Monday, September 10, 2018

Suan Dusit Tourism Run 2018 : วิ่งรอบรั้ว ทัวร์รอบเมือง





มหาวิทยาลัยสวนดุสิต โดยโรงเรียนการท่องเที่ยวและการบริการ กำหนดจัดกิจกรรม Suan Dusit Tourism Run 2018 : วิ่งรอบรั้ว ทัวร์รอบเมือง ขึ้น  โดยพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา โปรดประทานถ้วยรางวัลชนะเลิศการแข่งขัน ในประเภทระยะทาง ๑๐ กิโลเมตร ชายและหญิง  และประเภทระยะทาง ๕  กิโลเมตร ชายและหญิง ในวันอาทิตย์ที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๑  อัตราค่าสมัครเข้าร่วมแข่งขัน สำหรับบุคลทั่วไป ๕๐๐ บาท

 วัตถุประสงค์เพื่อนำเงินรายได้มามอบเป็นทุนการศึกษา ให้กับนักศึกษาที่เรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ อีกทั้งรณรงค์การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ สนับสนุนวิถีไทย ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม และเสริมสร้างสุขภาพที่ดี พร้อมกับสร้างความสามัคคี ระหว่างคณาจารย์ นักศึกษาศิษย์เก่า

ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้เรียนรู้เส้นทางประวัติศาสตร์ และสถานที่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ๆ ตลอดเส้นทาง  เนื่องจากเส้นทางการวิ่งจะผ่านสถานที่สำคัญ แหล่งท่องเที่ยว และชุมชนต่าง ๆ ได้แก่ อาคารตึกใหญ่ (ตึกเขียว หรืออาคารสวนดุสิตโพล) ในมหาวิทยาลัยสวนดุสิต พระลานพระราชวังดุสิต  วังสวนกุหลาบ วังปารุสกวัน เรือนยอดบรมมังคลานุสรณีย์ ชุมชนเทเวศร์ และชุมชนบางลำพู



สนใจเข้าร่วมกิจกรรม 
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โรงเรียนการท่องเที่ยวและการบริการ 
โทรศัพท์ ๐ ๒๒๔๔ ๕๗๑๗   หรือ Facebook : Suan Dusit Tourism Run 2018




Monday, April 30, 2018

๕๘ ปี การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)


       


       ภาคภูมิ น้อยวัฒน์...เรื่อง อนุสาร อ.ส.ท....ภาพ
       ตีพิมพ์ครั้งแรกในอนุสาร อ.ส.ท. ฉบับเดือนเมษายน ๒๕๖๑ 

      การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดงานเฉลิมฉลองวันครบรอบสถาปนาองค์กร เมื่อวันจันทร์ที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๖๑ ที่ผ่านมา ซึ่งนับถึงปีนี้ก็เป็นเวลา ๕๘ ปีแล้วที่องค์กรแห่งนี้อยู่คู่กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยมาอย่างยาวนาน

องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (อ.ส.ท.) ก่อตั้งขึ้นจากวิสัยทัศน์อันยาวไกลของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรี ซึ่งเล็งเห็นถึงประโยชน์ของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอันจะมีผลดีต่อการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าต่อไป จึงดำริให้มีหน่วยงานส่งเสริมการท่องเที่ยวขึ้น เปิดสำนักงานครั้งแรกที่ถนนศรีอยุธยาเมื่อ วันที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๓ โดยพันเอกเฉลิมชัย จารุวัสตร์ เป็นผู้อำนวยการคนแรก พร้อมด้วยพนักงานเพียง ๑๔ คนเท่านั้น 

ในเดือนสิงหาคมปีเดียวกันก็ได้มีการจัดทำอนุสาร อ.ส.ท.นิตยสารท่องเที่ยวประจำองค์กรออกวางจำหน่าย ด้วยยอดพิมพ์สูงสุดในบรรดานิตยสารคือ ๑๐,๐๐๐ เล่ม เพื่อใช้เป็นสื่อในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยวในประเทศ ประเดิมผลงานในปีแรกเริ่มนี้ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวประเทศไทยจำนวน ๘๑,๓๔๐ คน และสร้างเงินรายได้เข้าประเทศ ๑๙๖ ล้านบาท

 องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้ทำหน้าที่สำรวจแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ ของประเทศออกเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักของทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศเป็นจำนวนมาก และยังได้สร้างสรรค์กิจกรรมงานประเพณีเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวขึ้นในภูมิภาคต่าง ๆ อีกไม่น้อย ซึ่งหลายงานได้กลายเป็นงานประเพณีที่จัดขึ้นเป็นประจำในระดับนานาชาติไปแล้วในปัจจุบัน เช่น  งานแสดงของช้างจังหวัดสุรินทร์ งานประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษาจังหวัดอุบลราชธานี เป็นต้น

ต่อมาเมื่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้ขยายตัวอย่างกว้างขวางรวดเร็ว จำเป็นต้องปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของ อ.ส.ท. ให้มีขอบเขตการปฏิบัติงานกว้างขวางยิ่งขึ้น ทั้งในด้านการสำรวจแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมด้านการท่องเที่ยว การอนุรักษ์ทรัพยากรทางการท่องเที่ยว และการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ในปี พ.ศ.๒๕๒๒ จึงได้มีการนำเสนอร่างพระราชบัญญัติการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เพื่อให้หน่วยงานการท่องเที่ยวของรัฐ มีอำนาจหน้าที่และรับผิดชอบในการพัฒนาส่งเสริมเผยแพร่ และ ดำเนินกิจการริเริ่มให้มีการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ตลอดจนคุ้มครองให้ความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวด้วย 

สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ผ่านร่างพระราชบัญญัติการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ เล่มที่ ๙๖ ตอนที่ ๗๒ วันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๒๒ ยกฐานะองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (อ.ส.ท.) จัดตั้งเป็นการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)  

ด้วยการทำงานอย่างเป็นระบบมากขึ้นประกอบกับทรัพยากรทางการท่องเที่ยวของประเทศไทยที่มีความหลากหลาย ทั้งทางด้านธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม  ในปี พ.ศ.๒๕๒๕ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยก็สร้างปรากฏการณ์เป็นรายได้หลักที่นำเงินตราต่างประเทศให้กับประเทศไทยอันดับ ๑ เป็นครั้งแรก

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๓๐ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยก็ได้ประกาศปีท่องเที่ยวประเทศไทย (Visit Thailand year) จนประสบความสำเร็จอย่างสูง มีนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยจำนวนมากถึง ๓,๔๘๒,๙๕๘ คน และสร้างเงินรายได้เข้าประเทศ ถึง๕๐,๐๒๔ ล้านบาท และในส่วนของนักท่องเที่ยวในประเทศก็ได้มีการรณรงค์โครงการ”ไทยเที่ยวไทย” ในปี ๒๕๓๘ จนเกิดการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศกันอย่างคึกคัก

นับตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๕๔๐  การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้หันมาประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยด้วยสโลแกน  Amazing Thailand  มหัศจรรย์เมืองไทย ด้วยสัญลักษณ์ลายไทยประยุกต์เป็นรูปดวงตาและคิ้ว ประสบความสำเร็จเป็นที่สนใจและจดจำของนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ ทำให้เกิดการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทยอย่างมาก อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเติบโตอย่างต่อเนื่อง

 แม้ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมือง ในปีพ.ศ. ๒๕๕๒  การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยยังคงจัดโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวต่อเนื่องโดยใช้ชื่อว่า Amazing Thailand, Amazing Value มหัศจรรย์ประเทศไทย มหัศจรรย์คุณค่า ในขณะเดียวกันในส่วนของการท่องเที่ยวในประเทศก็ได้มีการรณรงค์อย่างต่อเนื่องเช่นกันในสโลกแกนที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น “เที่ยวไทยให้ครบ พบไทยให้ทั่ว”เที่ยวเมืองไทย ไม่ไปไม่รู้ กอดเมืองไทย ให้หายเหนื่อย เที่ยวหัวใจใหม่ เมืองไทยยั่งยืน” 

