสงและเสียงหลังจากนั้น เป็นต้นมาจึงเป็นลักษณะของการแสดงประกอบแสงและเสียงแทบทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นการแสดงแสงและเสียงในงาน ๑๐๐ ปีวีรสตรีเมืองถลาง จังหวัดภูเก็ต งานบุญเดือนสิบ จังหวัดนครศรีธรรมราช งานหลวงเวียงละกอน จังหวัดลำปาง เป็นช่วงเวลาที่การแสดงแสงและเสียงได้รับความนิยมมากจังหวัดไหน ๆ ก็อยากจะจัด

            ในช่วงเวลานี้มีผู้ว่าราชการจังหวัดอยู่ท่านหนึ่งคือเชาน์วัศ สุดลาภา ชอบการแสดงแสงและเสียงมาก ย้ายไปจังหวัดไหนท่านก็ทำเรื่องเข้ามาขอให้ททท. ไปช่วยจัดแสงและเสียงให้ทุกครั้ง เป็นผู้ว่าฯ อยู่ที่ลพบุรีก็ให้ไปจัดในงานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ ต่อมาย้ายไปที่กำแพงเพชรก็ให้ไปจัดในงานนบพระเล่นเพลง  จังหวัดกำแพงเพชร  ท้ายสุดย้ายไปอยู่จังหวัดเพชรบุรี ก็ให้ตามไปจัดในงานพระนครคีรีอีก
            ที่พระนครคีรียังมีเรื่องสนุก ๆ เล่าให้ฟังเกี่ยวกับเบื้องหลังการทำงาน 
           
          “ ก่อนวันแสดง พวกเราก็ได้ไปปรับทิศทางแสงของสปอตไลต์ที่ส่องตามโบราณสถานตามจุดต่าง ๆ ทั่วทั้งภูเขา ปรับกันจนถึงตี ๒ ตี ๓ กว่าจะเรียบร้อย  พอวันรุ่งขึ้น ก่อนจะแสดงก็ลองไฟกันอีกรอบ ปรากฏว่าไฟที่ตั้งไว้เบี้ยวหมดเลย ต้องรีบมาตั้งกันใหม่ก่อนแสดงไม่กี่ชั่วโมง ไม่รู้ว่าใครมาทำ มาสืบได้ทีหลังว่าเป็นฝีมือฝูงลิงบนเขาวังนั่นแหละพากันมาเล่นซนหมุนไฟสปอตไลต์ ตอนหลังเลยเอากรงมาครอบสปอตไลต์ไว้ ขนาดนั้นมันก็ยังเอามือล้วงลงไปหมุนอีกจนได้ ตอนหลังไม่รู้เขาทำยังไงกัน พวกลิงมันถึงไม่มาเล่นอีก

          เรื่องนี้ป้ายายเฉลยให้ฟังว่าใช้หนามยอกเอาหนามบ่ง  “เขาไปจ้างลิงกังตัวใหญ่มาเฝ้า ไม่ใช่จ้างลิงหรอก ก็จ้างเจ้าของลิงนั่นแหละให้พาลิงมาเป็นนักเลงคุมสปอตไลต์ ลิงบนเขาวังมันตัวเล็กกว่า ก็เลยกลัว ไม่กล้ามาแหยมอีก” 

            ปีพ.. ๒๕๓๐๓๑ เริ่มมีการนำเอาระบบเสียงที่ทันสมัยจากต่างประเทศเข้ามาใช้ในการแสดงแสงและเสียงในประเทศไทยทำให้สะดวกสบายในด้านเทคนิคการแสดงมากขึ้น



พัฒนาการก้าวสำคัญในการแสดงแสงและเสียงของ ททท. เกิดขึ้นอีกครั้งที่ปราสาทหินพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ที่จัดขึ้นครั้งแรกในปีพ..๒๕๓๓ ก่อนจะมีการปรับรูปแบบการแสดงใหม่ชนิด ยกเครื่องเมื่อพี่อิ๊น พงศธร เกษสำลีเข้ามาดูแลรับผิดชอบอย่างเต็มตัวในปีต่อมา

ชื่อวิมายนาฏการนี่พี่เป็นคนตั้งให้ตั้งแต่จัดแสดงครั้งแรก ตอนนั้นก็มาช่วยดูเรื่องแบบชุดให้  พอมาทำเองก็เลยทำบทการแสดงใหม่สองคนกับเล็ก (กรุณา เดชาติวงศ์ ฯ อยุธยา) เพราะเห็นจากครั้งแรกว่าการแสดงพวกโขนอะไรนี่ไม่เข้ากับฉากหลังที่เป็นปราสาทหิน  แล้วก็เห็นว่าไหน ๆ ดึงความสนใจด้วยการแสดงแสงและเสียงล้วน ๆ ไม่ได้แล้ว ก็เลยดึงเอาการแสดงขึ้นมาเป็นหลักเสียเลย ทำเป็นชุดการแสดงสั้น ๆ แต่เกี่ยวข้องกับประวัติความเป็นมาของปราสาทหินพิมาย ให้แสงและเสียงเป็นฉากไปดนตรีประกอบก็ใช้ดนตรีไทยล้วน ผสมวงแบบระบำโบราณคดีลพบุรี

