Showing posts with label พระนครศรีอยุธยา. Show all posts
Showing posts with label พระนครศรีอยุธยา. Show all posts

Friday, September 14, 2018

บุพเพสันนิบาต ตามรอยประวัติศาสตร์ กรุงศรีอยุธยา



ภาคภูมิ น้อยวัฒน์...เรื่องและภาพ
ตีพิมพ์ครั้งแรกในอนุสาร อ.ส.ท. สิงหาคม ๒๕๖๑

ช่วงที่ผ่านมานี้ กระแสความนิยมจากละครโทรทัศน์ “บุพเพสันนิวาส” ก่อให้เกิดปรากฏการณ์นักท่องเที่ยวแต่งชุดไทยโบราณหลั่งไหลเดินทางมาเที่ยวตามรอยละครที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ซึ่งปรากฏอยู่ในเรื่องราวของละคร จะเนืองแน่นเป็นพิเศษด้วยบรรดา “ออเจ้า” ทั้งหลาย (แม่การะเกดก็เยอะ แม่กาละแม แม่กาละมังก็แยะ)  นี่ขนาดละครวนมาฉายจนจบไปเป็นรอบที่สองแล้วยังไม่มีวี่แววจะลดจำนวนลงแต่อย่างใด เดินกันให้ขวักไขว่ทั่วกรุงศรี ฯ

มาอยุธยาคราวนี้ผมจึงอยากจะชวนคุณผู้อ่านมาท่องเที่ยวในแนว “ตามรอย” กันบ้าง

 ไม่ใช่ตามรอยละคร”บุพเพสันนิวาส” นะครับ นั่นเขาตามกันจนพรุนไปแล้ว วัดไหนอยู่ในฉากไหน ทำป้ายมาติดบอกเอาไว้เสร็จสรรพ แถมด้วยรูปคู่ของ “พี่หมื่น”กับ “แม่การะเกด” มาติดไว้อย่างดี ตั้งแต่หน้าวัดเข้าไปจนถึงข้างในเลยทีเดียว


ของผมนี่ขอเรียกว่าตามรอยเส้นทาง “บุพเพสันนิบาต” ครับ

อย่าทำหน้างง ๆ อย่างนั้น ชื่อนี้มีความหมายครับ  “บุพเพ” แปลว่า แต่ครั้งก่อน “สันนิบาต” แปลว่า การมาชุมนุมกัน  จะให้สละสลวยหน่อยก็ต้องแปลว่าการรวมเรื่องราวของแต่ครั้งก่อน 

สรุปให้ง่าย ๆ ก็คือผมจะชวนคุณผู้อ่านมาท่องเที่ยวตามรอยเรื่องราวในประวัติศาสตร์นั่นเอง ตั้งชื่อล้อเลียนละครเรื่องดังให้มันเก๋ ๆ ไปยังงั้นเองแหละครับ ฮ่า ฮ่า ฮ่า

ความจริงแล้วนอกเหนือจากโบราณสถานอันเป็นสถานที่ถ่ายทำละคร “บุพเพสันนิวาส”ที่ว่า พระนครศรีอยุธยายังมีโบราณสถานอีกเยอะแยะครับ แม้ว่าจะไม่ได้ปรากฏอยู่ในละคร ทว่าแต่ละสถานที่เต็มไปด้วย “เรื่องราว” ในประวัติศาสตร์ แม้ข้อมูลในบางส่วนจะยังเลือนรางและสับสนอยู่บ้าง แต่ก็น่าสนใจและสนุกสนานตื่นเต้นไม่แพ้ละคร (เผลอ ๆ จะสนุกกว่าอีกด้วยซ้ำไป)  

โบราณสถานเหล่านี้กระจายอยู่ทั่วพระนครศรีอยุธยาทั้งในเกาะเมืองและนอกเกาะเมือง ผมมานั่งดู ๆ ไปแล้ว จัดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวตามรอยประวัติศาสตร์ “กรุงเก่า” พระนครศรีอยุธยาได้อย่างสบายเลยทีเดียว แบ่งหมวดหมู่กลุ่มโบราณสถานในแต่ละทิศ ทั้งบนเกาะเมืองและรอบเกาะเมือง แถมเรียงลำดับตามเหตุการณ์สำคัญ ๆ  ได้อย่างค่อนข้างเหมาะเจาะลงตัวอีกต่างหาก
           


เบื้องบูรพา ศรีรามเทพนครอโยธยา แรกเริ่มความรุ่งเรือง

ออเจ้าเอย...เคยรู้หรือไม่ ...(เพลงประกอบละครนำมาก่อนเลย สร้างบรรยากาศ)

บริเวณฝั่งตะวันออกของตัวเมืองพระนครศรีอยุธยาปัจจุบัน แรกเริ่มนั้นเป็นที่ตั้งของเมืองอโยธยา หรือชื่อเต็มอันไพเราะเพราะพริ้งว่า “อโยธยาศรีรามเทพนคร”  มีฐานะเป็นเมืองท่าค้าขายทางทะเลสำคัญของอาณาจักรละโว้หรือลวปุระ ซึ่งเจริญรุ่งเรืองในดินแดนแถบนี้สืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยทวาราวดี

 เรื่องราวของเมืองอโยธยานี้ปรากฏอยู่ในพงศาวดารชัดเจนครับ เพียงแต่นักวิชาการเมื่อก่อนมองไปว่าเป็นนิทานปรัมปราไปเสียอย่างนั้น ทั้งที่มีรายพระนามกษัตริย์ผู้ครองเมืองอโยธยาบันทึกไว้หลายพระองค์ พระนามที่รู้จักกันดีได้แก่ พระเจ้าสายน้ำผึ้ง  พระยาธรรมิกราชา เป็นต้น 


 หลักฐานสำคัญที่สุดที่ยืนยันการมีอยู่จริงของเมืองอโยธยา คือ “พระเจ้าแพนงเชิง” พระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยขนาดมหึมาหน้าตักกว้าง ๒๐ เมตรเศษ สูงถึง ๑๙ เมตร ที่เรารู้จักกันในนาม “หลวงพ่อโตวัดพนัญเชิง” นั่นแหละครับ พงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ซึ่งเป็นฉบับที่น่าเชื่อถือที่สุด ระบุว่าสร้างเมื่อปี พ.ศ.๑๘๖๗ ก่อนการสร้างกรุงศรีอยุธยาถึง ๒๖ ปี การสร้างพระพุทธรูปยิ่งใหญ่และงดงามได้ขนาดนี้ สะท้อนให้เห็นว่าต้องเป็นเมืองที่มีเศรษฐกิจรุ่งเรือง พร้อมทั้งมีศิลปวิทยาการขั้นสูงอย่างไม่ต้องสงสัย

