Friday, June 7, 2019

อรินทร์-อรัญ.....เสือดาวที่ไร้แม่



          คมฉาน ตะวันฉาย...เรื่อง ศูนย์เพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง...ภาพ

           วันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๖๒  เจ้าหน้าที่ด่านตรวจสัตว์ป่า สนามบินสุวรรณภูมิ ตรวจจับลูกเสือดาว อายุราว ๑ เดือนตัวหนึ่ง และ ๒ อาทิตย์ตัวหนึ่ง  พร้อมด้วยลูกนาก ลิงมาโมเสท รวมทั้งสัตว์ชนิดอื่น ๆ ถูกซ่อนในกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่อำพรางผ่านด่านตรวจเพื่อออกนอกประเทศ

            อรินทร์” และ “อรัญ”  ลูกเสือดาววัยอ่อนทั้งสอง  ถูกนำส่งมายังกลุ่มงานดูแลสุขภาพสัตว์ป่า  กรมอุทยานแห่งชาติ  สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่ออนุบาลให้แข็งแรงเป็นเวลา ๒ สัปดาห์  ๑๓ เมษายน ๒๕๖๒   ถึงถูกส่งต่อให้ศูนย์เพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งเป็นผู้ดูแลต่อไป


          นักวิจัยด้านสัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ  สัตว์ป่า  และพันธุ์พืช   ระบุว่าจากการสำรวจในผืนป่าตะวันตก   พบเสือโคร่งราว  ๘๐-๙๐ ตัว  (คาดว่าจะราว ๑๕๐ ตัวจากทั่วประเทศ)   เสือดาว ๑๐๐-๑๓๐ตัว    ซึ่งในจำนวนนี้เป็นเสือดำเพียง ๑๕ ตัวเท่านั้น   แม้มีการพบเห็นเสือดาวในป่าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานหลายครั้ง   แต่ไม่ได้หมายความว่าเสือดาวมีมาก  หากแต่ยังมีจำนวนน้อยและมีแนวโน้มว่าใกล้สูญพันธุ์   สถานภาพในธรรมชาติ IUCN   ยังอยู่ในบัญชี ๑ และเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.๒๕๓๕  



          เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า อรินทร์” และ “อรัญ”  รวมทั้งสัตว์อื่น ๆ ที่ตรวจจับได้ ว่าน่าจะเป็นเสือที่มาจากแหล่งของเอกชน อาจจะในฟาร์มที่ลักลอบเลี้ยง   ในวัยขนาด เดือนและ อาทิตย์ ลูกเสือดาวสองตัวนี้จะถูกแม่ดูแลให้นมอย่างใกล้ชิด เสือดาวจะโตเต็มวัยเมื่ออายุ ๑.๕ ปี   หลังจากนั้นก็จะแยกมาจากแม่ออกมาหากินตามลำพังตัวเดียว โดยเสือดาวจะมีอายุขัย ๑๐-๑๕ ปี  (อายุประมาณเดียวกับแมว)



          อรินทร์” และ “อรัญ” ในศูนย์เพาะเลี้ยงสัตว์ป่าห้วยขาแข้ง  แม้จะห่างจากการดูแลของแม่เสือ   แต่เจ้าหน้าที่ก็ให้การดูแลอย่างดี โดยเริ่มแรกให้นมสำหรับเสือโดยเฉพาะ และเริ่มให้เนื้อสัตว์มาเมื่อไม่นานนี้ โดยให้เป็นเนื้อวัว หมู และไก่สับสามมื้อต่อวัน มื้อละ ๑๕๐ กรัมต่อตัว

          สองเสือดาวตัวน้อยซุกซนไปตามประสาเหมือนแมว ทั้งชอบประจบ ชอบเคลียคลอ และชอบเล่นกัน ชอบเข้าไปซุกนอนตามซอกแคบ กล่องทั้งหลาย และชอบตะกุย เจ้าหน้าที่ต้องเอาสองเสือดาวน้อย ออกไปให้หัดปีนต้นไม้ซึ่งเป็นที่ถูกใจของสองเด็กน้อยมาก



