Showing posts with label น่าน. Show all posts
Showing posts with label น่าน. Show all posts

Wednesday, January 10, 2018

“ศาสตร์พระราชา” สู่การฟื้นฟูผืนป่าเมืองน่าน




ภาคภูมิ น้อยวัฒน์...เรื่องและภาพ
ตีพิมพ์ในอนุสาร อ.ส.ท. ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๑

            “เจ้าหน้าที่ป่าไม้ของแต่ละบริเวณมีจำนวนน้อยมาก ตำรวจก็มีน้อยมาก เปรียบเทียบกับป่าก็ไม่สามารถที่จะเข้าไปดูแล วิธีที่จะทำ ก็ต้องให้ชาวบ้านที่อยู่ดีกินดีพอสมควรเป็นผู้ดูแลป่า จะดูแลทั้งไม่ให้ใครเข้ามาตัด ถ้ามีไฟไหม้ป่าเขาก็จะช่วยกันดับ...เราควรจะไปดูว่ามีที่ไหนที่สามารถไปตั้งหมู่บ้านให้ชาวบ้านเหล่านั้นเป็นเจ้าหน้าที่ของเรา ในหลักการ เป็นวิชาการเดียวที่จะรักษาป่าไม้ไม่ให้พังไป ไม่ให้วอดไป นี่แหละคือการที่จะทำให้ป่านี้อยู่ได้ ต้องทำให้หมู่บ้านเหล่านั้น ชาวบ้านเหล่านั้น สามารถที่จะดูแลด้วยตนเอง...”

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๔ คือศาสตร์พระราชาที่ได้พระราชทานให้ไว้ นำไปสู่แนวทางของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพรรณพืชในการฟื้นฟูผืนป่าโดยให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้ชาวบ้านเป็นผู้ดูแลรักษาป่าด้วยตนเอง 

 ขบวนคาราวานรถยนต์นำสื่อมวลชนเยี่ยมชมป่าฟื้นฟูเมืองน่าน

  “เราได้ใช้วิธีการขอคืนพื้นที่จากชาวบ้านที่เข้าไปทำไร่ข้าวโพดบนสันดอย ให้เป็นพื้นที่ป่าชุมชน ที่ชาวบ้านได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเพาะกล้าไม้ คัดเลือกพรรณไม้ที่จะปลูก ดูแลให้เติบโต โดยให้สิทธิ์ชาวบ้านในการเข้ามาเก็บผลผลิตที่ปลูกไว้ได้ ทำให้เราได้ป่าที่สมบูรณ์คืนกลับมา และได้ชาวบ้านเป็นผู้คอยดูแลผืนป่าอีกด้วย” นายประกิต วงศ์ศรีวัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำ  ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะทัศนศึกษาดูความคืบหน้าของการจัดการฟื้นคืนสภาพป่าต้นน้ำในจังหวัดน่านในระหว่างวันที่ ๒๐-๒๑ ธันวาคม ๒๕๖๐ ครั้งนี้ บอกเล่ากับสื่อมวลชนที่ร่วมเดินทาง ถึงกระบวนการในการฟื้นฟูผืนป่าตามแนวทางแห่งศาสตร์พระราชา

            จุดแรกที่คณะแวะเยี่ยมเยือนคือศูนย์เรียนรู้เพาะชำกล้าไม้ชุมชน บ้านหัวนา หมู่ที่ ๙ ตำบลพงษ์ อำเภอสันติสุข จังหวัดน่าน  ตั้งขึ้นเมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๕๕๙ ที่ผ่านมา เพื่อจัดเตรียมกล้าไม้สำหรับปลูกฟื้นฟูป่าต้นน้ำที่เสื่อมสภาพและปลูกในพื้นที่รอบแนวเขตอุทยาน รวมทั้งเป็นแหล่งรวบรวมและขยายพันธุ์ไม้หายาก  อีกทั้งยังเป็นศูนย์การเรียนรู้ให้กับราษฎรในชุมชนและผู้สนใจ นายนวน ยานันท์ อดีตผู้ใหญ่บ้าน ประธานศูนย์เรียนรู้เพาะชำกล้าไม้ชุมชน ให้ข้อมูลว่าที่บ้านหัวนานี้เป็นแห่งแรกที่ราษฎรคืนผืนป่าให้กับชุมชน ปี ๒๕๕๙ จำนวน ๒๐๐ กว่าไร่และในปี ๒๕๖๐ อีกจำนวน ๔๐๐ กว่าไร่ รวมพื้นที่ป่าชุมชนในขณะนี้ได้ถึง ๖๐๐ กว่าไร่และคาดว่าจะยังมีราษฎรคืนพื้นที่เพิ่มเติมอีกเรื่อย ๆ