จากการทำงานอย่างต่อเนื่องของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ทำให้ล่าสุดในปีพ.ศ. ๒๕๖๐ ที่ผ่านมาประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยสูงถึง ๓๔ ล้านคนเป็นครั้งแรก 

ปี ๒๕๖๑ นับจากนี้ “ปีท่องเที่ยววิถีไทย เก๋ไก๋อย่างยั่งยืน”จะเป็นแนวคิดหลักที่เป็นตัวขับเคลื่อนเพื่อเน้นย้ำให้การท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมหลักที่เกื้อกูลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม จิตวิทยาและการต่างประเทศ เป็นอุตสาหกรรมที่ต้องบูรณาการทุกภาคส่วน เพื่อนำพาประเทศไทย ไปสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ ที่เจริญเติบโตอย่างมีดุลยภาพบนพื้นฐานของความเป็นไทย เพื่อบรรลุวิสัยทัศน์ให้ประเทศไทยเป็นแหล่งคุณภาพชั้นนำของโลกที่แข็งแรงและยั่งยืน ตราบชั่วกาลนาน


Thursday, January 11, 2018

ผลการตัดสิน การประกวดภาพถ่ายมองผ่านเลนส์วัฒนธรรมไทย :The Ultimate Festival of Thailand


              การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับสมาคมถ่ายภาพกรุงเทพ จัดการประกวดภาพถ่ายในหัวข้อ  "มองผ่านเลนส์วัฒนธรรมไทย :The Ultimate Festival of Thailand"  โดยในวันอาทิตย์ที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร คณะกรรมการอันประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิด้านการถ่ายภาพ ได้แก่ นายวรนันท์ ชัชวาลทิพากร ศิลปินแห่งชาติ ปี ๒๕๕๒  ด้านทัศนศิลป์ (ภาพถ่าย) นายประสพ มัจฉาชีพ อุปนายกสมาคมถ่ายภาพกรุงเทพ  ศิลปินนักถ่ายภาพไทย ปี ๒๕๔๗ นายนพคุณ กุลสุจริต นายกสมาคมถ่ายภาพกรุงเทพ ศิลปินนักถ่ายภาพไทย ปี ๒๕๔๙ นายภาคภูมิ น้อยวัฒน์ บรรณาธิการฝ่ายภาพ อนุสาร อ.ส.ท. และนายวิสิฏฐ์ ธำรงหวัง เลขาธิการสมาคมถ่ายภาพกรุงเทพ ได้ร่วมกันตัดสินภาพถ่ายที่ส่งเข้ามาประกวดเป็นจำนวนเกือบหนึ่งพันภาพ  และในวันอังคารที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๖๐ ที่ผ่านมา นางสาวสุปราณี ป้องปัด ผู้อำนวยการฝ่ายบริการการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)  ให้เกียรติเป็นผู้มอบรางวัลให้กับผู้ชนะเลิศการประกวด ณ ลานกิจกรรมชั้น ๑ หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร 
                                               
                                             รางวัลประเภทประชาชนทั่วไป


รางวัลชนะเลิศ
 “โยนบัวรับบัว” อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ
นายอัครายชญ์ เพ็ชรอำไพ



รางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๑
 “ต้นดอกไม้ถวายเป็นพุทธบูชา” อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย
นายสัญชัย บัวทรง 


รางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๒ 
“ก่อกองทรายวันสงกรานต์” อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี
นายทวีศักดิ์ พุทธรักษา