เริ่มด้วยเล่าเรื่องอารยธรรมขอม ตามด้วยการแพร่ขยายเข้ามาในบริเวณประเทศไทย  กำเนิดเมืองพิมาย แล้วก็ชวนชมพิมาย ตอนถึงทับหลังศึกพรหมมาสตร์ ก็ปล่อยการแสดงใหม่ ที่เราสร้างขึ้นมา เรียกว่ารามายณะ ไม่กล้าเรียกว่าโขน เพราะเราถอดแบบเครื่องแต่งตัวออกมาจากภาพจำหลักบนปราสาท เป็นแบบขอม  ได้อาจารย์เสรี หวังในธรรมเขียนบทในส่วนนี้ให้  ใช้นักแสดงจากวิทยาลัยนาฏศิลป์ แล้วก็ตอนที่กล่าวถึงสิ่งที่สืบทอดมาถึงปัจจุบันจากการกวนเกษียรสมุทรในจำหลักของขอม มาเป็นพระราชพิธีอินทราภิเษกของไทย  กลายมาเป็นประเพณีดึงครกดึงสากของพื้นบ้าน เราก็ใช้วงดนตรีอีสานใต้แบบวงกันตรึมเป็นหลัก ให้ฟังดูเป็นเขมร โดยใช้วงดนตรีแบบอีสานเหนือเป็นแบ็กอัพให้หนักแน่นขึ้น

ความจริงไม่ใช่แค่แสงและเสียง ที่พิมายครั้งนี้ยังมีกลิ่นด้วย ขบวนแห่พระพุทธรูปนาคปรกพราหมณ์โกญทัญญะมีการจุดกำยานจริง แถมเรายังมีจุดแอบไว้ใต้ที่นั่งคนดูอีกส่วนหนึ่ง คนดูก็จะได้กลิ่นด้วย ก็ฮือฮากัน
             แม้ว่าเป็นยุคที่เทคนิคแสงเสียงทันสมัย แต่ก็ยังมีเรื่องเบื้องเรื่องฉากการแสดงอีกจนได้
ขอยืมสังข์จากสำนักพระราชวังมาพราหมณ์ถือประกอบในขบวนแห่ เวลาอยู่บนเวทีมองไม่เห็นเลยเพราะขนาดเล็ก ก็เลยต้องทำเองขึ้นมา ใช้โฟมเหลาเป็นสังข์พอกด้วยปูนปลาสเตอร์ให้อันใหญ่ ๆ ให้มองเห็นได้ชัด ๆ เป็นสังข์ยักษ์ แต่เป่าไม่ได้ ลองเป่าสังข์จริงอัดเสียงออกมาแล้วเสียงไม่เพราะ ดังปูด ๆ ท้ายสุดก็เลยต้องเอาขวดโค้กมาเป่าแทนได้เสียงเพราะกว่า ส่วนบัณเฑาะก์นี่ไม่ได้ยืม ทำเองนะ ใช้ท่อนไม้มาทำด้าม ตรงกลางเอาชามก๋วยเตี๋ยวหันก้นชนกัน บุด้วยกระดาษ ทาสีเสียเหมือนจริง เป็นบัณเฑาะก์ยักเหมือนกัน เห็นชัดเชียว แต่ไกวแล้วดังปุ ๆ เวลาแสดงก็ต้องอัดเสียงกลองแขกธรรมดาแทน

บางเรื่องก็เป็นปรกฏการณ์ลึกลับเหนือคำอธิบายใด ๆ  

ตอนแรกก่อนแสดงก็ว่าจะจัดพิธีบวงสรวงแบบพราหมณ์ แต่ไป ๆ มา ๆ ยุ่งยาก ก็เลยจัดการทำสังฆทานใหญ่แทน กรวดน้ำกันตรงนั้น วันแสดงจริงมีท่านรัฐมนตรีกร ทัพพะรังสีมาชมการแสดงอยู่ด้วย ปรากฏว่าพอถึงฉากชักนาคดึกดำบรรพ์ซึ่งตามคิวก็จะต้องมีฟ้าแลบฟ้าร้อง ปรากฏว่าฟ้าแลบฟ้าร้องจริงแล้วก็มีลมพายุเข้ามาด้วย พัดใบไม้ปลิวเข้ามาเป็นแนวเฉียง ๆ ตามแนวของเวที ฝนก็โปรยสายลงมาเป็นละออง มิหนำซ้ำพอถึงท่ารำสุดท้าย ฝนก็หยุด  คนดูก็ชอบใจปรบมือกันใหญ่ นึกว่าเป็นเทคนิคพิเศษของ ททท.เสร็จการแสดงครูนาฏศิลป์มาบอกว่าเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดเมื่อกี้ ปกติจะเกิดในเวลาพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ เช่นพิธีไหว้ครู ฝนตกไม่เปียกอย่างนี้ เรียกว่าพระอิศวรเสด็จ