            สิ่งที่ทางศูนย์คิดเตรียมการไว้สำหรับสองเสือน้อยนี้ก็คือ กรงขนาดใหญ่ ๘๐ คูณ ๘๐เมตร ที่มีต้นไม้อยู่ภายใน ให้สองเสือดาวนี้ได้เติบโตภายในสภาพพื้นที่ใกล้เคียงป่าให้มากที่สุด อย่างน้อยภายในอายุไม่กี่ปี  ต้องพรากจากแม่แต่ยังวัยอ่อน สิ่งเหล่านี้จะพอชดเชยได้บ้าง ศูนย์เพาะเลี้ยงฯ ห้วยขาแข้งมีพื้นที่ แต่ต้องรองบประมาณในการสร้างกรง วันนี้เสือดาวกำพร้ากำลังโตวันโตคืน ภายใต้การเลี้ยงดูเอาใจใส่จากเจ้าหน้าที่ศูนย์เพาะเลี้ยงได้เป็นอย่างดี



            ศูนย์เพาะเลี้ยงสัตว์ป่าห้วยขาแข้ง   ไม่เพียงแต่เลี้ยงดูลูกเสือดาวสองตัวนี้เท่านั้น   หากแต่ยังมีภาระหน้าที่ในการเลี้ยงดูสัตว์ของกลางอื่น ๆ  ทั้งเลียงผา  หมี เสือโคร่ง เก้งหม้อ ฯลฯ บางตัวบาดเจ็บมาและ ถูกทำการรักษา ก่อนจะถูกส่งมาให้เจ้าหน้าที่เลี้ยงดู ส่วนจะจัดการอย่างไรต่อไปขึ้นอยู่กับนโยบายของผู้บริหาร หรือตราบอายุขัยของสัตว์นั้น ๆ    แต่ภายใต้การดูแลของศูนย์เพาะเลี้ยง  สัตว์เหล่านี้จะมีความปลอดภัยและได้กินอาหาร นอกนั้นศูนย์เพาะเลี้ยงฯยังมีหน้าที่เพาะเลี้ยงสัตว์ตามภาระหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมาย เพื่อขยายและเพิ่มปริมาณในพื้นที่ป่าธรรมชาติ  เนื่องจากป่าไม้ต้องมีสัตว์ป่าจึงจะเป็นป่าที่สมบูรณ์



            ผู้สนใจสามารถเข้าไปเยี่ยมชมสัตว์ป่าในศูนย์เพาะเลี้ยงและขยายพันธุสัตว์ป่าห้วยขาแข้งได้  ภายในบริเวณของศูนย์ที่มีบรรยากาศร่มรื่น ภายใต้กฎระเบียบของทางศูนย์ ซึ่งจะมีประวัติที่มาของสัตว์แต่ละตัวว่ามาอย่างไร บางตัวมาในสภาพที่เจียนอยู่เจียนตาย บางตัวถูกทำร้ายจนหวาดระแวงมนุษย์ อยากให้ได้ไปเห็นสัตว์เหล่านั้น  และเห็นการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่ดูแลสัตว์เหล่านี้

       ท่านผู้อ่านสามารถร่วมดูแลสองเสือดาวกำพร้า รวมทั้งสัตว์อื่นในศูนย์เพาะเลี้ยงต่าง ๆ ได้ โดยร่วมบริจาคได้ที่ โครงการพ่อแม่อุปถัมภ์สัตว์ป่าในสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า  ธนาคารกรุงไทย  เลขที่บัญชี ๙๘๐-๒-๑๖๕๓๗-๙

            เราให้ได้มากกว่าแค่คำว่าน่าสงสาร...
                                                 


Thursday, May 23, 2019

สี่สระศักดิ์สิทธิ์เมืองสุพรรณฯ บนเส้นทางสื่อมวลชนสัญจรกรมศิลป์


 
 สระเกษ


ภาคภูมิ น้อยวัฒน์...เรื่องและภาพ
ตีพิมพ์ครั้งแรกในอนุสาร อ.ส.ท. ฉบับเดือนมิถุนายน ๒๕๖๒

ในบรรดาแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ทั่วประเทศที่ใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก นับตั้งแต่อดีตมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน คงไม่มีแห่งใดที่มีประวัติความเป็นมาเก่าแก่เท่ากับสระศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ของเมืองสุพรรณบุรี อันได้แก่สระแก้ว สระคา สระยมนา และสระเกต เนื่องจากเป็นสระศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่ครั้งอดีตกาล ย้อนหลังไปได้นานกว่าพันปี ปรากฏเรื่องราวในพระราชหัตถเลขาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินยัง เมืองสุพรรณบุรี เมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๕๑ ที่ทรงเล่าพระราชทานไปยังสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารถึงความเป็นมาไว้ดังนี้