รางวัลขวัญใจช่างภาพ “โคมไฟแห่งศรัทธา” อำเภอเมือง ฯ จังหวัดลำพูน 
นายพลฤทธิ์ ฐิติวริทธินันท์


รางวัลชมเชยอันดับ ๑ “สรงน้ำพระผ่านรางกระบอกไม้ไผ่” อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 
นายวิรัช สวัสดี

รางวัลชมเชยอันดับ ๒  “ประเพณีเวียนเทียน” อำเภอบางปู จังหวัดสมุทรปราการ 
นายวิรัตน์ไชย วันสามงาม

รางวัลชมเชยอันดับ ๓  “ริมโขง” อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย 
นายจามิกร ศรีคำ

รางวัลชมเชยอันดับ ๔ “นมัสการรอยพระบาท” อำเภอเขาคิชกูฏ จังหวัดจันทบุรี 
นายสัญชัย บัวทรง

รางวัลชมเชยอันดับ ๕ “สมาธิ” อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด 
นายประสบชัย จันดก

รางวัลชมเชยอันดับ ๖ “มหกรรมแข่งเสียงนกเขา” อำเภอเมือง ฯ จังหวัดนราธิวาส 
นายอาหามะ สารีมา

รางวัลชมเชยอันดับ ๗ “พลังศรัทธา ปักธงชัย” อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก 
นายเสกสรร เสาวรส

รางวัลชมเชยอันดับ ๘ “โยนบัวรับบัว” อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ   
นายอัครายชญ์ เพ็ชรอำไพ

รางวัลชมเชยอันดับ ๙ “อัญเชิญพระพุทธมหาธรรมราชา” อำเภอเมือง ฯ จังหวัดเพชรบูรณ์ 
นายจีรศักดิ์ ซุ่นไร้

รางวัลชมเชยอันดับ ๑๐ “ห่มผ้าพระเจดีย์ชัยมงคล” อำเภอเมือง ฯ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 
นายพิชญวัฒน์ ปรุงศักดิ์


                                                 รางวัลประเภทนิสิต นักศึกษา


รางวัลชนะเลิศ
 “มหัศจรรย์ปอยส่างลอง” อำเภอเมือง ฯ จังหวัดเชียงใหม่
นายราชัญ ปัญญา มหาวิทยาลัยแม่โจ้ 

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๑
  “ศรัทธา” กรุงเทพมหานคร
นายจิรวัชร สายวุฒินนท์ โรงเรียนมัธยมวัดนายโรง
 

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๒ 
 “ขบวนแห่” อำเภอเมือง ฯ จังหวัดยะลา 
นายณรงค์กร ขวัญดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัยสงขลา

 รางวัลขวัญใจช่างภาพ “เทศกาลช้างชาวกูย” อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ 
นางสาวมนต์สินี ไชยพิทักษ์กูล โรงเรียนอรรถมิตร


รางวัลชมเชยอันดับ ๑  “งานบวช” จังหวัดเลย 
นายธนวินท์ คงมหาพฤกษ์ โรงเรียนพาณิชยการภาษานุสรณ์

รางวัลชมเชยอันดับ ๒ “เวียนเทียน” จังหวัดเชียงใหม่ 
นายราชัญ ปัญญา มหาวิทยาลัยแม่โจ้  

รางวัลชมเชยอันดับ ๓   “บวชลูกแก้ว” จังหวัดเชียงใหม่ 
เด็กชายชนกันต์ ธนวงศ์อุดม โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย

รางวัลชมเชยอันดับ ๔  “งานบุญกฐิน” อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ 
เด็กชายชนกันต์ ธนวงศ์อุดม โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย

รางวัลชมเชยอันดับ ๕   “เข้าวัดทำบุญ” จังหวัดน่าน 
นายจิรวัชร สายวุฒินนท์ โรงเรียนมัธยมวัดนายโรง

รางวัลชมเชยอันดับ ๖  “บวชนาคเมืองช้าง” อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ 
นางสาวมนต์สินี ไชยพิทักษ์กูล โรงเรียนอรรถมิตร