ถือว่าเป็นพัฒนาการเข้าสู่การแสดงละครประกอบแสงและเสียง (Dramatic Light & Sound Presentation) อย่างเต็มรูปแบบ และเป็นการแสดงแสงและเสียงที่ประสบความสำเร็จสูงเป็นที่กล่าวขวัญอีกรายการหนึ่ง

แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกที่จะจัดแสดงแบบเดียวกันนี้ได้ การแสดงที่ปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ ที่จัดขึ้นหลังจากพิมายในเวลาไล่เลี่ยกันก็ยังใช้รูปแบบการแสดงแสงและเสียงแบบจินตภาพเช่นเดียวกับที่สุโขทัยอยู่ นั่นสือใช้การการสาดส่องแสงไฟและการบรรยายเรื่องราวของความเชื่อเกี่ยวกับเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์ ศิวะนาฏราช  และการสร้างเทวาลัย เชื่อมโยงไปกับนครวัดนครธมของขอมโบราณ  เน้นการแสดงแค่ในส่วนของขบวนแห่พระนางภูปตีนลักษมีเทวี ที่เป็นราชวงศ์ในท้องถิ่นเสด็จขึ้นมาสักการะเทวาลัยบนยอดเขาเท่านั้น

ก็ต้องดูตามความเหมาะสม อย่างพนมรุ้งปราสาทอยู่บนภูเขา ขนอุปกรณ์ขึ้นไปยาก พื้นที่การแสดงและพื้นที่รองรับผู้ชมก็น้อย จัดใหญ่อย่างที่พิมายก็คงจะลำบาก

ที่มีการแสดงเป็นหลักในลักษณะเดียวกับพิมายอีกแห่งหนึ่งก็คือในงานเทศกาลดอกลำดวน จังหวัดศรีสะเกษ  .. ๒๕๓๓  จัดขึ้นในสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ เป็นดงดอกลำดวนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยพื้นที่พันกว่าไร่ ช่วงเดือนมีนาคมดอกลำดวนจะบานส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วบริเวณ  เป็นการจัดแสดงแสงและเสียงที่แตกต่างออกไปจากที่เคยจัด เพราะจัดในพื้นที่ไม่มีโบราณสถาน เหมือนกับที่อื่น ๆ มีเพียงการเรื่องราวตามตำนาน จึงต้องมีการสร้างฉากเป็นปราสาทหินขึ้นมา เพื่อประกอบการแสดงแสงและเสียง เรื่องศิวะราตรีแห่งศรีพฤทเธศวร ถือว่าการแสดงล้วน ๆ เป็นหลักอย่างแท้จริง

               ปลายปีพ.. ๒๕๓๔ การแสดงแสงและเสียงอยุธยายศยิ่งฟ้าก็คืนชีพกลับมาอีกครั้ง ในงานฉลองอยุธยามรดกโลกที่วัดมหาธาตุ  คราวนี้ททท. เราปรับให้มีขบวนแห่อย่างยิ่งใหญ่อลังการ

              “สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาทรงถามว่าจัดแสดงแสงและเสียงทีไรทำไมพูดถึงแต่เรื่องสูญเสีย  ก็เลยต้องมีการปรับปรุงบทกันเป็นการใหญ่ให้เน้นไปที่ความเจริญรุ่งเรืองในสมัยอยุธยามากขึ้น ในคราวนี้สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถเสด็จทอดพระเนตรด้วย

              พี่ชาย สมชาย ชมพูน้อย ผู้อำนวยการกองสร้างสรรค์กิจกรรมคนปัจจุบัน ผู้คลุกคลีกับงานแสดงแสงเสียงมาตั้งแต่เริ่มต้นชีวิตการทำงาน เล่าถึงบรรยากาศเบื้องหลังในยุคที่อุปกรณ์การแสดงแสงเสียงเพียบพร้อมทันสมัย

