Showing posts with label ศุลกสถาน. Show all posts
Showing posts with label ศุลกสถาน. Show all posts

Tuesday, November 17, 2015

รายงานพิเศษ ล่องเรือตามรอย ๑๕๐ ปี บรมมหาศรีสุริยวงศ์


ภาคภูมิ น้อยวัฒน์...เรื่องและภาพ
(ตีพิมพ์ครั้งแรกในอนุสาร อ.ส.ท. ฉบับเดือนธันวาคม ๒๕๕๘) 

ปี พ.ศ. ๒๕๕๗- ๒๕๖๑  มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยาประกาศให้เป็นปีแห่งการเชิดชูเกียรติ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)  โดยในปี ๒๕๖๑ ที่จะถึงนี้จะครบรอบ ๑๕๐ ปีที่ท่านได้ปฏิบัติราชการในตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในช่วงปี พ.ศ.๒๔๑๑- ๒๔๑๖ ระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ยังทรงพระเยาว์

อัจฉริยภาพของท่านปรากฏอยู่ในผลงาน ๗ ด้าน คือด้านกฎหมาย ด้านวิทยาศาสตร์ ด้านการศึกษา, ด้านวรรณกรรม  ด้านการพัฒนาประเทศ ด้านศิลปวัฒนธรรม และด้านการเสริมสันติภาพและขันติธรรม  เรียกได้ว่าเป็นผู้นำการพัฒนา สร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับชาติบ้านเมือง จนเป็นที่ยอมรับของนานาชาติ

ด้วยเหตุนี้ทางมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยาจึงเตรียมยื่นเสนอองค์การเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือยูเนสโก ประกาศให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์เป็นบุคคลสำคัญของโลกในปี พ.ศ. ๒๕๖๑ และเพื่อเผยแพร่คุณูปการและภารกิจของสมเด็จพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ด้านต่างๆ  ทางมหาวิทยาลัยจึงได้จัดกิจกรรม“ตามรอย ๑๕๐ ปี ศรีสุริยวงศ์” เพื่อเผยแพร่ผลงานของสมเด็จเจ้าพระยาฯตามวาระของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือน อันจะเป็นการเรียนรู้ถึงผลงานของท่านจากข้อมูลตามเส้นทาง



         ล่าสุดคือกิจกรรมในหัวข้อ สังคมและเศรษฐกิจหลังสนธิสัญญาเบาว์ริง นำคณะสื่อมวลชนล่องเรือทัศนศึกษาสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับสมเด็จเจ้าพระยาฯและสนธิสัญญาเบาว์ริง ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา จัดขึ้นเมื่อวันพุธที่ ๒๘ ตุลาคมที่ผ่านมา โดยออกเดินทางจากท่าเรือสำนักงานท่องเที่ยว กรุงเทพมหานครฯ เชิงสะพานพระปิ่นเกล้า โดยเรือของกรมเจ้าท่า

          สนธิสัญญาเบาว์ริงนั้นเป็นหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีระหว่างอังกฤษกับสยาม ซึ่งมีผลบังคับทำให้สยามต้องยกเลิกระบบการค้าผูกขาดกับพระคลังสินค้าแบบดั้งเดิม ทั้งยังต้องเปิดการค้าแบบเสรี อันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตามมามากมาย ซึ่งในขณะนั้นหากไม่ทำสนธิสัญญา ทางอังกฤษมีแนวโน้มจะใช้กำลังทหารที่เหนือกว่าด้วยยุทโธปกรณ์อันทันสมัยเข้ารุกราน ท่านสมเด็จเจ้าพระยาฯ ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ มีบทบาทสำคัญในการเกลี้ยกล่อมขุนนางในกลุ่มอนุรักษ์นิยมจำนวนมากที่ไม่เห็นด้วยให้ยอมรับและในขณะเดียวกันก็ทำการเจรจากับทางอังกฤษโดยตลอด ทำให้รักษาเอกราชของสยามเอาไว้ได้ 