 สระคา
 สระแก้ว
 สระยมนา

 “...ที่นี่น่าจะเปนเทวสถานฤาวัดพราหมณ์ที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งมาแต่สุพรรณเก่า จึงได้ใช้น้ำนี้เปนน้ำอภิเศกสืบมาแต่โบราณ ก่อนพรพุทธสาศนามาประดิษฐานในประเทศแถบนี้ มีเรื่องที่เกี่ยวถึงหลายเรื่อง เช่นพรเจ้าประทุมสุริวงษ์ เปนเจ้าที่เกิดในดอกบัว ฤามาแต่ประเทศอินเดีย อันเปนเจ้าแผ่นดินที่ ๑ ฤาที่ ๒ ในวงษ์พรอินทร์ที่ครองกรุงอินทปัถพรนครหลวงเจ้าของพรนครวัด ก่อนพุทธสาศนากาลจะราชาภิเศกต้องให้มาตักน้ำสี่สระนี้ไป แลในการพรราชาพิธีอภิเศกต่างๆต้องใช้น้ำสี่สระนี้ พรเจ้าสินธพอมรินทรพรยาแกรกราชาภิเศก  กรุงละโว้ ประมาณ ๑๔๐๐ ปีก็ว่าใช้น้ำสี่สระนี้ราชาภิเศก พรเจ้าอรุณมหาราชกรุงศุโขทัยจะทำการราชาภิเศกก็ต้องลงมาตีเมืองเหล่านี้ให้อยู่ในอำนาจ แล้วจึงตักน้ำไปราชาภิเศก จึงเปนธรรมเนียมเจ้าแผ่นดินสยามทุกพระองค์ สรงมุรธาภิเศกแรกเสวยราชแลตลอดมาด้วยน้ำสี่สระนี้ มีเลขประจำเฝ้าสระรักษาอย่างกวดขัน เพราะเหตุที่มีเจ้าแผ่นดินเมืองใกล้เคียงมาลักตักน้ำไปกระทำอภิเศก จนกระทั่งเมื่อเร็วๆนี้พรเจ้ากาวิโลรสเปนพรเจ้าขึ้นใหม่ๆ ได้ให้มาลักน้ำสี่สระนี้ขึ้นไปทำอภิเศกเปนข้อหนึ่งในคำที่ต้องหาว่าเปนขบถ

ลัทธิที่ถือน้ำสระเปนน้ำอภิเษกนี้ ปรากฏชัดว่าเปนตำราพราหมณ์ เช่นกับมหาภาระตะอรชุณต้องไปเที่ยวปราบปรามเมืองทั้งปวง แลสรงน้ำในสระที่เมืองนั้นห้ามหวงตลอดจนถึงสระในป่าพรหิมพานต์เปน ๖๔,๖๕ สระ จึงได้มาทำอัศวเมศ ซึ่งเปนพิธีสำหรับเปนจักรพรรดิ...”

 ศาลเทพารักษ์ประจำสระศักดิ์สิทธิ์

 เทวรูปเทพารักษ์

ยังมีตำนานเล่าถึงสระศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ว่าครั้งหนึ่งมีเจ้าผู้ครองนครองค์หนึ่ง มีพระธิดา ๔ พระองค์ พระนามว่า “แก้ว” “คา” “ยมนา” และ “เกษ” สามพระองค์แรกทรงมีพระสวามีเป็นมนุษย์ธรรมดา แต่พระธิดาองค์สุดท้องทรงมีพระสวามีเป็นพญาลิงเผือก

เจ้าเมืองเมื่อชราภาพลงคิดจะยกราชสมบัติให้กับราชบุตรเขยครองแทน จึงรับสั่งให้พระธิดาทั้งสี่แข่งขันกันขุดสระน้ำให้เสร็จภายใน ๗ วัน ผู้ใดขุดสระได้ใหญ่ที่สุดจะให้พระสวามีของพระธิดาองค์นั้นขึ้นครองราชสมบัติ

พระธิดาสามองค์แรกช่วยกันขุดสระโดยมีพระสวามีช่วยในขณะที่ธิดาองค์สุดท้องต้องขุดสระเองเพียงลำพัง มิหนำซ้ำยังถูกพี่สาวทั้งสามกลั่นแกล้งนำดินมาถมในสระที่ขุดไว้อีก จนกระทั่งคืนสุดท้าย พระธิดาเกษอ้อนวอนขอให้พระสวามีช่วยเหลือ พญาลิงเผือกจึงพาพลพรรคลิงมาช่วยขุดจนได้สระน้ำขนาดใหญ่กว่าของพระธิดาผู้พี่ทั้งสาม ทั้งยังทำเกาะกลางน้ำปลูกต้นเกตไว้เป็นสัญลักษณ์ด้วย