รางวัลชมเชยอันดับ ๗  “บวงสรวง” อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ 
นายธนวินท์ คงมหาพฤกษ์ โรงเรียนพาณิชยการภาษานุสรณ์

รางวัลชมเชยอันดับ ๘  “ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ” อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ 
นางสาวธนิดา รายะนคร มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม

รางวัลชมเชยอันดับ ๙   “ใส่ขันดอกอินทขิล” อำเภอเมืองฯ จังหวัดเชียงใหม่ 
นายธันยพงศ์ จันทร์น้อย มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

รางวัลชมเชยอันดับ ๑๐  “เสริมบุญ” จังหวัดลำพูน 
นายธนวินท์ คงมหาพฤกษ์ โรงเรียนพาณิชยการภาษานุสรณ์



Wednesday, January 10, 2018

“ศาสตร์พระราชา” สู่การฟื้นฟูผืนป่าเมืองน่าน




ภาคภูมิ น้อยวัฒน์...เรื่องและภาพ
ตีพิมพ์ในอนุสาร อ.ส.ท. ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๑

            “เจ้าหน้าที่ป่าไม้ของแต่ละบริเวณมีจำนวนน้อยมาก ตำรวจก็มีน้อยมาก เปรียบเทียบกับป่าก็ไม่สามารถที่จะเข้าไปดูแล วิธีที่จะทำ ก็ต้องให้ชาวบ้านที่อยู่ดีกินดีพอสมควรเป็นผู้ดูแลป่า จะดูแลทั้งไม่ให้ใครเข้ามาตัด ถ้ามีไฟไหม้ป่าเขาก็จะช่วยกันดับ...เราควรจะไปดูว่ามีที่ไหนที่สามารถไปตั้งหมู่บ้านให้ชาวบ้านเหล่านั้นเป็นเจ้าหน้าที่ของเรา ในหลักการ เป็นวิชาการเดียวที่จะรักษาป่าไม้ไม่ให้พังไป ไม่ให้วอดไป นี่แหละคือการที่จะทำให้ป่านี้อยู่ได้ ต้องทำให้หมู่บ้านเหล่านั้น ชาวบ้านเหล่านั้น สามารถที่จะดูแลด้วยตนเอง...”

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๔ คือศาสตร์พระราชาที่ได้พระราชทานให้ไว้ นำไปสู่แนวทางของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพรรณพืชในการฟื้นฟูผืนป่าโดยให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้ชาวบ้านเป็นผู้ดูแลรักษาป่าด้วยตนเอง 

 ขบวนคาราวานรถยนต์นำสื่อมวลชนเยี่ยมชมป่าฟื้นฟูเมืองน่าน

  “เราได้ใช้วิธีการขอคืนพื้นที่จากชาวบ้านที่เข้าไปทำไร่ข้าวโพดบนสันดอย ให้เป็นพื้นที่ป่าชุมชน ที่ชาวบ้านได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเพาะกล้าไม้ คัดเลือกพรรณไม้ที่จะปลูก ดูแลให้เติบโต โดยให้สิทธิ์ชาวบ้านในการเข้ามาเก็บผลผลิตที่ปลูกไว้ได้ ทำให้เราได้ป่าที่สมบูรณ์คืนกลับมา และได้ชาวบ้านเป็นผู้คอยดูแลผืนป่าอีกด้วย” นายประกิต วงศ์ศรีวัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำ  ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะทัศนศึกษาดูความคืบหน้าของการจัดการฟื้นคืนสภาพป่าต้นน้ำในจังหวัดน่านในระหว่างวันที่ ๒๐-๒๑ ธันวาคม ๒๕๖๐ ครั้งนี้ บอกเล่ากับสื่อมวลชนที่ร่วมเดินทาง ถึงกระบวนการในการฟื้นฟูผืนป่าตามแนวทางแห่งศาสตร์พระราชา