             “พอไม่ต้องไปวุ่นวายกับการสร้างควันสร้างไฟอย่างสมัยก่อน เราก็เล่นกับสัตว์เยอะขึ้นเพื่อความสมจริง มีการเอาไก่ หมา ม้า ช้างมาเข้าร่วมการแสดงในฉากด้วย  มีฉากหนึ่งเราต้องใช้เสียงช้าง ปรากฏว่าเสียงเอฟเฟคต์ช้างไม่มี ก็เลยต้องไปหาอัดเสียงจากช้างจริง ๆ แต่ทำยังไงช้างก็ไม่ร้อง เลยเอาช้างแม่ลูกมา จับตัวลูกแยกจากตัวแม่ ได้ผล ช้างลูกก็ร้อง เราอัดเสียงได้มาก็คิดว่าเสียงช้างร้องคงจะเหมือน ๆ กัน ที่ไหนได้ พอเอาเสียงมาเปิดตอนแสดง ปรากฏว่าช้างในขบวนแตกตื่นกันใหญ่ เสียงลูกช้างคงจะร้องบอกว่าอันตรายหรืออะไรสักอย่าง ช้างก็มีภาษาของมัน เราฟังไม่รู้เรื่องเอง



ททท. ยังได้จัดงานแสดงแสงและเสียงให้หลายจังหวัด บางงานก็เป็นงานเฉพาะกิจ  ไม่ว่าจะเป็นการแสดงแสงและเสียงในงาน๒๐๐ ปี อุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ในปีพ.ศ. ๒๕๓๕   งานอุดร ฯ  ๑๐๐ ปี ของจังหวัดอุดรธานี ในพ.. ๒๕๓๖  นำเสนอเรื่องประวัติเมืองอุดรธานี ในรอบ ๑๐๐ ปี นับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕  และงานเบิกฟ้าหริภุญไชย นำเสนอประวัติความเป็นมาของอาณาจักรหริภุญไชยและพระนางจามเทวี จังหวัดลำพูน พ.ศ. ๒๕๓๘

บางงานดูเหมือนเป็นงานเฉพาะกิจ แต่ต่อมาทางจังหวัดก็ได้รับไปจัดกลายเป็นงานที่ต่อเนื่องมาก็มี เช่น งานมรดกโลกบ้านเชียง ซึ่งจัดในช่วงปีพ.. ๒๕๓๖ บริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง เล่าเรื่องความเชื่อของบ้านเชียง ความเป็นมาของดินแดนสุวรรณภูมิในยุคก่อนประวัติศาสตร์ จากยุคหินพัฒนามาสู่ยุคเหล็ก โดยใช้ข้อมูลจากหลักฐานทางโบราณคดีที่ขุดพบ แสดงถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่บ้านเรือน ก่อนที่ทั้งหมดจะขาดช่วงถูกเก็บงำไว้ใต้พื้นพิภพจนกระทั่งเวลาลาวงมากว่าสามพันปีจึงถูกฝรั่งขุดค้นพบความลับที่ซ่อนอยู่   

พักหลังการแสดงแสงและเสียง ฮิตมากสุดขีด ถึงขนาดแทบทุกจังหวัดอยากให้ททท. ไปจัดการแสดงแสงและเสียงให้ ทั้งที่บางจังหวัดไม่ได้มีความเหมาะสมที่จะจัดได้เลยแม้แต่น้อย นานเข้าไม่ใช่แค่เฉพาะจังหวัดต่าง ๆ เท่านั้น ยังลุกลามไปถึงหน่วยงานต่าง ๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องท่องเที่ยวด้วย
ตำรวจจราจรก็ยังมี เขาจัดอบรมสัมมนาในหอประชุม แล้วก็ติดต่อมาว่าอยากให้ททท. ไปจัดแสดงแสงและเสียงให้ ก็ต้องตอบปฏิเสธไป โธ่ จะจัดเข้าไปได้ยังไง

             และด้วยความนิยมทำให้นักวิชาการออกมาทักท้วงในเรื่องของการจัดแสดงแสงและเสียงทำลายโบราณสถาน สิ่งแวดล้อม  ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว คณะทำงานแสงและเสียงนั้นมีการวางแผนป้องกันอย่างรอบคอบในทุกขั้นตอน

โดยเฉพาะอย่ายิ่งในช่วงหลัง ททท. ยังได้มีการตั้งระเบียบกฏเกณฑ์การจัดแสดงแสงและเสียงเพื่อใช้ในการพิจารณาให้ความสนับสนุนการจัดแสดงแสงและเสียงในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายและผลกระทบต่อโบราณสถานตลอดจนสภาพแวดล้อมอย่างแท้จริงอีกด้วย


เปลี่ยนผ่านสู่การแสดงแสงเสียงของท้องถิ่น
             
               ในช่วงของผู้ว่าฯ ททท. ภราเดช พยัฆวิเชียร การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเห็นว่าการแสดงแต่ละครั้งต้องใช้งบประมาณมากและใช้ได้เป็นเทศกาลเท่านั้น นอกจากนั้นยังมีปัญหาความไม่เข้าใจ