เช้าวันรุ่งขึ้นปรากฏว่าเจ้าผู้ครองนครเสด็จสวรรคตไปก่อน เหล่าเสนาบดีอำมาตย์พิจารณากันแล้วเห็นว่าสระของพระธิดาเกษกับพญาลิงเผือกใหญ่กว่าของคู่อื่น จึงลงมติถวายราชสมบัติให้ครองแทน พระธิดาองค์พี่ทั้งสามและพระสวามีไม่พอใจคำตัดสิน จึงขโมยพระขรรค์ศักดิ์สิทธิ์หนีไป พญาลิงเผือกติดตามไปทันกันที่ริมสระเกษ เหล่าพระธิดาองค์พี่เห็นจวนตัวหนีไม่ทัน จึงขว้างพระขรรค์ลงสระ บังเอิญถูกต้นเกตขาดสะบั้น ส่วนพระขรรค์จมหายไปในสระ นับแต่นั้นมาน้ำในสระดังกล่าวจึงกลายเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ เนื่องจากมีพระขรรค์วิเศษอยู่ภายในสระนั่นเอง

 แผนผังสระศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่

สระศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ตั้งอยู่ที่บ้านท่าเสด็จ ตำบลสระแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ห่างจากตัวเมืองสุพรรณบุรี มาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ ๑๘ กิโลเมตร ใกล้กับลำน้ำท่าว้า (แม่น้ำสุพรรณบุรีสายเก่า)  ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำคัญของชาติตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๘ กำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๘ มีพื้นที่โบราณสถานประมาณ ๔๕ ไร่ ๗๐ ตารางวา โดยตัวสระแก้วกว้าง ๗๕ เมตร ยาว ๑๐๒เมตร สระคากว้าง ๔๘ เมตร ยาว ๖๗ เมตร สระยมนา กว้าง ๕๐ เมตร ยาว ๗๕ เมตร และสระเกษ กว้าง ๗๖ เมตร ยาว ๑๔๔ เมตร

 ช่วงปีพ.ศ. ๒๕๑๓-๒๕๑๔ กรมศิลปากรได้ดำเนินการขุดลอกสระศักดิ์สิทธิ์มาแล้วครั้งหนึ่งและปลูกต้นไม้เพิ่มเติมกว่า ๘๐๐ ต้น ล่าสุดในปี พ.ศ.๒๕๔๙ จังหวัดสุพรรณบุรีร่วมกับสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี กรมศิลปากร ดำเนินการอนุรักษ์และพัฒนาโบราณสถานแห่งนี้ขึ้นอีกครั้ง โดยทำการขุดลอกสระทั้งหมดแล้วปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์ให้งดงาม ก่อนโอนให้กับเทศบาลตำบลท่าเสด็จเป็นผู้ดูแลรักษาดังที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระเจ้าอยู่หัวในอดีตที่ผ่านมาใช้น้ำแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์เพียงน้ำจากสี่สระศักดิ์สิทธิ์เมืองสุพรรณ น้ำเบญจสุทธิคงคาทั้งห้า  และน้ำจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ทั่วประเทศอีกประมาณไม่เกิน ๒๐ แห่งเท่านั้น แต่ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ ๑๐  เป็นครั้งแรกที่มีการใช้น้ำจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ทั่วประเทศ ๗๗ จังหวัด รวม ๑๐๘ แหล่งน้ำ เพื่อแสดงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนจากทุกจังหวัดทั่วประเทศ

น้ำจากสระศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ของสุพรรณบุรีจะถูกนำไปรวมกับน้ำที่ตักจากแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ ๕ สาย (เบญจสุทธิคงคา) คือ แม่น้ำบางปะกงจากบึงพระอาจารย์ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก  แม่น้ำป่าสักจากบริเวณบ้านท่าราบ อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี แม่น้ำเจ้าพระยาจากปากคลองบางแก้ว อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง แม่น้ำราชบุรีจากสามแยกคลองหน้าวัดดาวดึงษ์ อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม และแม่น้ำเพชรบุรีจากบริเวณท่าน้ำวัดท่าไชยศิริ อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี เพื่อใช้เป็น “น้ำสรงมุรธาภิเษก” อันหมายถึงน้ำพระพุทธมนต์และเทพมนตร์สำหรับถวายพระมหากษัตริย์เพื่อสรงในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดย “น้ำสรงมุรธาภิเษก” จะใช้รดเหนือพระเศียรลงมา ส่วน “น้ำอภิเษก”เป็นน้ำที่ใช้รดพระวรกาย

สระศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ของสุพรรณบุรีถูกจัดเป็นหนึ่งในแหล่งโบราณคดีบนเส้นทางของการทัศนศึกษาโครงการสื่อมวลชนสัญจร ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลพบุรี และสุพรรณบุรี ของกรมศิลปากร โดยนายอรุณศักดิ์ กิ่งมณี รองอธิบดีกรมศิลปากร พร้อมคณะสื่อมวลชนร่วมเดินทางศึกษาดูงานการดำเนินงานอนุรักษ์แหล่งโบราณคดี โบราณสถานที่กรมศิลปากรดูแลและมีส่วนร่วม ระหว่างวันที่ ๑๕ ๑๖ มีนาคม ๒๕๖๒ ที่ผ่านมา

 พลับพลาตรีมุข
 พระนารายณ์ราชนิเวศน์
 นิทรรศการพิเศษ ๑๕๐ ปี ไทย-อิตาลี
 พิธีเปิดงานฉลอง ๑๕๐ ปี ความสัมพันธ์ ไทย-อิตาลี

โดยในวันแรกเข้าชมการบูรณปฏิสังขรณ์พลับพลาตรีมุข ภายในพระราชวังหลวงแห่งกรุงศรีอยุธยา ก่อนเดินทางไปยังลพบุรี เยี่ยมชมนิทรรศการพิเศษ เรื่อง ๑๕๐ ปี ความสัมพันธ์ไทย – อิตาลี ภายใต้โครงการความร่วมมือทางวิชาการโบราณคดีและความรู้ใหม่จากการศึกษาวิจัยแหล่งโบราณคดีในลุ่มแม่น้ำลพบุรี และร่วมพิธีเปิดงานเฉลิมฉลอง ๑๕๐ ปี ความสัมพันธ์ไทย – อิตาลี ภายใต้โครงการความร่วมมือทางวิชาการโบราณคดี ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ จังหวัดลพบุรี

 หลุมขุดค้นโคกพุทรา

ส่วนวันที่สองเป็นการเยี่ยมชมหลุมขุดทดสอบทางโบราณคดีโคกพุทราเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของการเป็นแหล่งโบราณคดี อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี โครงการโบราณคดีพื้นที่ลพบุรี (LOPBURI REGIONAL ARCHAEOLOGICAL PROJECT – LoRAP) การดำเนินงานทางโบราณคดี ณ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ สุพรรณบุรี ก่อนจะแวะเยี่ยมชมสระศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ของสุพรรณบุรีเป็นรายการสุดท้าย

 
 นายอรุณศักดิ์ กิ่งมณี รองอธิบดีกรมศิลปากร พร้อมคณะสื่อมวลชนร่วมถ่ายภาพหมู่ที่ระลึก ณ วัดมหาธาตุ สุพรรณบุรี

Sunday, April 28, 2019

“เขาระกำ” ศูนย์เรียนรู้การท่องเที่ยวเชิงเกษตรภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง



ภาคภูมิ น้อยวัฒน์...เรื่องและภาพ
ตีพิมพ์ครั้งแรกในอนุสาร อ.ส.ท. ฉบับเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๒ 

            พื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลจำนวน ๑,๑๘๕ ไร่ งดงามด้วยทิวทัศน์เนินเขาน้อยใหญ่ที่เขียวชอุ่มด้วยแมกไม้บึงน้ำกว้าง ทั้งยังประดับประดาด้วยไม้ดอกไม้ประดับสะพรั่งบานละลานตา หากไม่มีใครบอกคงไม่มีทางรู้ว่า เป็นอาณาบริเวณของเรือนจำชั่วคราวเขาระกำ เนื่องจากได้รับการพัฒนาให้เป็นศูนย์เรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เรือนจำชั่วคราวเขาระกำ