 ศูนย์เรียนรู้การเพาะชำกล้าไม้ชุมชนบ้านหัวนา


เดินทางไปต่อไปยังหน่วยจัดการต้นน้ำพงษ์ ร่วมพูดคุยกับชาวบ้านที่เข้าร่วมโครงการคืนพื้นที่ให้ป่าชุมชน ทุกคนต่างเต็มใจให้ความร่วมมือในการคืนพื้นที่ป่าให้เป็นป่าชุมชน ส่วนหนึ่งก็เพราะเห็นถึงผลเสียของสารเคมีจากการทำไร่ข้าวโพด ประกอบกับอายุมากแล้ว รุ่นลูกหลานเข้าไปทำงานในเมือง ไม่มีใครทำไร่ จึงคิดว่าคืนพื้นที่ให้ป่าชุมชนจะเป็นประโยชน์มากกว่า 

ผอ. ประกิตได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า “แนวทางการคืนพื้นที่ป่าให้ชุมชนและจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ของหมู่บ้านในรูปแบบนี้ มีโครงการที่จะทำใน ๒๗๐๐ หมู่บ้านทั่วประเทศ  ในปี ๒๕๖๑ ตั้งเป้าไว้ที่ ๖๐๔ ชุมชน เป็นในพื้นที่จังหวัดน่านและแพร่รวมกัน ทั้งหมด ๗๖ แห่ง เฉพาะที่น่าน ๕๖ แห่ง เริ่มต้นจากให้ชุมชนเพาะชำกล้าไม้ โดยเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติจะเป็นพี่เลี้ยงในเรื่องการเพาะชำให้ ทางชุมชนเองสามารถเลือกพันธุ์ไม้ป่าเศรษฐกิจที่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตทางอ้อม เช่น ใบ ดอก ยอด หรือแม้แต่หัวใต้ดิน เพื่อสร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน นำมาเพาะกล้าในเรือนเพาะชำ ส่วนกล้าไม้จะนำไปปลูกในพื้นที่ฟื้นฟู เป็นป่ากินได้ในลักษณะเจ็ดชั้นเรือนยอด ทดแทนการปลูกพืชเชิงเดี่ยวแบบเดิม เพื่อเพิ่มความเขียวขจีให้กับพื้นที่ป่าอย่างยั่งยืน”


 นายเหรียญ คำแคว่น นำคณะสื่อมวลชนชมป่าในบ้านของตนเอง

             “ป่าในบ้าน” ของนายเหรียญ คำแคว่น ที่อยู่บริเวณใกล้เคียง เป็นอีกจุดหนึ่งที่คณะต้องแวะเยี่ยมชม จากเดิมที่เป็นคนหาของป่าตัดต้นตาว นายเหรียญหันมาเป็น “เกษตรกรแนวคิด” ริเริ่มรวบรวมพรรณพืชที่เป็นผลผลิตของป่าไว้ในอาณาเขตบ้านตนเองอย่างครบถ้วน โดยอาศัยการสังเกตลักษณะการเติบโตของต้นไม้ชนิดต่าง ๆ ในป่าธรรมชาติ  แล้วนำมาปลูกเลียนแบบ ทำให้สามารถเก็บผลผลิตโดยไม่ต้องเข้าไปในป่า ซึ่งวิธีการนี้ กรมอุทยาน ฯ ถือเป็นแนวทางที่ต้องสนับสนุน ให้ราษฎรปลูกป่าขึ้นในเขตบ้าน เพื่อลดการใช้ประโยชน์จากป่าธรรมชาติ หันมาใช้ประโยชน์จากป่าที่ปลูกขึ้นเอง ทั้งยังเป็นการเพิ่มพื้นที่ป่าอีกทางหนึ่ง