            จุดแรกที่คณะแวะเยี่ยมเยือนคือศูนย์เรียนรู้เพาะชำกล้าไม้ชุมชน บ้านหัวนา หมู่ที่ ๙ ตำบลพงษ์ อำเภอสันติสุข จังหวัดน่าน  ตั้งขึ้นเมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๕๕๙ ที่ผ่านมา เพื่อจัดเตรียมกล้าไม้สำหรับปลูกฟื้นฟูป่าต้นน้ำที่เสื่อมสภาพและปลูกในพื้นที่รอบแนวเขตอุทยาน รวมทั้งเป็นแหล่งรวบรวมและขยายพันธุ์ไม้หายาก  อีกทั้งยังเป็นศูนย์การเรียนรู้ให้กับราษฎรในชุมชนและผู้สนใจ นายนวน ยานันท์ อดีตผู้ใหญ่บ้าน ประธานศูนย์เรียนรู้เพาะชำกล้าไม้ชุมชน ให้ข้อมูลว่าที่บ้านหัวนานี้เป็นแห่งแรกที่ราษฎรคืนผืนป่าให้กับชุมชน ปี ๒๕๕๙ จำนวน ๒๐๐ กว่าไร่และในปี ๒๕๖๐ อีกจำนวน ๔๐๐ กว่าไร่ รวมพื้นที่ป่าชุมชนในขณะนี้ได้ถึง ๖๐๐ กว่าไร่และคาดว่าจะยังมีราษฎรคืนพื้นที่เพิ่มเติมอีกเรื่อย ๆ

 ศูนย์เรียนรู้การเพาะชำกล้าไม้ชุมชนบ้านหัวนา


เดินทางไปต่อไปยังหน่วยจัดการต้นน้ำพงษ์ ร่วมพูดคุยกับชาวบ้านที่เข้าร่วมโครงการคืนพื้นที่ให้ป่าชุมชน ทุกคนต่างเต็มใจให้ความร่วมมือในการคืนพื้นที่ป่าให้เป็นป่าชุมชน ส่วนหนึ่งก็เพราะเห็นถึงผลเสียของสารเคมีจากการทำไร่ข้าวโพด ประกอบกับอายุมากแล้ว รุ่นลูกหลานเข้าไปทำงานในเมือง ไม่มีใครทำไร่ จึงคิดว่าคืนพื้นที่ให้ป่าชุมชนจะเป็นประโยชน์มากกว่า 

ผอ. ประกิตได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า “แนวทางการคืนพื้นที่ป่าให้ชุมชนและจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ของหมู่บ้านในรูปแบบนี้ มีโครงการที่จะทำใน ๒๗๐๐ หมู่บ้านทั่วประเทศ  ในปี ๒๕๖๑ ตั้งเป้าไว้ที่ ๖๐๔ ชุมชน เป็นในพื้นที่จังหวัดน่านและแพร่รวมกัน ทั้งหมด ๗๖ แห่ง เฉพาะที่น่าน ๕๖ แห่ง เริ่มต้นจากให้ชุมชนเพาะชำกล้าไม้ โดยเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติจะเป็นพี่เลี้ยงในเรื่องการเพาะชำให้ ทางชุมชนเองสามารถเลือกพันธุ์ไม้ป่าเศรษฐกิจที่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตทางอ้อม เช่น ใบ ดอก ยอด หรือแม้แต่หัวใต้ดิน เพื่อสร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน นำมาเพาะกล้าในเรือนเพาะชำ ส่วนกล้าไม้จะนำไปปลูกในพื้นที่ฟื้นฟู เป็นป่ากินได้ในลักษณะเจ็ดชั้นเรือนยอด ทดแทนการปลูกพืชเชิงเดี่ยวแบบเดิม เพื่อเพิ่มความเขียวขจีให้กับพื้นที่ป่าอย่างยั่งยืน”