ตามระเบียบแล้วเวลาททท. ไปจัดงานที่ไหนก็ตามจะเก็บเงินเข้าททท. ไม่ได้ ส่วนใหญ่ก็จะหักเอาแต่ค่าใช้จ่ายแล้วที่เหลือก็จะมอบให้จังหวัดไป แต่ทีนี้บางครั้งบางจังหวัดจัดแล้วไม่ได้กำไร ก็เลยไม่มีเงินเหลือที่จะให้ ทางจังหวัดก็ไม่เข้าใจว่าทำไมททท. ไม่ให้เงิน จริง ๆ แล้ว ททท. เราขาดทุนด้วยซ้ำ
จึงเป็นที่มาของนโยบายที่จะย่อส่วนการแสดงแสงและเสียงเป็นมินิไลต์แอนด์ซาวนด์แบบเฉพาะกิจ เพื่อให้ท้องถิ่นดูแลจัดการเองได้ โดยในช่วงแรกททท. ลงทุนจัดสร้างอุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือจำพวกแถบเส้นเสียง ระบบไฟ และรูปแบบการแสดงให้ จากนั้นให้ท้องถิ่นดำเนินการจัดแสดงได้ ซึ่ง ททท.เองยังคงช่วยสนับสนุนในด้านการตลาด ด้วยการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้อีกทางหนึ่ง
            
             มินิไลต์แอนด์ซาวนด์นี้ถือเป็นพัฒนาการขั้นที่ ๔  เรียกว่า การแสดงแสงและเสียงขนาดเล็ก (Mini Light & Sound Presentation) เป็นการย่อขนาดการแสดงให้เล็กลงทั้งในด้านการแสดงประกอบ เทคนิคระบบแสงเสียง และระยะเวลาการแสดง ถึงแม้ว่าจะรองรับผู้ชมได้จำกัด แต่ก็ได้เปรียบตรงที่จัดได้หลายครั้ง (ว่าง่าย ๆ ก็คือทัวร์มาลงเมื่อไหร่ก็จัดให้ดูได้เมื่อนั้นเพราะว่าต้นทุนต่อรอบต่ำ ที่สำคัญคือคนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ จัดเอง แสดงเอง เก็บตังค์เอง เป็นการกระจายอำนาจการจัดแสงเสียงและรายได้สู่ท้องถิ่น  ได้แก่

วิมายนาฏการ จังหวัดนครราชสีมา บริเวณเดียวกับการแสดงชุดใหญ่คืออุทยานประวัติศาสตร์พิมาย อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา นำเสนอเรื่องราวความเจริญรุ่งเรื่องเมื่อครั้งอดีตกาลของเมืองพิมาย ในฐานะเมืองสำคัญของอาณาจักรขอมโบราณ จุดเด่นอยู่ตรงการแสดงที่นำเอาท่วงท่าจากภาพจำหลักจากปราสาทหินพิมายมาถ่ายทอดเป็นนาฏลีลาอย่างมีชีวิตชีวา

อาข่าคนภูเขา จังหวัดเชียงราย บริเวณศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาจังหวัดเชียงราย ตำบลป่าซาง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย นำเสนอเรื่องราววิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาเผ่าอาข่า ในรูปของการแสดงประกอบแสง  สี เสียงขนาดเล็ก ที่สามารถจัดแสดงได้ทุกโอกาสที่ต้องการ ใช้เวลาแสดง ๓๐ นาที โดยนักแสดงที่ร่วมในการแสดงเป็นชาวไทยภูเขาเผ่าอาข่าจากหมู่บ้านแสนสุข ซึ่งอาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียง โดยเครื่องแต่งกายที่ใช้แสดงเป็นชุดจริงที่สวมใส่อยู่ในชีวิตประจำวัน สิ่งปลูกสร้างที่ใช้ ประกอบฉากก็สร้างด้วยฝีมือของชาวอาข่าแท้ ๆ ทั้งหมด

แสง เสียง สัญจรพระนครศรีอยุธยา รูปแบบการชมที่แตกต่างจากการแสดงแสง เสียง ในพื้นที่อื่น โดยใช้รถพ่วงเป็นพาหนะ นำชมการแสดงตามเส้นทางสถานที่สำคัญในอดีต เช่น แยกตะแลงแกง วัดพระราม วัดศรีสรรเพชญ์ วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ และจุดชนช้างของเจ้าอ้ายเจ้ายี่ เป็นต้น ซึ่งแต่ละแห่งมีการ Light up โบราณสถาน และการแสดงประกอบ มาสิ้นสุดที่คุ้มขุนแผนเพื่อรับประทานอาหารมื้อค่ำแบบชาววัง และชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย

ศิวะราตรีแห่งศรีพฤทเธศวร จังหวัดศรีสะเกษ จัดขึ้นในบริเวณปราสาทสระกำแพงใหญ่ อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ นำเสนอเรื่องราวการก่อสร้างปราสาทสระกำแพงใหญ่ ของชนเผ่าเขมร ลาว ส่วย เยอ ตามความเชื่อในลัทธิไศวะนิกาย หรือ ลัทธิบูชาพระศิวะ จึงร่วมกันก่อสร้างมหาเทวาลัยอันศักดิ์สิทธิ์ เพื่อเป็นที่สถิตแห่ง "พระกมรเตง ชคตศรีพฤทเธศวร" เทพเจ้าแห่งจักรวาล และร่วมกันเฉลิมฉลองความรุ่งเรืองของดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ด้วยพลีกรรมบวงสรวงต่างๆ

ราตรีแห่งวัดอรุณ  กรุงเทพมหานคร ล่องเรือชม Light up สองฝั่งแม่น้ำ ก่อนที่จะไปชมการแสดงแสงเสียงที่วัดอรุณฯ ที่นำเสนอความเป็นมาของกรุงรัตนโกสินทร์ และวัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร ที่สถาปนาขึ้นมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒  นานกว่า ๒๐๐  ปี กับเรื่องราวของพระปรางค์วัดอรุณฯ เจดีย์ทรงปรางค์สูงใหญ่เต็มไปด้วยความสง่างามทางด้านสถาปัตยกรรมและความอลังการทางด้านศิลปกรรมที่สุดแห่งหนึ่ง ทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของประเทศไทยที่ทั่วโลกรู้จักจวบจนปัจจุบัน 



สุโขทัยไนท์ ในบริเวณวัดสระศรี อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย นำเสนอเรื่องราวประวัติของเมืองสุโขทัยตลอดจนราชวงศ์พระร่วง โดยแสดงให้เห็นถึงประวัติและจุดเด่นในแต่ละรัชกาล พร้อมทั้งสอดแทรกประเพณีและเทศกาลท้องถิ่นต่างๆ ของสุโขทัย เช่น การละเล่นกองมังคละ การทอดกฐิน เผาเทียนเล่นไฟ พร้อมทั้งการแสดงทางวัฒนธรรมที่งดงามตระการตาประกอบกับการเล่นพลุตะไลไฟพะเนียง  

วัฒนธรรมเรืองรอง บ้านหนองขาว จังหวัดกาญจนบุรี จัดแสดงบริเวณหมู่บ้านหนองขาว ตำบลหนองขาว อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี นำเสนอความเป็นมาของการก่อตั้งชุมชนบ้านหนองขาวตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา สะท้อนภาพวิถีชีวิตขนบธรรมเนียมประเพณี ทัศนคติ และความเชื่อดั้งเดิมของชุมชน ที่ยังคงมีการสืบทอดต่อกันมาหลายชั่วอายุคน อาทิ ประเพณีการโกนจุก การเล่นเพลงเหย่ย การร่อยพรรษา การทำขวัญข้าว เป็นต้น โดยนำเสนอในรูปแบบ การบรรยายประกอบการแสดง (ที่แสดงโดยชาวบ้านหนองขาวทั้งหมด) ผสมผสานกับเทคนิคแสง สี เสียงสมัยใหม่


ปีหน้าที่จะถึงนี้ทางททท.ก็มีโครงการว่าจะเพิ่มเติมการแสดงแบบมินิไลต์แอนด์ซาวนด์ที่นครศรีธรรมราชอีกแห่ง

นอกเหนือจากมินิไลต์แอนด์ซาวนด์แล้ว ททท.ก็ยังคงมีการริเริ่มการแสดงแสงและเสียงแบบใหม่  ๆ ต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง อย่างเช่นในปีพ.. ๒๕๔๒ ได้จัดการแสดงแสงและเสียงแม่น้ำของแผ่นดิน ที่เป็นการแสดงแสงและเสียงแบบสัญจร โดยใช้แม่น้ำเจ้าพระยาเล่าเรื่องราว ให้นักท่องเที่ยวนั่งเรือชมสถานที่สำคัญที่มีการ Light Up เป็นจุด ๆ ไป แต่ทำได้แค่ปีเดียว เพราะมีปัญหาเรื่องการจราจรทางน้ำติดขัด ปีต่อมาจึงเปลี่ยนไปจัดที่ท่าราชวรดิฐ โดยทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ฯ ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ ก่อนจะยกเลิกการแสดงไปภายหลังเกิดเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิทางภาคใต้