 ผืนป่าที่กลับคืนสภาพรอบบริเวณโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริภูฟ้า

 ผอ. ประกิต บรรยายสรุปให้กับคณะสื่อมวลชน

             ผ่านความคดเคี้ยวตามถนนลัดเลาะขุนเขา สู่อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน ณ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริภูฟ้า ผอ. ประกิตได้เล่าให้ฟังว่าเคยปฏิบัติงานอยู่ที่นี่เมื่อ ๒๐ ปีก่อน ได้ริเริ่มนำเอาการปลูกป่าเจ็ดชั้นเรือนยอดให้ราษฎรมีส่วนร่วมมาใช้เป็นแห่งแรก ในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริภูฟ้า โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๒  นับตั้งแต่นั้น จากป่าเสื่อมโทรมถูกถางทำลายปลูกไร่ข้าวโพดจนเป็นเขาหัวโล้น ในวันนี้ฟื้นสภาพกลับเป็นผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ ได้รับการประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติขุนน่าน และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูฟ้า จนกลายเป็นต้นแบบของการฟื้นฟูผืนป่าในปัจจุบัน

            คณะทัศนศึกษาพักแรมกันที่บ้านพักของอุทยานแห่งชาติดอยภูคา ในอำเภอปัว ซึ่งในยามค่ำคืนอากาศหนาวเย็นมากอุณหภูมิภายในบ้านพักประมาณ ๓ องศา ก่อนจะพากันตื่นแต่เช้ามืด เพื่อเดินทางไปยังจุดชมทิวทัศน์ ๑๗๕๑ อันเป็นจุดสูงที่สุดของอุทยานฯ ซึ่งว่ากันว่า สามารถเห็นทะเลหมอกสุดสายตา แต่ในหน้าหนาวเช่นนี้ ปรากฏทะเลหมอกปรากฏเพียงบางส่วนที่อยู่เหนือลำน้ำใหญ่ ๆ เท่านั้น อย่างไรก็ตามยังคงได้เห็นดวงอาทิตย์ขึ้นในยามเช้าสาดแสงสวยงาม


 ดวงอาทิตย์โผล่ขึ้นจากขอบฟ้า เห็นได้ชัดเจนจากจุดชมทิวทัศน์ ๑๗๕๑
 ต้นเต่าร้างยักษ์
 น้ำตกตาดหลวง
ส่วนจุดชมดวงอาทิตย์ตกอยู่บริเวณลานกางเต็นท์ ที่มีชื่อว่า “ลานดูดาว”  ใกล้กับศาลาชมทิวทัศน์มีต้นเต่าร้างยักษ์อายุนับร้อยปี โดยรอบยังเรียงรายไปด้วยต้นนางพญาเสือโคร่ง ที่จะออกดอกสะพรั่งบานเป็นสีชมพูละลานตาในช่วงเดือนมกราคม ในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติดอยภูคายังมีน้ำตกตาดหลวง น้ำตกแห่งใหม่ที่กำลังจะเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยว งดงามด้วยสายน้ำสวยใสไหลเย็นกับฝูงปลาพลวงลอยตัวเป็นสายในลำธาร และสะพานไม้ไผ่เลียบเลาะไปตามแนวผาขนานไปกับสายน้ำ