ไม่เพียงเท่านั้น ยังปรากฏโบราณสถานของเมืองอโยธยาหลงเหลือให้เห็นเป็นประจักษ์พยานกันอยู่อีกไม่น้อย ตั้งเรียงรายกันอยู่เป็นแถวเป็นแนวไป ตั้งแต่วัดใหญ่ชัยมงคล วัดสามปลื้ม วัดสมณโกฏฐาราม วัดนางคำ วัดกุฎีดาว วัดจักรวรรดิ์ วัดมเหยงค์ วัดวัดสีกาสมุด และวัดอโยธยา  เพียงแต่ว่าต้องใช้ความสังเกตพอสมควรในการชมครับ เพราะแต่ละวัดได้มีการสร้างศาสนสถานเพิ่มเติม รวมทั้งบูรณปฏิสังขรณ์ซ้อนทับในสมัยอยุธยาหลายต่อหลายหน


 ศิลปกรรมแบบอโยธยาที่หลงเหลือมาให้เห็นกันในวันนี้ส่วนใหญ่เป็นสถาปัตยกรรม สังเกตได้ง่าย ๆ คือ  องค์เจดีย์แปดเหลี่ยมตั้งบนฐานสี่เหลี่ยม ก่ออิฐดินเผาที่ขัดฝนจนเรียบ ใช้ดินผสมยางไม้และมโนศิลาสอแทนปูนจนเนื้อแนบสนิทตามระบบการก่อสร้างโบราณของอินเดีย ที่สำคัญคือก่อให้ภายในเจดีย์กลวง องค์ระฆังกลมแนวองค์ระฆังมองจากด้านข้างเป็นเส้นตั้งแบบเจดีย์ปาละของอินเดีย (ในขณะที่เจดีย์แบบอยุธยาองค์ระฆังเป็นเส้นเอียงผายออก) นิยมปั้นปูนกลีบบัวประดับที่องค์ระฆัง   นอกจากนี้ยังนิยมสร้างพระพุทธรูปแกะสลักขึ้นจากหินทราย ต่างจากสมัยอยุธยาที่นิยมใช้การปั้นปูน (ศิลปกรรมแบบอโยธยานี้นิยมเรียกกันว่าศิลปกรรมแบบอู่ทอง)





เมื่อสามสิบปีก่อนตอนเรียนอยู่มหาวิทยาลัย ผมเคยมาตระเวนเที่ยวชมวัดในแถบนี้ สมัยนั้นเข้ามาดูมาชมยากมากครับ เพราะพื้นที่รกร้างเป็นป่า มีบ้านคนตั้งอยู่บ้างเพียงประปราย ยังมีโอกาสได้เห็นภายในเจดีย์วัดนางคำที่ก่ออิฐแนบสนิทและกลวงขึ้นไปจนถึงยอด และมีเศียรพระพุทธรูปหินทรายพิงอยู่บนเนินดินหลังเจดีย์ กับวัดสีกาสมุดในสภาพถูกขุดกรุจนองค์ระฆังพรุนจนเหลือแกนปล้องไฉนตั้งอยู่ง่อนแง่น วัดช้างจมอยู่ในป่าหญ้ารกสูงท่วมหัว เห็นแต่เจดีย์โผล่อยู่ไกล ๆ จะเข้ามาดูมาชมแต่ละวัดยากลำบากพิลึก




มาวันนี้โบราณสถานในแถบเมืองอโยธยาได้รับการบูรณะขุดแต่งจากกรมศิลปากรเป็นอย่างดี ทว่าหลายสิ่งไม่อาจพบเห็นได้อีก อย่างภายในเจดีย์วัดนางคำที่กลวง ปัจจุบันซ่อมปิดองค์ระฆังที่โหว่เรียบร้อย   หรือเศียรพระศิลาทรายชำรุดบนเนินวัดนางคำ ตอนนี้หายไปแล้ว (หวังว่าคนที่มาเก็บเอาไปดูแลจะเป็นกรมศิลปากรนะ ไม่ใช่พ่อค้าของเก่า)  แต่ถนนหนทางเข้าถึงหมด เข้ามาเที่ยวชมได้ง่ายทุกแห่ง ใครมีโอกาสมาเที่ยวอยุธยาจึงน่าจะเข้ามาเยี่ยมชมร่องรอยความรุ่งเรืองของเมืองอโยธยากันเอาไว้เป็นขวัญตาครับ

เมืองอโยธยาศรีรามเทพนครอันรุ่งเรืองสุดท้ายได้กลับกลายเป็นเมืองร้างไปอย่างเป็นปริศนา สันนิษฐานกันว่าเกิดโรคระบาดที่แพร่มาจากเรือสำเภาต่างชาติที่เข้ามาทำการค้า ทำให้ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก ที่เหลือรอดก็อพยพโยกย้ายทิ้งเมืองไป จนวัดวาอารามรกร้างตกอยู่ในสภาพปรักหักพัง กระทั่งพระเจ้าอู่ทองเสด็จมาสร้างกรุงศรีอยุธยาขึ้นใหม่ในหลายปีต่อมา



เบื้องทักษิณ เวียงเล็ก อลังการงดงามอารามหลวง

เลียบเลาะตามถนนมาทางทิศใต้นอกเกาะเมือง  บริเวณนี้เป็นอีกแห่งหนึ่งที่มีเรื่องราวน่าสนใจต่อเนื่องมาจากฝั่งเมืองอโยธยา นั่นคือตั้งแต่เมื่อครั้งพระเจ้าอู่ทองเสด็จมาทรงสำรวจหาทำเลที่เหมาะสมในการสร้างกรุงศรีอยุธยา

แค่ประวัติความเป็นมาของพระเจ้าอู่ทองก็น่าสนใจเสียแล้วละครับ เพราะในเอกสารประวัติศาสตร์แต่ละชิ้นบันทึกเอาไว้อย่างหลากหลาย ไม่ตรงกัน บ้างก็ว่าเสด็จมาจากเมืองจีน บ้างก็ว่าเสด็จมาจากเชียงแสน บ้างก็ว่ามาจากละโว้ บ้างก็มาจากเพชรบุรี  (มึนดีไหมล่ะ)