“ที่ศูนย์เรียนรู้ฯ แห่งนี้ ดำเนินงานตามโครงการกำลังใจในพระดำริของพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิตติยาภา พระองค์ท่านได้ทรงนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ มาใช้ เพื่อให้ผู้ต้องขังในเรือนจำที่นี่ได้เรียนรู้หลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แล้วนำมาปรับใช้ในชีวิตของตัวเอง จนกว่าจะพ้นโทษไปจากเรือนจำ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๓ พระองค์ท่านยังเสด็จมาเป็นองค์ประธานเปิดโครงการกำลังใจรุ่นที่ ๑ ภายในปีเดียวกันด้วย ...เดือนมีนาคม ปี ๒๕๖๐ ทรงมีดำริให้ตรงนี้เป็นศูนย์ท่องเที่ยวเชิงเกษตรเขาระกำจังหวัดตราด ให้เป็นซิกเนเจอร์ของเขาระกำ เป็นสถานที่ท่องเที่ยว...นายเอนก ทองลอย ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดตราดเปิดเผยถึงประวัติความเป็นมา


ภายในศูนย์เรียนรู้ ฯ ได้นำ “ศาสตร์พระราชา” มาปรับใช้อย่างเหมาะสม เช่นการสร้างฝายชะลอน้ำ ๑๙ ชั้น ความยาว ๑,๓๐๐ เมตร เนื่องจากภายในศูนย์เรียนรู้ ฯ เป็นที่สูง เมื่อฝนตกน้ำไหลเร็วและแรง การสร้างฝายชะลอน้ำช่วยให้สามารถกระจายน้ำลงไปตามพื้นที่ต่าง ๆ ในเขาระกำ สำหรับใช้ในการเกษตร โดยไม่ต้องใช้มอเตอร์ปั๊มน้ำจากอ่างเก็บน้ำขึ้นมา อันจะเป็นการสิ้นเปลืองพลังงาน รวมทั้งมีการสร้างแก้มลิงสำหรับกักเก็บน้ำโดยนำยางรถยนต์ที่ใช้แล้วจากในจังหวัดตราดมาใช้ เป็นการนำวัสดุเหลือใช้มารีไซเคิลอย่างมีประสิทธิภาพ


ในบริเวณพื้นที่อันกว้างขวางมีการจัดสรรที่ดินอย่างเป็นสัดส่วน  แบ่งเป็นที่ตั้งของที่ทำการเรือนจำ อาคารทรงงานภาคสนาม อาคารนิทรรศการที่จัดแสดงพระราชกรณียกิจและพระกรณียกิจของพระบรมวงศานุวงศ์ในจังหวัดตราดและหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นอกจากนั้นจัดเป็นพื้นที่สำหรับการฝึกอาชีพต่าง ๆ  แปลงปลูกป่า แปลงปลูกผักปลอดสารพิษ แปลงเลี้ยงปศุสัตว์ บ่อเลี้ยงปลา การเลี้ยงผึ้งชันโรง 


รวมทั้งฝึกวิชาชีพอีกหลากหลายให้กับผู้ต้องขัง โดยวิทยากรจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่ร่วมสนองพระดำริ เช่น สอนทำขนมวากาชิ โดยวิทยากรโครงการกำลังใจในพระดำริฯ การส่งเสริมการปลูกหม่อนผลและหม่อนใบ นำผลผลิตมาแปรรูปไปจำหน่าย และนำเงินปันผลมาให้กับผู้ต้องขังโดยวิทยากรจากกรมหม่อนไหม การสอนทำบัญชีครัวเรือนและบัญชีต้นทุน  งานปั้นปูน ปั้นดิน งานแฮนด์เมด



  บนเนินถัดลงมาจากอาคารทรงงานและสะพานกำลังใจจัดสร้างเป็นร้านคอฟฟี่ช็อป Inspire By Princess ตั้งอยู่บนจุดที่สามารถชมทิวทัศน์ได้รอบเกือบจำหน่ายกาแฟ จำหน่ายอาหารหลายชนิด เช่น สเต็ก ก๋วยเตี๋ยวหมูเลียง เครื่องดื่มต่าง ๆ  เปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังที่ใกล้พ้นโทษเข้ามาฝึกอาชีพ เป็นผู้จัดการร้านค้า เป็นพนักงานบริการ เพื่อเตรียมความพร้อมในการพัฒนาเป็นอาชีพเมื่อพ้นโทษออกไป  ในร้านยังเป็นศูนย์จำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปจากฝีมือผู้ต้องขังด้วย 