 นายเหรียญ คำแคว่น นำคณะสื่อมวลชนชมป่าในบ้านของตนเอง

             “ป่าในบ้าน” ของนายเหรียญ คำแคว่น ที่อยู่บริเวณใกล้เคียง เป็นอีกจุดหนึ่งที่คณะต้องแวะเยี่ยมชม จากเดิมที่เป็นคนหาของป่าตัดต้นตาว นายเหรียญหันมาเป็น “เกษตรกรแนวคิด” ริเริ่มรวบรวมพรรณพืชที่เป็นผลผลิตของป่าไว้ในอาณาเขตบ้านตนเองอย่างครบถ้วน โดยอาศัยการสังเกตลักษณะการเติบโตของต้นไม้ชนิดต่าง ๆ ในป่าธรรมชาติ  แล้วนำมาปลูกเลียนแบบ ทำให้สามารถเก็บผลผลิตโดยไม่ต้องเข้าไปในป่า ซึ่งวิธีการนี้ กรมอุทยาน ฯ ถือเป็นแนวทางที่ต้องสนับสนุน ให้ราษฎรปลูกป่าขึ้นในเขตบ้าน เพื่อลดการใช้ประโยชน์จากป่าธรรมชาติ หันมาใช้ประโยชน์จากป่าที่ปลูกขึ้นเอง ทั้งยังเป็นการเพิ่มพื้นที่ป่าอีกทางหนึ่ง


 ผืนป่าที่กลับคืนสภาพรอบบริเวณโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริภูฟ้า

 ผอ. ประกิต บรรยายสรุปให้กับคณะสื่อมวลชน

             ผ่านความคดเคี้ยวตามถนนลัดเลาะขุนเขา สู่อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน ณ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริภูฟ้า ผอ. ประกิตได้เล่าให้ฟังว่าเคยปฏิบัติงานอยู่ที่นี่เมื่อ ๒๐ ปีก่อน ได้ริเริ่มนำเอาการปลูกป่าเจ็ดชั้นเรือนยอดให้ราษฎรมีส่วนร่วมมาใช้เป็นแห่งแรก ในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริภูฟ้า โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๒  นับตั้งแต่นั้น จากป่าเสื่อมโทรมถูกถางทำลายปลูกไร่ข้าวโพดจนเป็นเขาหัวโล้น ในวันนี้ฟื้นสภาพกลับเป็นผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ ได้รับการประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติขุนน่าน และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูฟ้า จนกลายเป็นต้นแบบของการฟื้นฟูผืนป่าในปัจจุบัน

            คณะทัศนศึกษาพักแรมกันที่บ้านพักของอุทยานแห่งชาติดอยภูคา ในอำเภอปัว ซึ่งในยามค่ำคืนอากาศหนาวเย็นมากอุณหภูมิภายในบ้านพักประมาณ ๓ องศา ก่อนจะพากันตื่นแต่เช้ามืด เพื่อเดินทางไปยังจุดชมทิวทัศน์ ๑๗๕๑ อันเป็นจุดสูงที่สุดของอุทยานฯ ซึ่งว่ากันว่า สามารถเห็นทะเลหมอกสุดสายตา แต่ในหน้าหนาวเช่นนี้ ปรากฏทะเลหมอกปรากฏเพียงบางส่วนที่อยู่เหนือลำน้ำใหญ่ ๆ เท่านั้น อย่างไรก็ตามยังคงได้เห็นดวงอาทิตย์ขึ้นในยามเช้าสาดแสงสวยงาม