                 เรือล่องลงไปตามแม่น้ำทางทิศใต้เปิดโอกาสให้คณะได้ชมทัศนียภาพอันงดงามริมฝั่งน้ำของพระราชวังบวรสถานมงคล(วังหน้า) พระบรมมหาราชวัง และบ้านเรือนวิถีชีวิตสองฟากฝั่ง พร้อมฟังบรรยายเกร็ดประวัติศาสตร์รายทางโดยอาจารย์นัท จุลภัสสร จุดหมายแรกคือท่าเรือกรมเจ้าท่าซึ่งหลังเซ็นสนธิสัญญาเบาว์ริ่งมีการปรับเปลี่ยนระบบการทำงานของกรมเจ้าท่าที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาให้สามารถรองรับปริมาณการค้ากับต่างชาติที่มีเพิ่มมากขึ้น

                




            หลังฟังการบรรยายสรุปและนำเสนอเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับสนธิสัญญาเบาว์ริงโดยอาจารย์พลาดิศัย สิทธิธัญญกิจ และอาจารย์จุมพล สอนเสริม ในห้องประชุมของกรมเจ้าท่าแล้ว คณะก็ได้เดินเท้าไปชมสถาปัตยกรรมอันงดงามของอาคารธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาตลาดน้อย ที่สร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมแบบนิโอคลาสสิคในสมัยรัชกาลที่ ๕ จากแนวพระราชดำริเพื่อเป็นฐานรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและการเงินของประเทศหลังจากที่ชาวตะวันตกขยายเส้นทางการค้าทางทะเลมายังสยามประเทศมากขึ้น





                 คณะกลับมาลงเรือลอยลำชมอาคารเก่าของบริษัทอีสต์เอเชียติ๊ก สถาปัตยกรรมนีโอคลาสสิคอีกแห่งที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ เช่นกัน เดิมชื่อบริษัท แอนเดอร์เซ่น แอนด์ โก ประกอบธุรกิจหลักคือ ส่งออกไม้สักไปต่างประเทศ ถือเป็นบริษัทหนึ่งที่เกิดขึ้นและประสบความสำเร็จอย่างมากภายหลังการทำสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง
                 
               เทียบท่าอีกครั้งที่ท่าเรือตำรวจน้ำเยี่ยมชมอาคารเก่าศุลกสถานหรือโรงภาษี สถาปัตยกรรมเป็นตึก ๓ ชั้น แบบยุโรปขนาดใหญ่ สร้างขึ้นตามข้อตกลงหนึ่งในสนธิสัญญาเบาว์ริง ที่ระบุว่าจะต้องปลูกโรงภาษีให้ใกล้ท่าจอดเรือพอสมควรเพื่อความสะดวกในการติดต่อ ตัวอาคารปัจจุบันแม้คร่ำคร่าและทรุดโทรมแต่ยังคงหลงเหลือร่องรอยความงดงามเนื่องจากเป็นผลงานการออกแบบของมิสเตอร์โจอาคิม กราซี สถาปนิกผู้ออกแบบและก่อสร้างพระที่นั่งวโรภาษพิมาน ในพระราชวังบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  ซึ่งศุลกสถานแห่งนี้กำลังอยู่ระหว่างรอการบูรณะให้กลับมางดงามดังเดิมในอีกไม่นาน



                 




             
          ปิดท้ายรายการที่ท่าเรือเอเชียทีค ในอดีตบริเวณนี้เป็นโกดังเก็บสินค้าของ บริษัท อีสต์เอเชีย ติ๊ก ซึ่งปัจจุบันยังพอมองเห็นถึงเค้าโครงดั้งเดิมของอาคารที่เป็นคลังสินค้าแม้ว่าจะมีการปรับปรุงสถานที่ให้เป็นเป็นศูนย์การค้าและแหล่งท่องเที่ยวไปแล้วก็ตาม 

            กิจกรรม “ตามรอย ๑๕๐ ปี ศรีสุริยวงศ์” เพื่อเผยแพร่ผลงานของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์นี้ยังคงจัดให้มีขึ้นอีกอย่างต่อเนื่องเป็นระยะ ไปจนกระทั่งถึงปี ๒๕๖๑  โดยหัวข้อจะปรับเปลี่ยนหมุนเวียนไปตามเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ ซึ่งทางอนุสาร อ.ส.ท. จะได้ติดตามกิจกรรมที่น่าสนใจมานำเสนอในโอกาสต่อไป