ในปีพ..๒๕๔๙ ยังมีการจัดงานแสดงแสงและเสียงที่เชียงใหม่ต้อนรับการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรในชุดรัฐบาลทักษิณ ๑ ที่คุ้มขันโตก เป็นการแสดงประกอบแสงและเสียงเล่าเรื่องเมืองเชียงใหม่ในลักษณะการกินอาหารเย็นแบบขันโตกพร้อมชมการแสดงทางวัฒนธรรม
  
ในช่วงภาพยนต์เรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรกำลังดัง ทางททท. ยังได้นำเอาเทคนิคการแสดงแสงและเสียงประยุกต์ใช้กับงานแสดงช้างที่สุรินทร์ เพิ่มเติมให้เป็นการแสดงประกอบเสียง (ไม่มีแสงเพราะเป็นการแสดงภาคกลางวันอีกด้วย จัดสร้างฉากอุปกรณ์ประกอบฉาก และตัดเสื้อผ้าให้ใหม่

ล่าสุดเป็นที่น่าดีใจที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างราชอาณาจักรกัมพูชายังมาศึกษาดูงานแสดงแสงเสียงของประเทศไทยเป็นตัวอย่าง เห็นว่าเอาไปจัดเป็นเทศกาลแสดงแสงและเสียงที่นครวัด เมืองเสียมเรียบในช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนมกราคมที่ผ่านมา เรียกว่างานแสดงแสงเสียงของไทยเรามีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในระดับอินเตอร์แล้วเหมือนกัน แม้จะเป็นใกล้ ๆ บ้านก็เถอะ

จะว่าไปผมเองก็ยังดูการแสดงแสงและเสียงได้ไม่หมดทุกแห่งทั่วไทย ว่าง ๆ คงต้องหาเวลาไปดูไปชมเอาไว้ให้ครบเป็นขวัญตา

คุณผู้อ่านล่ะครับ เคยดูกันหรือยัง



เอกสารอ้างอิง

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย.อลังการแผ่นดินวัฒนธรรม.กรุงเทพฯ : ร่วมด้วยช่วยกัน,๒๕๔๓.
คณะทำงานจัดแสดงแสงและเสียงของ ททท. ข้อมูลพื้นฐานและหลักเกณฑ์สำหรับจัดการแสดงประเภทแสงและเสียง.การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
งานพัฒนาและสร้างสรรค์กิจกรรม. ข้อมูลการแสดงแสงและเสียง(ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ).เอกสารเย็บเล่ม,๒๕๔๑.
สุรินทร์ คล้ายจินดา. การสร้างสื่อเผยแพร่วัฒนธรรมจากวิธีการศึกษาวิจัยและวิธีการสร้างเรื่องบันเทิงให้เป็นการแสดงแสงและเสียง จุลสารการท่องเที่ยว.ปีที่ ๑๖ เล่ม ๒  เมษายน-มิถุนายน ๒๕๔๐ หน้า ๔๓-๕๓.

ขอขอบคุณ

คุณสายสุนีย์ สิงหทัศน์ คุณพิชัย น้อยวัฒน์ คุณพงศธร เกษสำลี คุณศิริรักษ์ รังสิกลัส คุณสมชาย ชมพูน้อย และผู้เกี่ยวข้องทุกท่านที่ได้ให้ข้อมูลและอำนวยความสะดวกจนกระทั่งสารคดีเรื่องนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

คู่มือนักเดินทาง

การแสดงแสงและเสียงชุดใหญ่ในงานประจำปีของแต่ละจังหวัดปัจจุบันการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้โอนให้ทางจังหวัดเป็นผู้ดูแลดำเนินการ โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยให้การสนับสนุนทางด้านประชาสัมพันธ์และเข้าไปดูแลปรับปรุงเมื่อมีการร้องขอจากทางจังหวัด ในส่วนการแสดงแสงและเสียงมินิไลต์แอนด์ซาวนด์ปีนี้มีกำหนดการจัดการแสดงดังนี้

วิมายนาฏการ จังหวัดนครราชสีมา จัดแสดงเดือนละรอบ ทุกเสาร์สัปดาห์สุดท้ายของเดือน ในระหว่างเดือนมิถุนายน ๒๕๕๑ -เดือนเมษายน ๒๕๕๒ บริเวณอุทยานประวัติศาสตร์พิมาย อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม จองบัตรชมการแสดง หรือติดต่อการจัดการแสดงรอบพิเศษสำหรับหมู่คณะ ได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขต ๑ โทรศัพท์ ๐ ๔๔๒๑ ๓๖๖๖ ๐ ๔๔๒๑ ๓๐๓๐  สำนักงานเทศบาลตำบลพิมาย โทรศัพท์ ๐ ๔๔๔๗ ๑๑๒๑  อุทยานประศาสตร์พิมาย โทรศัพท์ ๐ ๔๔๔๗ ๑๕๖๘  ที่ว่าการอำเภอพิมาย โทรศัพท์ ๐ ๔๔๔๗ ๑๖๑๗  สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดนครราชสีมา โทรศัพท์  ๐ ๔๔๒๕ ๒๐๒๐