 “เกณฑ์การคัดเลือกผู้ต้องขังเข้ามาร่วมโครงการกำลังใจฯ ต้องเป็นผู้ต้องขังชั้นดีขึ้นไป จำโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๔ ของกำหนดโทษ เหลือโทษจำต่อไปไม่เกิน ๕ ปี  เข้าข่ายพักการลงโทษ ที่เหลือโทษจำต่อไปไม่เกิน ๕ ปี จากเรือนจำภาคตะวันออก จันทบุรี ระยอง จันท์ ตราด สระแก้ว ปราจีนฯ คัดจำแนกมาไว้ตรงนี้   อบรมเรื่องการใช้ชีวิตของตัวเอง การดำเนินชีวิตแบบมีสติโดยใช้ศาสตร์พระราชามาสอน  ๕ เดือนปล่อยเลย...

อยากขอฝากพี่น้องประชาชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำท้องถิ่นท้องที่ เวลาพวกเขาออกไป ให้เขามีที่ยืนในสังคม ช่วยกันประคับประคองให้เขาอยู่ได้ อย่าไปซ้ำเติมว่าเขาเป็นคนขี้คุกขี้ตาราง เราต้องพยายามให้กำลังใจเขา การให้โอกาสคนเป็นสิ่งที่ดีที่สุด... แล้วก็ฝากผู้ประกอบการทั้งหลาย ลองให้โอกาสผู้ก้าวข้าม ลองให้โอกาสเขากลับตัวกลับใจมาใช้ชีวิตอยู่ข้างนอก ช่วยกันประคับประคองให้กำลังใจเขา เหมือนกับที่พระองค์ภาฯ ทรงให้กำลังใจพสกนิกรของท่าน” ผู้บัญชาการเรือนจำกล่าวทิ้งท้าย


ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง เรือนจำชั่วคราวเขาระกำ หมู่ ๕ ถนนสุขุมวิท ตำบลเขาสมิง อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด  เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐-๑๕.๐๐ นาฬิกา โทรศัพท์ ๐๘ ๗๑๓๕ ๘๗๘๗  
การเดินทาง จากตัวเมืองตราด ใช้ถนนถนนเทศบาล เข้าสู่ทางหลวงหมายเลข ๓ (ถนนสุขุมวิท) ประมาณ ๘ กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนทางไปวัดสวนใน ตรงไปอีกประมาณ ๒ กิโลเมตร ศูนย์เรียนรู้ฯ ตั้งอยู่ทางซ้ายมือ


Wednesday, January 9, 2019

“KWAN PHAYAO” Application มิติมหัศจรรย์ของการท่องเที่ยวเมืองพะเยา



“ภาคภูมิ น้อยวัฒน์” ...รายงาน
ตีพิมพ์ครั้งแรกในอนุสาร อ.ส.ท. ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๒

จังหวัดพะเยาร่วมกับสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพะเยา จัดกิจกรรมทัศนศึกษาทดสอบแอพพลิเคชันที่สร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ในชื่อว่า “KWAN PHAYAO” (กว๊านพะเยา) ภายใต้โครงการพัฒนากว๊านพะเยาอย่างยั่งยืน ตามนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีไทยของรัฐบาล ซึ่งแอพพลิเคชันใหม่นี้จะนำพานักท่องเที่ยวไปพบกับอีกมิติหนึ่งของการเดินทางท่องเที่ยวในบริเวณกว๊านพะเยาที่ไม่เคยมีใครได้สัมผัสมาก่อน 



 ความโดดเด่นของแอพพลิเคชัน “KWAN PHAYAO” อยู่ที่การใช้เทคโนโลยี AR   Augmented Reality Technology  ที่สามารถผสมผสานระหว่างโลกความเป็นจริงกับโลกเสมือนจริงที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเข้าด้วยกัน ผ่านซอฟต์แวร์และอุปกรณ์เชื่อมต่อต่าง ๆ  กลายเป็นภาพคู่ขนานบนโลกเสมือน (virtual world) ที่จะบอกเล่าเรื่องราวของกว๊านพะเยาและชุมชนโดยรอบให้นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสได้ด้วยตนเองในสถานที่จริง