 จุดชมทิวทัศน์ดอยน้ำงาว

 อาหารพื้นเมืองเลิศรส

 ชาวเหมี่ยนบนดอยน้ำงาว

ตะวันเกือบถึงกลางผืนฟ้าเมื่อรถในขบวนปรับระบบเข้าสู่ขับเคลื่อนสี่ล้อ บุกบั่นไปตามเส้นทางวิบากสู่หน่วยจัดการพื้นที่ต้นน้ำน้ำงาว  ซึ่งเป็นอีกแหล่งหนึ่งที่ชาวบ้านได้คืนพื้นที่ป่าให้เป็นป่าชุมชน บนลานกว้างเหนือยอดเขา ชาวบ้านในชุดชนเผ่าเหมี่ยนเต็มยศยืนเรียงรายรอต้อนรับ พร้อมอาหารพื้นเมืองจัดเตรียมเป็นมื้อเที่ยงให้กับคณะเดินทาง

พื้นที่บริเวณนี้ทางกรมอุทยาน ฯ ก็ได้มาจากจากขอคืนพื้นที่จากราษฎรเช่นกัน  ด้วยทำเลที่ตั้งที่เป็นยอดดอยสูงชมทิวทัศน์ได้เกือบ ๓๖๐ องศา อยู่ระหว่างคืนสภาพป่า และกล้าไม้ที่ปลูกไว้ส่วนหนึ่งจะเป็นนางพญาเสือโคร่ง เสี้ยว และพืชพื้นเมืองอื่น ๆ จึงมีโอกาสจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามแห่งใหม่ของจังหวัดน่านในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เมื่อไม้ดอกเหล่านี้เติบโดตสะพรั่งบานทั่วขุนเขา เช่นเดียวกันกับสภาพเขาหัวโล้น ที่จะหมดไปจากผืนป่าของเมืองน่าน เมื่อกล้าไม้ในป่าชุมชนแต่ละแห่งเติบโตกลับฟื้นคืนสภาพเป็นป่าขึ้นมา

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้ด้วยศาสตร์ของพระราชา  พระสุรเสียงของพระองค์ครั้งทรงชี้แนะแนวทางยังคงดังก้องอยู่ในใจของเจ้าหน้าที่หน่วยงานผู้รับผิดชอบดูแลผืนป่าทุกคน 

“...จะทำให้ป่านี้อยู่ได้ ต้องทำให้หมู่บ้านเหล่านั้น ชาวบ้านเหล่านั้น สามารถที่จะดูแลด้วยตนเอง...”     

 
 คณะเจ้าหน้าที่และสื่อมวลชนถ่ายภาพร่วมกันบนดอยน้ำงาว
              

***ศึกษาเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้การเพาะชำกล้าไม้ชุมชน 
    ติดต่อที่นายนวน ยานันท์ โทรศัพท์ ๐๙ ๐๙๓๘ ๑๗๔๗   

***พักแรมแค้มปิ้งจุดชมทิวทัศน์พื้นที่ต้นน้ำงาว   
     ติดต่อที่ นายสาโรจน์ พนมพิบูลย์ โทรศัพท์ ๐๙ ๕๖๙๘ ๙๓๘๗

Monday, August 17, 2015

ศูนย์ภูฟ้าพัฒนา แหล่งรวมความงดงามและความรู้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

 ทิวทัศน์เหนือขุนเขาบริเวณศูนย์ภูฟ้าพัฒนา

"จูมออน" รายงาน

ตีพิมพ์ครั้งแรกในอนุสาร อ.ส.ท. ฉบับเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๘

            เหนือยอดเขาสูงชันรายล้อมด้วยทิวเทือกดอยสลับซับซ้อนของอำเภอบ่อเกลือ  จังหวัดน่าน ยังมีสถานที่แห่งหนึ่งที่ผู้มาเยือนไม่ควรผ่านเลยไป

 ด้วยในพื้นที่ ๒,๓๗๖ ไร่ ของบ้านบ่อหลวง เป็นที่ตั้งของศูนย์ภูฟ้าพัฒนา 

เมื่อ ๒๐ปีก่อนสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯเยี่ยมราษฎรและทอดพระเนตรบ่อเกลือสินเธาว์ ทรงเห็นสภาพความเป็นอยู่ของราษฎรที่ด้อยโอกาสทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม  จึงโปรดฯ ให้จัดตั้งศูนย์ภูฟ้าพัฒนาขึ้น เมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๒  เพื่อใช้เป็นต้นแบบการพัฒนาและการถ่ายทอดความรู้ด้านการพัฒนาไปสู่ราษฎรในท้องที่อำเภอบ่อเกลือ และอำเภอเฉลิมพระเกียรติ