แต่ที่พอจะเข้าเค้ากับหลักฐานเอกสารและหลักฐานทางโบราณคดีมากที่สุด  ก็คือข้อที่ว่าพระเจ้าอู่ทองเป็นกษัตริย์อโยธยาเดิมครับ  อย่างที่บอกไว้ตอนต้นว่า เมืองอโยธยาเดิมนั้นเป็นเมืองท่าของละโว้ เมื่อเกิดโรคระบาดร้ายแรงขึ้นได้ทรงนำชาวเมืองอพยพย้ายเมืองหนีไปชั่วคราว แล้วจึงเสด็จกลับมาสำรวจหาทางสร้างเมืองขึ้นใหม่ในสถานที่ใกล้เคียง

ตรงนี้เข้ากันได้ดีกับเนื้อหาในพงศาวดาร ที่ว่าหลังสถาปนากรุงศรีอยุธยาแล้ว พระองค์ได้โปรด ฯ ให้ขุดพระศพเจ้าแก้วเจ้าไทย (หมายถึงพระสังฆราชฝ่ายอรัญวาสีและพระสังฆราชฝ่ายคามวาสี) ที่สิ้นพระชนม์ด้วยโรคระบาด ขึ้นมาฌาปนกิจบำเพ็ญกุศล เพราะหากไม่ใช่พระองค์เคยครองเมืองอโยธยานี้อยู่ก่อน จะทรงทราบได้อย่างไรว่ามีศพเจ้าแก้วเจ้าไทยฝังอยู่ แล้วฝังไว้ตรงไหน  นอกจากนี้ยังมีข้อมูลชัดเจนอีกว่าพระเจ้าอู่ทองมีสายสัมพันธ์กับสองนครใหญ่ใกล้เคียง คือสุพรรณภูมิและละโว้ โดยมีพระมเหสีสองพระองค์ เป็นเจ้าหญิงจากสุพรรณภูมิองค์หนึ่ง และเจ้าหญิงจากละโว้อีกองค์หนึ่ง ทำให้ยิ่งมีความเป็นไปได้ในข้อนี้มากขึ้นด้วย


ระหว่างทรงสำรวจหาทำเลที่ตั้งอันเหมาะสมจะสร้างเมืองใหม่ พระเจ้าอู่ทองได้ทรงสร้างพระตำหนักขึ้นเป็นสถานที่พักแรมชั่วคราวบนอีกฟากฝั่งน้ำนอกเกาะเมือง เรียกกันว่า “เวียงเล็ก” ซึ่งฟังจากชื่อก็น่าจะเป็นพระราชวังขนาดเล็กที่มีคูค่ายแข็งแรงมั่นคง จนเรียกกันในอีกชื่อหนึ่งว่า “เวียงเหล็ก” 

  ครั้นเมื่อสถาปนากรุงศรีอยุธยาสร้างพระราชวังใหม่ในเกาะเมืองเรียบร้อยแล้ว  พระองค์จึงโปรดให้สร้างวัดขึ้นเป็นอนุสรณ์ ณ  เวียงเล็กที่พระองค์เคยเสด็จมาประทับอยู่แต่เดิม ถือเป็นอารามหลวงแห่งแรกที่สร้างขึ้นในสมัยของกรุงศรีอยุธยา พระราชทานนามว่าวัดพุทไธศวรรย์ ใหญ่โตโอ่อ่าอยู่ริมฝั่งน้ำเห็นได้แต่ไกล

ช่วงนี้ในแต่ละวันมีนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลแวะเวียนกันเข้ามาเยี่ยมชมวัดพุทไธศวรรย์กันอย่างชนิดที่เรียกว่า “หัวบันไดไม่แห้ง” แต่ส่วนใหญ่มาเพราะเป็นฉากหนึ่งในละคร “บุพเพสันนิวาส”เท่านั้น  ทั้งที่ความจริงแล้วในฐานะเป็นวัดสำคัญของกรุงศรีอยุธยามาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ภายในวัดได้สั่งสมความงดงามของศิลปกรรมอยุธยาไว้หลายยุคหลายสมัย จึงมีอะไรต่อมิอะไรให้ดูมากมาย ขนาดสมัยอยุธยาเองยังถือว่าเป็นวัดสำคัญที่เชิดหน้าชูตาของพระนคร สำหรับต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองเชียวนะครับ

 ปรากฏความในจดหมายเหตุของราชฑูตลังกาที่เข้ามายังพระนครศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พรรณนาถึงความวิจิตรงดงามเอาไว้อย่างละเอียดพอสมควร อยากรู้ว่าวัดพุทไธศวรรย์สมัยนั้นอลังการงานสร้างตระการตาขนาดไหนคงต้องลองอ่านดูกัน

 “เจ็ดวัดต่อมาในวันศุกร์ เป็นวันเพ็ญ ข้าราชการสองคนมาพบเราและบอกว่า มีพระบรมราชโองการให้พาเราไปที่วัดสองวัดในวันนี้ เราจึงเดินทางโดยทางเรือไปที่วัด เรียกว่าวัดพุทไธศวรรย์ (Puthai Suwan) ซึ่งจะอธิบายดังต่อไปนี้ ทางด้านขวามือของแม่น้ำใหญ่มีทุ่งกว้างที่สิ้นสุดลงที่ฝั่งแม่น้ำ ณ ที่นี้อาคารหลังคาสองชั้นสร้างเป็นรูปจัตุรัส มีประตูอยู่สี่ประตู ทั้งสี่ด้าน ผนังทั้งสี่ประดิษฐานพระพุทธรูปปิดทองสองร้อยองค์ ภายในประตูทางด้านทิศตะวันออกมีรอยพระพุทธบาทจำลอง รูปมงคลบนรอยพระพุทธบาทนั้น ปิดทองตรงกลางของจตุรัส มีพระปรางค์ (dagava) ใหญ่ปิดทอง มีสี่ประตู

เมื่อเข้าประตูด้านทิศตะวันออกแล้ว จะมีบันไดศิลาปิดทอง พระมหาธาตุนั้นประดิษฐานอยู่ภายในท้องคูหาของพระปรางค์ ห้องนี้สร้างขึ้นเพื่อให้เดินประทักษิณได้โดยรอบพระมหาธาตุ โดยไม่ต้องเข้าไปใกล้พระธาตุ ภายในพระปรางค์ยังมีรอยพระบาทจำลองปิดทองอีกด้วย

เคียงข้างประตูทิศตะวันออก มีพญานาคห้าเศียรเลื้อยลงสู่พื้นดิน ทางด้านทิศเหนือของพระปรางค์มีวิหารหลังคาสองชั้น มีชุกชีอยู่ตรงกลาง บนฐานนี้มีพระพุทธรูปประทับปิดทอง สูง ๑๒ ศอก ทางด้านทิศตะวันออกหันหน้าไปทางพระปรางค์ มีวิหารหลังคาห้าชั้น ผูกเพดานด้วยผ้าและประดับด้วยจิตรกรรมปิดทองเสากลางห้องปิดด้วยแผ่นทองคำ บนชุกชีกลางห้องนั้นมีพระพุทธรูปทองคำขนาดเท่าคน เคียงข้างด้วยรูปปิดทองคล้ายกับสองรูปพระสาวกสำคัญ พระสารีบุตรมหาสามิ และพระมหาโมคลานะมหาสามิ และรูปอื่น ๆ อีกมากมาย