 ในแอพพลิเคชันได้แบ่งแหล่งท่องเที่ยวในกว๊านพะเยาเป็น ๔ ประเภท ได้แก่ แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ  นำเสนอความงดงามของทุ่งดอกบัวสายสีสวยที่สะพรั่งบาน นก และปลาชนิดต่าง ๆ ที่อาศัยในกว๊านพะเยาตามธรรมชาติ แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ นำเสนอโบราณสถานในกว๊านพะเยาและเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง เช่น ประวัติความเป็นมาของหลวงพ่อศิลา พระพุทธรูปหินทรายประธานที่วัดติโลกอาราม แหล่งท่องเที่ยวทางศิลปวัฒนธรรมประเพณี นำเสนอกิจกรรมที่น่าสนใจ เช่น การเวียนเทียนกลางน้ำในวันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา และวันอาสาฬหบูชา ที่วัดติโลกอาราม ซึ่งมีเอกลักษณ์ต่างจากวัดอื่น ๆ ตรงเวียนเทียนด้วยการนั่งอยู่บนเรือที่แจวไปรอบ ๆ ลานพระธาตุ เหนือตัววัดเดิมที่จมอยู่ใต้ผืนน้ำกว๊านพะเยา และแหล่งท่องเที่ยวตามเรื่องเล่าตำนาน นำเสนอเกี่ยวกับความเชื่อของท้องถิ่น ที่ว่ามีพญานาคอาศัยอยู่ในกว๊านพะเยา และประวัติความเป็นมาของพระเจ้าตนหลวง เป็นต้น


 คณะสื่อมวลชนได้ล่องเรือเพื่อทำทดสอบใช้งานแอพพลิเคชันในบริเวณกว๊านพะเยา ด้วยการดาวน์โหลดแอพพลิเคชันลงในสมาร์ตโฟนแล้วนำไปใช้จริง แอพพลิเคชันสามารถลงทะเบียนสมัครเข้าเป็นสมาชิกกว๊านพะเยา Society เพื่อโพสต์ภาพสถานที่ท่องเที่ยว รีวิว  และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวของพะเยา หรือจะใช้งานโดยไม่ต้องสมัครสมาชิกก็ได้

เมื่อเรือไปถึงแหล่งท่องเที่ยวซึ่งมีสัญลักษณ์ธงสีชมพู แล้วเข้าไปในแอพพลิเคชัน จะปรากฏภาพจำลองของสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ สถาปัตยกรรม และเรื่องราวตำนานความเชื่อ ในรูปแบบภาพเสมือนจริง ตั้งอยู่บนสถานที่จริงให้เห็น


ความน่าตื่นตาตื่นอยู่ตรงที่ภาพสามมิติถูกเชื่อมโยงเข้ากับสถานที่จริงด้วยดาวเทียมจีพีเอส เมื่อเรือเคลื่อนที่ภาพที่ปรากฏจะเปลี่ยนมุมมองไปตามระยะที่ตั้งอยู่อย่างสมจริง   ในหัวข้อแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติจะปรากฏทุ่งดอกบัวสีสวยสะพรั่งบาน พร้อมด้วยนกบินขวักไขว่ และปลากระโจนขึ้นมาจากผิวน้ำ

ในหัวข้อแหล่งท่องเที่ยวตามเรื่องเล่าตำนาน บริเวณจุดที่ชาวบ้านเชื่อว่ามีพญานาคอาศัยอยู่จะปรากฏภาพของพญานาคขนาดใหญ่เลื้อยออกมา เหมือนกับได้เห็นตัวจริงอยู่ตรงหน้า แอพพลิเคชันยังมีลูกเล่นสำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ คือสามารถถ่ายภาพเซลฟี่คู่กับสถานที่ท่องเที่ยวเสมือนจริงในแอพพลิเคชันได้ด้วย


หลังการทดสอบในภาคสนาม นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร  ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยาได้เดินทางมาพบปะสื่อมวลชน พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ตัวแทนสื่อมวลชนได้ร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางในการพัฒนาการท่องเที่ยวจังหวัดพะเยาอย่างยั่งยืน ณ ห้องเบญจรงค์ โรงแรมพะเยาเกทเวย์  

 แอพพลิเคชัน “KWAN PHAYAOW” เปิดให้ดาวน์โหลดไปใช้งานฟรีได้แล้ว ตั้งแต่กลางเดือนมกราคม ๒๕๖๒ ที่ผ่านมา โดยสามารถใช้ได้กับสมาร์ตโฟนทั้งในระบบแอนดรอยด์ (Android) ซึ่งดาวน์โหลดได้จากGoogle Play และระบบ iOS  ซึ่งดาวน์โหลดได้จาก App Store