 ดวงอาทิตย์โผล่ขึ้นจากขอบฟ้า เห็นได้ชัดเจนจากจุดชมทิวทัศน์ ๑๗๕๑
 ต้นเต่าร้างยักษ์
 น้ำตกตาดหลวง
ส่วนจุดชมดวงอาทิตย์ตกอยู่บริเวณลานกางเต็นท์ ที่มีชื่อว่า “ลานดูดาว”  ใกล้กับศาลาชมทิวทัศน์มีต้นเต่าร้างยักษ์อายุนับร้อยปี โดยรอบยังเรียงรายไปด้วยต้นนางพญาเสือโคร่ง ที่จะออกดอกสะพรั่งบานเป็นสีชมพูละลานตาในช่วงเดือนมกราคม ในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติดอยภูคายังมีน้ำตกตาดหลวง น้ำตกแห่งใหม่ที่กำลังจะเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยว งดงามด้วยสายน้ำสวยใสไหลเย็นกับฝูงปลาพลวงลอยตัวเป็นสายในลำธาร และสะพานไม้ไผ่เลียบเลาะไปตามแนวผาขนานไปกับสายน้ำ


 จุดชมทิวทัศน์ดอยน้ำงาว

 อาหารพื้นเมืองเลิศรส

 ชาวเหมี่ยนบนดอยน้ำงาว

ตะวันเกือบถึงกลางผืนฟ้าเมื่อรถในขบวนปรับระบบเข้าสู่ขับเคลื่อนสี่ล้อ บุกบั่นไปตามเส้นทางวิบากสู่หน่วยจัดการพื้นที่ต้นน้ำน้ำงาว  ซึ่งเป็นอีกแหล่งหนึ่งที่ชาวบ้านได้คืนพื้นที่ป่าให้เป็นป่าชุมชน บนลานกว้างเหนือยอดเขา ชาวบ้านในชุดชนเผ่าเหมี่ยนเต็มยศยืนเรียงรายรอต้อนรับ พร้อมอาหารพื้นเมืองจัดเตรียมเป็นมื้อเที่ยงให้กับคณะเดินทาง

พื้นที่บริเวณนี้ทางกรมอุทยาน ฯ ก็ได้มาจากจากขอคืนพื้นที่จากราษฎรเช่นกัน  ด้วยทำเลที่ตั้งที่เป็นยอดดอยสูงชมทิวทัศน์ได้เกือบ ๓๖๐ องศา อยู่ระหว่างคืนสภาพป่า และกล้าไม้ที่ปลูกไว้ส่วนหนึ่งจะเป็นนางพญาเสือโคร่ง เสี้ยว และพืชพื้นเมืองอื่น ๆ จึงมีโอกาสจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามแห่งใหม่ของจังหวัดน่านในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เมื่อไม้ดอกเหล่านี้เติบโดตสะพรั่งบานทั่วขุนเขา เช่นเดียวกันกับสภาพเขาหัวโล้น ที่จะหมดไปจากผืนป่าของเมืองน่าน เมื่อกล้าไม้ในป่าชุมชนแต่ละแห่งเติบโตกลับฟื้นคืนสภาพเป็นป่าขึ้นมา

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้ด้วยศาสตร์ของพระราชา  พระสุรเสียงของพระองค์ครั้งทรงชี้แนะแนวทางยังคงดังก้องอยู่ในใจของเจ้าหน้าที่หน่วยงานผู้รับผิดชอบดูแลผืนป่าทุกคน 

“...จะทำให้ป่านี้อยู่ได้ ต้องทำให้หมู่บ้านเหล่านั้น ชาวบ้านเหล่านั้น สามารถที่จะดูแลด้วยตนเอง...”     

 
 คณะเจ้าหน้าที่และสื่อมวลชนถ่ายภาพร่วมกันบนดอยน้ำงาว
              

***ศึกษาเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้การเพาะชำกล้าไม้ชุมชน 
    ติดต่อที่นายนวน ยานันท์ โทรศัพท์ ๐๙ ๐๙๓๘ ๑๗๔๗   

***พักแรมแค้มปิ้งจุดชมทิวทัศน์พื้นที่ต้นน้ำงาว   
     ติดต่อที่ นายสาโรจน์ พนมพิบูลย์ โทรศัพท์ ๐๙ ๕๖๙๘ ๙๓๘๗