ตอนบนของประตูทางเข้าตั้งแต่หลังคาถึงทับหลังประตูมีจิตรกรรมปิดทองรูปพระพุทธเจ้าในสวรรค์ของท้าวสักกะ พระพุทธองค์ประทับบนบัลลังก์สีขาว ทรงเทศนาพระอภิธรรมอันประเสริฐโปรดพระอิศวร (Maha Deva) และเทพ แลพรหมในโลก ที่ยังไม่สมบูรณ์ และมีภาพตอนเมื่อทรงเทศนาเสด็จลงจากสวรรค์ โดยบันไดทองสู่สกัสสปุระ (Sakaspura) พระวิหารหลังนี้มีกำแพงและประตูล้อม อย่างมั่นคง รอบ ๆ มีอาคารที่รื่นรมย์และกุฎิสงฆ์เต็มไปด้วยผู้ทรงศีล ผู้ศรัทธาที่สูงศักดิ์ อุบาสิกา”

ผมเองลองไปเดินเที่ยวชมวัดตามรอยบันทึกนี้แล้วจินตนาการตามไปด้วย พอจะเห็นได้ถึงความอลังการในอดีตได้พอสมควร แต่ต้องใช้พลังงานในการ “มโน” ค่อนข้างมาก  จะว่าไปปัจจุบันนี้ยุคไทยแลนด์ ๔.๐ แล้ว ถ้าหากทางวัดหรือทางจังหวัดหางบประมาณหรือการสนับสนุนจากภาคเอกชน จัดทำเป็นแอพพลิเคชั่นชมวัดพุทไธศวรรย์ในอดีต โดยใช้ข้อมูลจำลองแบบขึ้นมาเป็นภาพสามมิติ  เชื่อมกับโทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ตโฟนให้นักท่องเที่ยวดาวน์โหลดไปเดินเที่ยวชมกันได้ละก็ คงจะเป็นการเที่ยวชมวัดที่น่าตื่นตาตื่นใจขึ้นอีกจมเลยเชียวครับ


ใกล้กันกับวัดพุทไธศวรรย์ยังมีโบราณสถานน่าชมอีกแห่งนั่นคือวัดเตว็ด  อาคารก่ออิฐถือปูนสองชั้น รูปแบบอิทธิพลสถาปัตยกรรมฝรั่งเศสที่รับเข้ามาสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช หน้าต่างก่อทำเป็นช่องซุ้มโค้งยอดแหลม หน้าจั่วชั้นสองก่ออิฐถือปูนประดับลวดลายปูนปั้น โดยส่วนขอบเป็นลายแบบยุโรป หางหงส์ทำเป็นหัวฝรั่งหันข้างสวมวิกผมยาวเป็นลอน สวมเสื้อมีระบายผูกผ้าพันคอ กึ่งกลางหน้าจั่วปั้นปูนรูปวิมานประดับลายเครือเถาแบบฝรั่งผสมผสานกับลายนกคาบของไทยแลดูอ่อนช้อยสวยงาม ผนังด้านในเจาะเป็นซุ้มสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูป แม้ปรักหักพังแต่ยังเด่นสง่างดงามอยู่ในร่มไม้เขียวครึ้มที่แวดล้อมอยู่รอบด้าน

เหตุที่เรียกวัดเตว็ดเนื่องจากตัวอาคารพังทลายลงหมดเหลือเพียงผนังอาคารด้านสกัดที่มีหน้าจั่วอยู่เพียงด้านเดียว ลักษณะคล้ายเจว็ด ชาวบ้านจึงเรียกตามลักษณะที่เห็น ว่าวัดเจว็ด ก่อนจะเพี้ยนเป็นวัดเตว็ดในที่สุด 

ตามพงศาวดารในรัชกาลสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘ (พระเจ้าเสือ) พ.ศ. ๒๒๔๓ ว่าเมื่อสิ้นรัชกาลสมเด็จพระเพทราชา สมเด็จพระอัครมเหสีฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาในสมเด็จพระเพทราชา คือสมเด็จกรมหลวงโยธาเทพและสมเด็จกรมหลวงโยธาทิพ ได้ทูลลาสมเด็จพระเจ้าเสือออกจากพระราชวัง เสด็จออกบวชชี พร้อมนำเจ้าตรัสน้อยราชบุตรซึ่งเป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระเพทราชา มาตั้งนิวาสสถานอยู่ใกล้วัดพุทไธศวรรย์ และเมื่อราชบุตรอายุครบเกณฑ์โสกันต์ได้ทรงให้บรรพชาเป็นสามเณรและพระภิกษุเพื่อศึกษาเล่าเรียนที่วัดพุทไธสวรรย์ด้วย


ตึกฝรั่งหลังนี้น่าจะเป็นตำหนักของพระมเหสีทั้งสองพระองค์ดังกล่าว แต่หลายคนที่มาเยือนอาจจะสงสัยว่าถ้าเป็นตำหนักจริง ๆ แล้ว ทำไมถึงปรากฏร่องรอยของอุโบสถขนาดใหญ่ตั้งอยู่อยู่เบื้องหน้าพระตำหนักอย่างใกล้ชิดอย่างที่เห็น เหมือนกับเป็นวัด การที่สุภาพสตรีแม้จะสูงศักดิ์แต่มาตั้งตำหนักอยู่ในวัดแถมติดอยู่กับอุโบสถจึงดูเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะถูกต้องเท่าไหร่

 ข้อนี้ตอบได้ไม่ยากครับ ว่าด้วยเหตุที่ทั้งสองพระองค์ทรงมีฐานันดรศักดิ์สูง เมื่อเสด็จออกบวชชีมีข้าราชบริพารฝ่ายในซึ่งเป็นหญิงล้วนออกบวชชีตามเสด็จด้วยมาก การที่แม่ชีทั้งหมดซึ่งเป็นสตรีจะไปพำนักอยู่ในวัดพุทไธศวรรย์ย่อมไม่สะดวกและไม่เหมาะสมแน่นอน เป็นเหตุให้ต้องมาตั้งเป็นสำนักนางชีขึ้นต่างหาก และเนื่องจากสำนักนางชีต้องมีการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาด้วย จึงต้องสร้างพระอุโบสถไว้ให้เป็นสัดส่วนของนางชีเอง ไม่ต้องไปปะปนกับพระที่วัด โดยในวาระสำคัญอาจนิมนต์พระสงฆ์จากวัดพุทไธศวรรย์มาเป็นประธานในพิธี วัดเตว็ดจึงไม่ใช่วัด แต่มีลักษณะเป็นสำนักนางชีที่เป็นสาขาของวัดพุทไธศวรรย์นั่นเอง