 พระตำหนักภูฟ้า

ภายในบริเวณนอกจากมีทิวทัศน์อันงดงามด้วยมุมมองของทะเลภูเขาที่รายล้อม ไร่ชาอู่หลงที่ลดหลั่นเป็นแนวยาวสุดลูกหูลูกตา สวนหย่อมที่จัดเอาไว้อย่างงดงามด้วยสีสันของพรรณไม้เรียงรายตามลาดไหล่เขา บนยอดสูงสุดยังมีหมู่อาคารที่เป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีต่างๆ ให้แก่เด็ก เยาวชน เกษตร และประชาชนผู้สนใจทั่วไปที่มาเยี่ยมชม  

 ร้านค้าและสิ่งอำนวยความสะดวก

ไม่ว่าจะเป็นห้องนิทรรศการหมุนเวียน ห้องสมุดสำหรับค้นคว้าหาข้อมูล อาคารแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและชาอู่หลงพร้อมทั้งให้ทดลองชิม การปลูกพืชไร้ดินแบบไฮโดรโปนิกส์ เส้นทางศึกษาธรรมชาติให้เดินเที่ยว ศูนย์วัฒนธรรมภูฟ้า สวนธรรมภูฟ้า เป็นต้น ในส่วนร้านค้าสวัสดิการยังจัดจำหน่ายสินค้าของทางโครงการจากฝีมือชาวบ้าน อีกทั้งยังมีบริการห้องประชุม ห้องสัมมนา และที่พักให้เลือกหลายรูปแบบ

ไร่ชาอู่หลง
ห้องแปรรูปผลิตภัณฑ์

 ข้าวกล้อง หนึ่งในหลากหลายผลิตภัณฑ์

 งานหัตถกรรมฝีมือชาวบ้าน

              โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระตำหนักภูฟ้า ที่ประทับสำหรับสมเด็จพระเทพฯ เสด็จมาทรงงาน สถาปัตยกรรมงดงามเรียบง่ายเด่นบนไหล่เขา แวดล้อมด้วยสวนพรรณไม้หลากสีสัน ประดับประดาด้วยประติมากรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองน่าน อย่างการทำเกลือสินเธาว์ วิถีชีวิตพื้นบ้าน และแมงกว่าง ไว้ตามมุมเล็กมุมน้อย แวดล้อมด้วยทิวทัศน์ขุนเขาตระการตา ซึ่งในพื้นที่ของศูนย์ภูฟ้าพัฒนา ทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ยังได้เข้ามาดำเนินการปลูกป่าใช้สอย เพื่อให้ชาวบ้านในพื้นที่เข้าไปใช้ประโยชน์ได้

 ด้วงกว่างประดับสวนหย่อมในพระตำหนัก

 ประติมากรรมการทำเกลือสินเธาว์

 ประติมากรรมแสดงวิถีพื้นบ้านในสวนของตำหนัก
 สีสันไม้ดอกประดับสวน

           ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นตามแนวพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ซึ่งทรงมีพระประสงค์ให้ “คนอยู่ร่วมกับป่า ” ไม่ส่งผลต่อภาวะสมดุลตามธรรมชาติ ด้วยเป้าหมายสู่การพัฒนาแบบยั่งยืน ให้ราษฎรสามารถพึ่งพาตนเองได้ อันจะนำไปสู่ผลการพัฒนาประเทศโดยภาพรวม

            เพียงแวะเข้าไป ก็ได้อะไรต่อมิอะไรกลับออกมามากมาย ทั้งความประทับใจ ความรู้ รวมไปถึงของฝากติดไม้ติดมือ
 ขุนเขาและสายหมอกของอำเภอบ่อเกลือ

โครงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี



ผู้ว่าราชการจังหวัดและคณะเดินรณรงค์บันทึกภาพร่วมกันเป็นที่ระลึก

“จูมออน” ...รายงาน     
ตีพิมพ์ครั้งแรกในอนุสาร อ.ส.ท. ฉบับเดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๘              