สุโขทัยไนท์ จัดแสดงเดือนละรอบ ทุกเสาร์สัปดาห์แรกของเดือน ในระหว่างเดือนมิถุนายน ๒๕๕๑ ถึงเดือนเมษายน ๒๕๕๒ ภายในบริเวณวัดสระศรี อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม จองบัตรชมการแสดง หรือติดต่อการจัดการแสดงรอบพิเศษสำหรับหมู่คณะ ได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงาน ททท. ภาคเหนือ เขต ๓ โทรศัพท์ ๐ ๕๕๒๕ ๒๗๔๒-๓ ชมรมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดสุโขทัย โทรศัพท์ ๐ ๕๕๖๑ ๓๐๗๕ -

อาข่าคนภูเขา จังหวัดเชียงราย จัดแสดงเดือนละรอบ ทุกเสาร์สัปดาห์ที่สองของเดือน ในระหว่างเดือนมิถุนายน ๒๕๕๑ -เดือนเมษายน ๒๕๕๒ บริเวณศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาจังหวัดเชียงราย ตำบลป่าซาง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม จองบัตรชมการแสดง หรือติดต่อการจัดการแสดงรอบพิเศษสำหรับหมู่คณะได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานภาคเหนือเขต ๒  เลขที่ ๔๔๘/๑๖ ถนนสิงหไคล อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย  โทรศัพท์ ๐ ๕๓๗๑ ๗๔๓๓ และ ๐ ๕๓๗๔ ๔๖๗๔ -๕  หรือศูนย์สงเคราะห์ชาวเขาจังหวัดเชียงราย ดำบลป่าซาง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย โทรศัพท์ ๐ ๕๓๖๖ ๐๓๖๐ 

แสง เสียง สัญจรพระนครศรีอยุธยา จัดแสดงในระหว่างเดือนสิงหาคม ๒๕๕๑ ถึงเดือนเมษายน ๒๕๕๒ บริเวณอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม จองบัตรชมการแสดง หรือติดต่อการจัดการแสดงรอบพิเศษสำหรับหมู่คณะได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคกลาง เขต ๖  โทรศัพท์ ๐ ๓๕๒๔ ๖๐๗๖-

ศิวะราตรีแห่งศรีพฤทเธศวร จังหวัดศรีสะเกษ จัดขึ้นในบริเวณปราสาทสระกำแพงใหญ่ อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ  จองบัตรชมการแสดง หรือติดต่อการจัดการแสดงรอบพิเศษสำหรับหมู่คณะได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือเขต ๒  อุบลราชธานี โทรศัพท์ ๐ ๔๕๒๔ ๓๗๗๐ ๐ ๔๕๖๓ ๘๓๒๒ หรือที่ สำนักศึกษาธิการอำเภออุทุมพรพิสัย โทรศัพท์ ๐ ๔๕๖๙ ๑๖๐๘  และสำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลกำแพง โทรศัพท์ ๐ ๔๕๖๓ ๘๒๘๖

ราตรีแห่งวัดอรุณ  กรุงเทพมหานคร จัดแสดงทุกวันในระหว่างเดือนกันยายน ๒๕๕๑ ถึงเดือนเมษายน ๒๕๕๒ บริเวณวัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ งานพัฒนากิจกรรม กองสร้างสรรค์กิจกรรม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โทรศัพท์  ๐ ๒๒๕๐ ๕๕๐๐ ต่อ  ๓๔๖๐


วัฒนธรรมเรืองรอง บ้านหนองขาว จังหวัดกาญจนบุรี จัดแสดงเดือนละรอบ ทุกเสาร์สัปดาห์สุดท้ายของเดือน ในระหว่างเดือนกันยายน ๒๕๕๑ ถึงเดือนเมษายน ๒๕๕๒ บริเวณหมู่บ้านหนองขาว ตำบลหนองขาว อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม จองบัตรชมการแสดง หรือติดต่อการจัดการแสดงรอบพิเศษสำหรับหมู่คณะ ได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคกลาง เขต ๑  ถนนแสงชูโต ตำบลบ้านเหนือ อำเภอเมือง ฯ จังหวัดกาญจนบุรี โทรศัพท์  ๐ ๓๔๕๑ ๑๒๐๐ ๐ ๓๔๕๑ ๒๕๐๐ หรือที่ชมรมการท่องเที่ยวบ้านหนองขาว โทรศัพท์ ๐๘ ๑๒๙๑ ๐๓๘๕ ๐๘ ๑๓๘๔ ๔๘๖๕