ใช่หรือไม่ใช่อย่างไรนี่เป็นเพียงแค่ข้อสันนิษฐานที่ผมจินตนาการขึ้นมาจากข้อมูลและสภาพที่พบเห็นเท่านั้นนะครับ การเที่ยวโบราณสถานบางทีต้องพยายามตอบคำถามให้กับสิ่งต่าง ๆ ที่น่าสงสัย แต่ไม่ใช่ตอบมั่ว ๆ ส่งเดชไป ควรจะมีเหตุผลมาสนับสนุนให้น่าเชื่อถือตามสมควร พูดคุยถกเถียงกันได้ในลักษณะวิชาการจะทำให้การท่องเที่ยวมีสีสันและรสชาติมากขึ้น ไม่น่าเบื่อง่วงเหงาหาวนอน

ส่วนที่คำตอบที่ถูกต้องอย่างแท้จริง บางครั้งก็ต้อรอข้อมูลที่อาจจะค้นพบในอนาคตข้างหน้ามาใช้เป็นกุญแจไขปริศนา ซึ่งนั่นเป็นหน้าที่ของนักวิชาการเขาค้นคว้าครับ เรามีหน้าที่เที่ยวก็เที่ยวกันไป



เบื้องประจิม สามอาราม สามสมัย อรัญวาสีป่าแก้ว

ตีวงอ้อมเกาะเมืองมาทางฝั่งตะวันตก ทางด้านนี้ปรากฏร่องรอยของสถาปัตยกรรมโบราณอันมีเรื่องราวน่าสนใจอยู่หลายแห่งด้วยกัน

เจดีย์วัดกระช้าย ตระหง่านเป็นสง่าท่ามกลางความรกร้างอยู่กลางทุ่งมาเนิ่นนาน ด้วยขนาดใหญ่โตและทรวดทรงเจดีย์ที่เป็นแปดเหลี่ยมตั้งบนฐานสี่เหลี่ยมองค์ระฆังกลมเป็นแนวตั้ง บ่งบอกได้ว่าเป็นหนึ่งในเจดีย์ที่สร้างขึ้นในสมัยอโยธยาอย่างไม่ต้องสงสัยครับ

เมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้ววัดกระช้ายเป็นเจดีย์ร้างที่อยู่กลางทุ่งนาอย่างแท้จริง ไม่มีถนนตัดผ่านเข้าไป ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ผมเคยจอดรถทิ้งไว้บนถนนแล้วเดินฝ่าแดดเปรี้ยงลุยทุ่งเข้าไปชมอย่างใกล้ชิด ตอนนั้นยังไม่มีการบูรณะจุดแต่ง เมื่อเข้าไปใกล้เจดีย์ที่เอียงเอน เงยหน้าขึ้นไปก็แลเห็นเนื้ออิฐแดงเนื่องจากปูนฉาบผิวนอกกะเทาะหลุดร่วงไปได้ชัดเจน ร่องรอยความกร่อนเก่าด้วยการเวลา ประกอบกับบรรยากาศที่รกเรื้อกลางท้องทุ่งแห้งแล้ง ร้างไร้ผู้คน และต้นไม้ใหญ่ยืนต้นตายอยู่ข้างเจดีย์ ให้ความรู้สึกราวกับได้ย้อนอดีตกลับไปเมื่อครั้งกรุงแตกยังไงยังงั้น


บนคอระฆังเจดีย์ปรากฏร่องรอยโพรงใหญ่จากการลักลอบขุดหาสมบัติ ที่น่าตื่นตาตื่นใจคือผมพบช่องที่เกิดจากการขุดเจาะหาสมบัติบริเวณส่วนฐานแปดเหลี่ยม เจาะเป็นช่องขนาดเท่าตัวคน เมื่อลองเดินเข้าไปก็ต้องตะลึงครับ เพราะภายในองค์เจดีย์เป็นห้องโล่งที่ก่ออิฐอย่างเป็นระเบียบกลวงขึ้นไปจนถึงยอดเจดีย์ข้างบนที่อยู่สูงลิบ ซึ่งเป็นลักษณะเด่นอีกประการหนึ่งของเจดีย์สมัยอโยธยาที่แสดงให้เห็นเทคโนโลยีการก่อสร้างที่สูงเยี่ยมและประณีต (เจดีย์สมัยอยุธยาภายในจะก่อด้วยอิฐทึบตันทั้งหมดไม่เป็นโพรงข้างใน) โพรงภายในเจดีย์แบบนี้น่าจะใช้เป็นที่บรรจุทรัพย์สมบัติล้ำค่าที่ถวายเป็นพุทธบูชา ซึ่งคงถูกคนร้ายที่ลักลอบขุดกรุนำออกไปนานแล้ว

ในวันนี้เจดีย์วัดกระช้ายได้รับการบูรณะขุดแต่งเป็นที่เรียบร้อยหลายปีแล้ว มีถนนทางเข้าอย่างดีมาถึงในบริเวณวัด  แต่องค์เจดีย์ที่บูรณะไม่มีช่องทางที่จะเข้าไปชมความมหัศจรรย์ของเทคนิคการก่ออิฐของช่างสมัยอโยธยาได้อีกต่อไป เพราะก่ออิฐปิดทึบตันหมดทุกด้าน ไม่แน่ใจว่ารวมไปถึงภายในด้วยหรือไม่ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็น่าเสียดาย ผมมาถึงแล้วก็ได้แต่นึกย้อนไปถึงบรรยากาศรกร้างอันขรึมขลังที่เคยพบเห็น  คงไม่มีวันหวนคืนมาตลอดกาลแล้ว

น . ณ ปากน้ำ นักประวัติศาสตร์ศิลป์คนสำคัญเคยตั้งข้อสันนิษฐานไว้ว่า บริเวณวัดกระช้ายแห่งนี้คือที่ตั้งวัดป่าแก้วของเมืองอโยธยา ซึ่งในอดีตที่ผ่านมา เมืองโบราณต่าง ๆ ทุกแห่งในประเทศไทย มีธรรมเนียมในการสร้างวัดป่าแก้ว คือวัดที่จำพรรษาของสมเด็จพระพนรัตน์ สังฆราชฝ่ายอรัญญวาสี (พระป่า) ไว้ทางฝั่งทิศตะวันตกของเมืองทั้งสิ้น