          นายอุกริช  พึ่งโสภา ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “เดินรณรงค์ปลูกต้นไม้สวยงาม” อันเป็นส่วนหนึ่งของโครงการปลูกป่า กฟผ. เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” เมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคมที่ผ่านมา เป็นการสนับสนุนวาระของจังหวัด“สร้างเมืองน่านน่าอยู่ คู่ป่าต้นน้ำ” เพื่อปลูกจิตสำนึกให้ประชาชนเห็นความสำคัญของป่าไม้

 ผู้ว่าฯ กล่าวเปิดงาน

          ขบวนนำโดยนายสหรัฐ  บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการกิจการสังคม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นายชัยรัตน์ ธาราสันติสุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน พ.อ.รุศมนตรี จิณเสน รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน หัวหน้าส่วนราชการ ทหาร ตำรวจ นักเรียน นิสิตนักศึกษา ประชาชนชาวน่าน และชมรมนักปั่นจักรยาน จำนวนกว่า ๘๐๐ คน  เริ่มต้นเดินจากข่วงเมืองน่านไปตามถนนในเขตเทศบาลเมือง มาสิ้นสุดที่ลานเอนกประสงค์เชิงสะพานพัฒนาภาคเหนือ อันเป็นสถานที่ประกอบพิธีเปิดงาน

 สาวงามในชุดพื้นเมืองน่านร่วมมาในขบวน

           กฟผ. ได้ดำเนินโครงการปลูกป่าร่วมกับหน่วยงานต่างๆ มาตั้งแต่ปี ๒๕๓๗ จนถึงปัจจุบัน รวมพื้นที่ปลูกป่าทั่วประเทศกว่า ๔ แสนไร่ เฉพาะในจังหวัดน่านคิดเป็นพื้นที่กว่า ๙ หมื่นไร่   และในโอกาสที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมมายุครบ ๖๐ พรรษาในปีนี้  กฟผ. จึงได้จัดทำโครงการปลูกป่า กฟผ. เฉลิมพระเกียรติ ๖๐พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ขึ้นระหว่างปี ๒๕๕๗-๒๕๕๘  โดยมีเป้าหมายปลูกป่าในพื้นที่จังหวัดน่านรวม ๑๙,๙๐๐ไร่  

 บรรณาธิการฝ่ายภาพ อนุสาร อ.ส.ท. แนะแนวทางสร้างผลงานให้กับเยาวชน

เหล่า Youth Bloggers รุ่นที่ ๑ 


 น.ส. นิตยา ใจปิง รับรางวัลจากผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน

            ในการนี้ทาง กฟผ.ยังได้ร่วมกับอนุสาร อ.ส.ท.จัดกิจกรรม Youth Bloggers โดยมีนายภาคภูมิ น้อยวัฒน์ บรรณาธิการฝ่ายภาพ อนุสาร อ.ส.ท. มาเป็นวิทยากร สอนการถ่ายภาพและเขียนสารคดีให้กับเยาวชนจากหลายโรงเรียนในพื้นที่อำเภอบ่อเกลือ เพื่อทำเป็นบล็อก ถ่ายทอดความงดงามของป่าไม้และแหล่งเที่ยวในเมืองน่านผ่านทางอินเทอร์เนต  โดยการประกวดผลงานภายใน นางสาวนิตยา ใจปิง ได้รับรางวัลภาพถ่ายดีเด่น เด็กหญิงปิยพร สารีคำ ได้รับรางวัลสร้างสรรค์ดีเด่น และเด็กหญิงศุภิสรา ภูฟ้าศิริกุล ได้รับรางวัลนำเสนอดีเด่น ได้รับเกียรติขึ้นรับมอบรางวัลกล้องถ่ายภาพพร้อมประกาศนียบัตรจากผู้ว่าราชการจังหวัดน่านบนเวทีด้วย


 ผลงานภาพถ่ายที่ได้รับรางวัลภาพถ่ายดีเด่น