เช่นเดียวกับโบราณสถานเก่าแก่อีกแห่ง ไม่ไกลจากวัดกระช้ายเท่าไหร่ คือวัดทุ่งประเชด หรือวัดวรเชตุ อารามขนาดใหญ่ มีพระปรางค์เป็นประธานของวัด กับสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ อีกมากมายที่บ่งบอก

ก่อนหน้านี้วัดทุ่งประเชดไม่ปรากฏประวัติความเป็นมาชัดเจน สมัยผมมาเตร็ดเตร่เที่ยวชมโบราณสถานกรุงเก่าเมื่อสามสิบกว่าปีก่อนเคยเห็นมีป้ายติดหน้าวัดว่าชื่อวัดวรเชตุเทพบำรุงอยู่ มาครั้งนี้ถึงเห็นว่าเปลี่ยนเป็นวัดวรเชตุเฉย ๆ  แถมวงมีเล็บว่า “วรเชษฐ์”  ไว้ด้วย

จำได้ว่าหลายปีก่อนหน้า ในช่วงที่ภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวรกำลังโด่งดัง ได้เกิดมีการถกเถียงกันขึ้นมาในแวดวงประวัติศาสตร์กันนัวเนียพอสมควร ว่าวัดวรเชษฐารามที่สมเด็จพระเอกาทศรถทรงสร้างเพื่อถวายสมเด็จพระนเรศวรคือวัดวรเชษฐารามในเกาะเมือง หรือวัดวรเชตุนอกเกาะเมืองแห่งนี้กันแน่ ซึ่ง จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ได้ข้อยุติ อาจจะต้องปล่อยให้นักวิชาการที่เกี่ยวข้องเขาไปหาหลักฐานมายืนยันกันให้รู้เรื่องอีกทีครับ ไม่รู้ว่าจะอีกนานกี่ปีเหมือนกัน

สรุปได้ตอนนี้แน่ ๆ ก็คือวัดวรเชตุนอกเกาะเมืองนี้เป็น”วัดป่าแก้ว” พระอารามที่จำพรรษาของพระสังฆราชฝ่ายอรัญวาสีของกรุงศรีอยุธยาในยุคต่อมาแน่นอน 



วัดวรเชตุน่าจะทำหน้าที่สำคัญนี้ต่อเนื่องมาจนกระทั่งถึงในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง เมื่อพระองค์เสด็จไปตีนครธมได้ โปรด ฯ ให้สร้างวัดขึ้นบนที่ดินซึ่งเคยเป็นบ้านของพระราชมารดา ด้วยสถาปัตยกรรมที่จำลองรูปแบบมาจากนครวัดในกัมพูชา แต่ปรับแปลงในส่วนของเมรุทิศให้และส่วนประกอบต่าง ๆ ให้มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง  คือวัดไชยวัฒนาราม และโปรดให้เป็นวัดที่จำพรรษาของพระสังฆราชฝ่ายอรัญวาสีแทนวัดวรเชตุนับแต่นั้น  
วัดไชยวัฒนารามนี้คงไม่ต้องพูดกันมากครับ ว่ามีอะไร น่าจะรู้กันดีอยู่แล้ว เพราะเป็นหนึ่งในอีกวัดที่ปรากฏเป็นฉากสำคัญในละครบุพเพสันนิวาส ในช่วงนี้ไม่ว่าจะไปที่วัดเวลาไหนเช้า สาย บาย หรือเย็น  ล้วนแล้วแต่ได้เห็น “ออเจ้า” ทั้งหลายเดินกันแน่นวัดทั้งวัน



เกาะพระนคร ศูนย์กลางแห่งกรุงศรีอยุธยา   

 จากฟากตะวันตก เราข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าสู่เกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา ศูนย์กลางของอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาอันยิ่งใหญ่รุ่งเรืองที่สุดในดินแดนสุวรรณภูมิ

พระราชพงศาวดารบันทึกเอาไว้ว่า พระเจ้าอู่ทองหรือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ทรงสถาปนาพระนครแห่งใหม่ ขึ้นในบริเวณหนองโสน แล้วพระราชทานนามว่า  กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา” ในปี พ.ศ. ๑๘๙๓ พระราชวังแห่งแรกสร้างขึ้นบริเวณตอนเหนือของหนองน้ำ โดยอาศัยใช้แม่น้ำลพบุรีและแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นคูพระนครด้านเหนือ ด้านตะวันตก และด้านใต้  ส่วนด้านตะวันออกนั้น ขุดคูน้ำขึ้นใหม่ตามแนวคูเมืองอโยธยาเก่าใช้เป็นคูเมืองด้านนอก  


โบราณสถานในเกาะเมืองอยุธยาส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ในบริเวณตอนกลางของเกาะ ใกล้กับพระราชวัง โดยมีทั้งวัดที่สร้างขึ้นใหม่ อย่างเช่นวัดพระราม สร้างขึ้นในบริเวณที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระเจ้าอู่ทอง  วัดพระศรีสรรเพชญ์ สร้างขึ้นบนพื้นที่พระราชวังในสมัยพระเจ้าอู่ทอง เนื่องจากสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้ทรงย้ายพระราชมณเฑียรขึ้นไปทางตอนเหนือของพระราชวังเดิม จึงยกถวายป็นเขตพุทธาวาส ใช้เป็นวัดในเขตพระราชวังสำหรับประกอบพระราชพิธีสำคัญต่าง ๆ ของบ้านเมือง ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา (เหมือนกับวัดพระแก้วที่กรุงเทพ ฯ)


บางส่วนก็เป็นวัดที่สร้างลงบนโบราณสถานของเมืองอโยธยาเดิมเช่นวัดมหาธาตุ  ปรางค์ประธานของวัดมหาธาตุนี้เคยสูงใหญ่ที่สุดในอยุธยาคือสูงถึง ๒๕ วา เนื่องจากมีการบูรณปฏิสังขรณ์ซ้อนทับกันขึ้นไปหลายชั้นในหลายยุคสมัย จนในที่สุดก็พังทลายลงมาเมื่อสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๕ นี้เอง 

 เศียรพระพุทธรูปในโอบล้อมของรากไม้เป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่รู้จักวัดมหาธาตุ เศียรพระพุทธรูปนี้เป็นศิลปกรรมแบบอู่ทองอันเป็นของเมืองอโยธยาเก่า ในการขุดแต่งโบราณสถานของกรมศิลปากรพบชิ้นส่วนพระพุทธรูปศิลาหินทรายสมัยอโยธยาจำนวนมากมายอึดตะปือนัง ซ่อนอยู่ใต้ฐานพระวิหารหลวงบ้าง โบกปูนซ่อนอยู่ในผนังวิหารบ้าง สันนิษฐานว่าเมื่อมีการปฏิสังขรณ์วัดขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา ช่างในสมัยนั้นไม่รู้จะทำอย่างไรกับชิ้นส่วนพระพุทธรูปศิลาที่ปรักหักพังของเดิมที่มีอยู่อย่างมากมาย จึงรวบรวมนำไปไว้ตามสถานที่ดังกล่าว (ปัจจุบันก็ไม่รู้จะเอาไว้ที่ไหนอีกเหมือนกันครับ เห็นเอาไปกองรวมกันไว้อยู่ริมกำแพงวัด)


 แต่ที่มีเรื่องราวความเป็นมาน่าตื่นเต้นที่สุดในแถบนี้ก็คือ วัดราชบูรณะครับ สร้างขึ้นในรัชสมัยของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสามพระยา) ในบริเวณพื้นที่และตำแหน่งเดิมที่พระองค์ได้ทรงถวายพระเพลิงศพให้กับเจ้าอ้ายพระยาและเจ้ายี่พระยา ที่ชนช้างแย่งราชสมบัติกันจนสิ้นพระชนม์ทั้งคู่

 พงศาวดารกรุงเก่าบันทึกเอาไว้ว่า เมื่อปี พ.. ๑๙๔๗ เมืองเหนือเกิดจลาจลเนื่องจากพระมหาธรรมราชาที่ ๔ (บรมปาล) กษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์พระร่วงที่ครองกรุงสุโขทัยเสด็จสวรรคต สมเด็จพระนครินทราธิราชจึงเสด็จยกทัพขึ้นไปถึงเมืองพระบาง (นครสวรรค์) โปรดให้เจ้าอ้ายพระยา พระโอรสองค์โตครองเมืองสุพรรณบุรี เจ้ายี่พระยา พระโอรสองค์รองค์รอง ครองเมืองแพรกศรีราชาหรือเมืองสรรค์  และเจ้าสามพระยาองค์สุดท้องครองเมืองชัยนาท (พิษณุโลก)

เมื่อสมเด็จพระนครินทราธิราชเสด็จสวรรคต เจ้าอ้ายพระยาทรงทราบข่าวพลันยกทัพจากสุพรรณบุรีเข้ามา พร้อม ๆ กันกับเจ้ายี่พระยาก็ยกทัพลงมาจากเมืองสรรค์เช่นกัน เพื่อเข้าครอบครองราชสมบัติที่กรุงศรีอยุธยาแทนพระราชบิดา ทั้งสองทัพเกิดปะทะกันขึ้นจนถึงขั้นตะลุมบอน บริเวณเชิงสะพานป่าถ่าน  เจ้าอ้ายพระยากับเจ้ายี่พระยาทรงกระทำยุทธหัตถี ปรากฏว่าทั้งสองพระองค์ฝีมือทัดเทียมกัน ต่างฝ่ายต่างถูกพระแสงของ้าวของฝ่ายตรงข้าม พระศอขาด สิ้นพระชนม์บนคอช้างทั้งสองฝ่าย

  หลังจากทั้งสององค์สิ้นพระชนม์ เจ้าสามพระยาซึ่งเป็นพระอนุชาองค์เล็กก็เสด็จยกทัพจากเมืองชัยนาท มาขึ้นครองราชสมบัติกรุงศรีอยุธยา เป็นสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒   แล้วโปรดให้ถวายพระเพลิงพระศพของพระเชษฐาทั้งสองพระองค์ แล้วสร้างวัดราชบูรณะในที่ถวายพระเพลิงนั้น

 แล้วยังโปรดให้สร้างเจดีย์เล็ก ๆ บริเวณที่ทั้งสองพระองค์ชนช้างกันเป็นอนุสรณ์  เรียกว่า เจดีย์เจ้าอ้ายเจ้ายี่ 
ปัจจุบันยังมีให้เห็นอยู่ครับ แต่ต้องสังเกตให้ดี ๆ อยู่ตรงวงเวียนกลางสี่แยกระหว่างวัดมหาธาตุกับวัดราชบูรณะพอดี  มองผ่าน ๆ แทบไม่เห็นเหมือนกัน ทั้งที่เป็นสถานที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์แท้ ๆ



เบื้องอุดร ประวัติศาสตร์การชิงอำนาจและการล่มสลาย

เป็นเรื่องบังเอิญอย่างไม่น่าเชื่อครับ ที่นอกเกาะเมืองฝั่งทางทิศเหนือมีสถานประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการแย่งชิงราชสมบัติ การเสียกรุง การกู้เอกราช มารวมกันอยู่ฟากนี้แทบทั้งหมด ตั้งแต่เจดีย์ภูเขาทองซึ่งตั้งอยู่ไกลลิบ ๆ ข้างนอกโน้น ที่ว่ากันว่าบุเรงนองมาสร้างเจดีย์ใหญ่แบบมอญ ไว้เป็นที่ระลึกในการตีกรุงศรีอยุธยาได้ (คราวเสียกรุง ฯ ครั้งที่ ๑) ก่อนที่จะมาซ่อมแซมปฏิสังขรณ์ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศโดยเปลี่ยนส่วนยอดของเจดีย์เป็นเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองแบบอยุธยา โดยที่ฐานยังเป็นแบบมอญอยู่

 บนเส้นทางของเราก็มีอยู่อีกหลายแห่งเรียงรายกันอยู่ ตั้งแต่วัดเชิงท่า อารามซึ่งเคยเป็นที่จำพรรษาของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ผู้กอบกู้กรุงศรีอยุธยา เมื่อครั้งยังอุปสมบทเป็นพระภิกษุ  แต่นักท่องเที่ยวไม่ค่อยจะรู้เรื่องนี้กัน ส่วนใหญ่ที่มากันรู้แต่ว่าเป็นวัดที่แม่หญิงการะเกดมาทำบุญ ในละคร “บุพเพสันนิวาส” (เป็นซะยังงั้นไป)


วัดโคกพระยา แดนประหารหรือสถานที่สำเร็จโทษพระมหากษัตริย์และเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงในการชิงบัลลังก์ ซึ่งก็มีทั้งที่นำมาประหารที่วัดและมีทั้งประหารที่อื่นแล้วนำพระศพมาฝังที่วัด อย่างต่อเนื่องยาวนานตลอดสมัยกรุงศรีอยุธยา วัดนี้เมื่อก่อนรกเรื้อเต็มไปด้วยต้นไม้

ใกล้ ๆ กันกับวัดหัสดาวาส ที่สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ทรงทำสัญญาสงบศึกกับบุเรงนอง และวัดหน้าพระเมรุที่เป็นหนึ่งในวัดที่พม่ามาตั้งค่ายล้อมกรุงศรีอยุธยา

เลยเข้าไปอีกหน่อยเป็นแถบคลองสระบัวกับคลองบางปลาหมอซึ่งเป็นคลองสาขา บริเวณนี้เคยเป็นที่ตั้งของชุมชนและย่านการค้าสำคัญ คือย่านสัมพันนี แหล่งผลิตน้ำมันงา น้ำมันลูกกะเบา และน้ำมันถั่ว  รวมทั้งยังเป็นแหล่งตีเหล็ก และปั้นหม้อ  ส่วนปลายคลองเป็นย่านตลาดวัดครุฑ ปั้นหม้อนางเลิ้ง ฟากตะวันออกของคลองสระบัวคือทุ่งแก้ว เป็นแหล่งผลิตสินค้าสำคัญเช่นกัน โดยย่านวัดพร้าว ทำแป้งหอม น้ำมันหอม ธูป กระแจะ และกระดาษ  บ้านคนฑี ปั้นกระโถน ตะคัน ตุ๊กตารูปคนและสัตว์ต่าง ๆ   พบหลักฐานว่าบริเวณนี้มีชาวล้านนาตั้งบ้านเรือนอยู่มากด้วย จังไม่น่าแปลกใจที่จะเห็นเจดีย์แบบล้านนาขนาดใหญ่องค์หนึ่งตั้งเด่นตระหง่านอยู่ที่วัดแค

เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์สำคัญอันน่าตื่นเต้นระทึกใจที่เกิดขึ้นที่คลองสระบัวและคลองบางปลาหมอ นี่แหละครับ นั่นคือการลอบปลงพระชนม์ขุนวรวงศาธิราชและแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ โดยหลังจากแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์โปรด ฯ ให้สถาปนาขุนวรวงศาธิราชขึ้นเป็นกษัตริย์ ขุนนางผู้ใหญ่บางส่วนเห็นว่าไม่เหมาะสม ขุนพิเรนทรเทพ (ต่อมาเป็นสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช) กับพรรคพวก จึงได้วางแผนลอบปลงพระชนม์  

ในวันที่เสด็จขุนวรวงศาธิราชเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคไปคล้องช้างป่า ณ เพนียดย่านหัวรอ  คณะของขุนพิเรนทรเทพนำกำลังพลไปดักซุ่มบริเวณคลองบางปลาหมอ เมื่อเรือพระที่นั่งมาถึงบริเวณปากคลองสระบัว ก็ออกจากที่ซุ่มเข้าสกัดจับขุนวรวงศาธิราชกับนางพระยาแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์พร้อมพระราชบุตรปลงพระชนม์บริเวณวัดเจ้าย่า แล้วนำศพไปเสียบประจานไว้ที่วัดแร้ง จากนั้นจึงไปทูลเชิญพระเทียรราชาซึ่งขณะนั้นผนวชอยู่ที่วัดราชประดิษฐาน ให้ลาผนวชขึ้นครองราชสมบัติเป็นสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ  

เส้นทางของเรามาสิ้นสุดลงที่วัดแม่นางปลื้ม มีประวัติว่าเดิมชื่อ วัดท่าโขลง  เพราะเป็นบริเวณที่โขลงช้างเข้ามาก่อนถูกต้อนเข้าเพนียด  ภายในวัดมีเจดีย์ใหญ่ที่มีรูปสิงห์ปูนปั้นท่วงทีองอาจประดับโดยรอบฐาน  วัดนี้เคยเป็นที่ตั้งค่ายพม่า ตั้งประจันหน้าฝั่งกับป้อมมหาไชยที่อยู่ตรงข้ามอีกฟากแม่น้ำ ยังหลงเหลือร่องรอยเนินค่ายปรากฏอยู่ตรงด้านทิศตะวันออกหน้าวัด เรียกว่า “โคกพม่า”

ข้อมูลจากพงศาวดารระบุว่ากองทัพพม่าตั้งปืนใหญ่ระดมยิงข้ามกำแพงเมืองเข้าไปในพระนครและใช้ทหารลอบเข้ามาขุดรากกำแพงเมืองฝังระเบิดจนกำแพงเมืองทลายลง จุดสำคัญที่พม่าทำอุโมงค์เข้าขุดเผารากกำแพงเมืองบริเวณป้อมมหาไชยจนพังทลายลง แล้วยกทัพเข้าเผาทำลายเมืองได้ เป็นการปิดฉากความรุ่งเรืองที่สืบเนื่องมายาวนานนับหลายศตวรรษของกรุงศรีอยุธยาลงอย่างสิ้นเชิง

แต่ดูเหมือนว่าอดีตอันรุ่งโรจน์ของกรุงศรีอยุธยายังคงอยู่ในความทรงจำ ในสายเลือด ของคนไทยตลอดมา เพราะเมื่อมีการสร้างภาพยนตร์หรือละครเกี่ยวกับกรุงศรีอยุธยาเมื่อไหร่ คนไทยก็คล้ายกับจะระลึกชาติกันขึ้นมาได้ทุกครั้ง แห่กันกลับมาเยี่ยมเยือน”กรุงเก่า” บ้านเดิมในความทรงจำกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง

เส้นทางท่องเที่ยวของเราสิ้นสุดลง เพราะหน้ากระดาษหมดโควตา ทว่าแท้ที่จริงแล้วเรื่องราวของกรุงศรีอยุธยาไม่ได้มีเพียงเท่านี้  ในประวัติศาสตร์ ๔๑๗ ปี ยังมีร่องรอยเรี่องราวมากมายที่รอการเล่าขานอยู่ครับ เพียงแต่ได้ยินว่าตอนนี้กำลังมีการสร้างละคร “บุพเพสันนิวาส” ภาคสองกันอยู่ เชื่อว่าน่าจะได้ออกอากาศในอีกไม่นานเกินรอ ดูท่าทีแล้วน่าจะมีโอกาส “ฮิต” จนอาจจะได้มี “ออเจ้าฟีเวอร์” กันอีกรอบ
ไว้ถึงวันนั้นเราค่อยมา “บุพเพสันนิบาต”  ตามรอยประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยา กันอีกสักทีแล้วกันครับ