Showing posts with label พนมสุรินทร์. Show all posts
Showing posts with label พนมสุรินทร์. Show all posts

Friday, May 23, 2014

กรมศิลปากรเผยโฉมเรือโบราณพันปี “พนมสุรินทร์”

เรือโบราณพันปี สมัยทวารวดี "พนมสุรินทร์" 

ภาคภูมิ น้อยวัฒน์...รายงาน
ตีพิมพ์ครั้งแรกในอนุสาร อ.ส.ท. ปีที่ ๕๔ ฉบับที่ ๑๐ ประจำเดือนมิถุนายน ๒๕๕๗

เมื่อเดือนกันยายน ปี พ.ศ.๒๕๕๖ ที่ผ่านมา ในที่ดินของนายสุรินทร์และนางพนม ศรีงามดี  ในเขตหมู่ที่ ๖ ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองฯ จังหวัดสมุทรสาคร  ระหว่างการขุดดินเพื่อปรับพื้นที่เตรียมการสำหรับทำบ่อเลี้ยงกุ้ง ได้พบเรือไม้ขนาดใหญ่ความยาวกว่า ๒๐ เมตร จมอยู่ในดินเลนด้วยลักษณะพลิกตะแคง หัวเรือหันไปทางทิศใต้ สร้างความแปลกใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นที่ลุ่ม อยู่ห่างจากชายฝั่งทะเลถึง ๗.๕ กิโลเมตร จึงได้แจ้งให้กรมศิลปากรเข้าทำการสำรวจขุดค้น

 ร่องรอยการยึดชิ้นส่วนต่าง ๆ เรือด้วยเชือก

ผลการขุดค้นทางโบราณคดีเบื้องต้นพบไม้ทับกระดูกงูกลางลำเรือ มีความยาว ๑๗.๖๕ เมตร ด้านล่างบากเป็นร่องสลับกัน สำหรับวางทับกงเรือ ชิ้นส่วนไม้บนตัวเรือใช้เชือกสีดำผูกร้อยยึดแผ่นไม้ให้ติดกันแทนการใช้ลิ่มหรือน็อต บางแผ่นเจาะรูตรงกลางแผ่นเพื่อร้อยเชือกเพิ่มความแข็งแรง พบเสากระโดงเรือ ๒ เสา เสาแรกพบอยู่ทางทิศตะวันตกของเรือมีความยาว ๑๗.๓๗ เมตร ตรงหัวเสาเจาะช่องสี่เหลี่ยม ด้านในมีรอกกลมทำด้วยไม้ติดอยู่ ส่วนโคนเสาบากเป็นแท่งสี่เหลี่ยม สันนิษฐานว่าเป็นเดือยใช้สำหรับติดตั้งบนฐานเสาเรือ  เสากระโดงเรืออีกเสาพบอยู่นอกตัวเรือทางทิศตะวันออก โคนเสาด้านหนึ่งบากเป็นสี่เหลี่ยม อีกด้านหนึ่งเป็นครึ่งวงกลม ทั้งยังพบเชือกหวายขนาดยาวพันอยู่ที่โคนเสาด้วย
ภาชนะดินเผา "แอมฟอรา"

จากการศึกษาเปรียบเทียบพบว่าเทคนิคการต่อเรือลำนี้เป็นแบบเดียวกับที่ใช้ในเรืออาหรับโบราณ. ในประเทศไทยเคยพบลักษณะนี้มาก่อนแล้วลำหนึ่งที่แหล่งเรือโบราณควนธานี อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง  ภายในเรือยังพบสิ่งของเครื่องใช้สอยต่างๆ ที่สำคัญที่สุดคือภาชนะดินเผาลักษณะคล้ายไหก้นแหลมเรียกว่า “แอมฟอร่า” อย่างที่ชาวโรมันใช้สำหรับบรรจุสินค้าของเหลว เช่น ไวน์ หรือน้ำมัน  นอกจากนั้นยังพบเครื่องถ้วยจีน และภาชนะดินเผาสมัยทวารวดีอีกเป็นจำนวนมาก 
 
บางส่วนของโบราณวัตถุที่พบในเรือ

โบราณวัตถุที่พบทำให้สามารถประมาณความเก่าแก่ของเรือได้ว่ามีอายุกว่าพันปี เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญของการเดินทางค้าขายทางทะเลข้ามทวีปจากดินแดนตะวันออกกลางผ่านอินเดียมายังภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ในต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๑ ซึ่งหลักฐานทางธรณีวิทยาพบว่าบริเวณที่พบเรือในสมัยเมื่อพันปีก่อนเป็นแม่น้ำท่าจีนโบราณที่ยังเชื่อมเป็นทางน้ำเดียวกันกับแม่น้ำเจ้าพระยา โดยการที่เรือหันหัวเรือไปทางใต้ แสดงให้เห็นว่าได้เกิดอุบัติเหตุอับปางลงในขากลับออกจากการค้าขายในเมืองท่าสมัยทวารวดี แล้วถูกทับถมจากดินตะกอนเนิ่นนานนับพันปีก่อนจะถูกค้นพบในปัจจุบัน

เพื่อเป็นเกียรติแก่นายสุรินทร์และนางพนม ศรีงามดี ซึ่งเป็นผู้ค้นพบเรือโบราณลำนี้ ทั้งยังเป็นเจ้าของที่ดิน ซึ่งในเวลาต่อมาได้บริจาคที่ดินบริเวณแหล่งขุดค้น มอบให้เป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อสาธารณประโยชน์ต่อไป จึงได้นำชื่อของทั้งสองมาตั้งเป็นชื่อเรียกเรือโบราณลำดังกล่าวว่า “เรือพนมสุรินทร์”

 บรรยากาศการเสวนาประชาคม 

กรมศิลปากรตระหนักถึงความสำคัญ ต้องการให้ประชาชนในชุมชนท้องถิ่น หน่วยงานราชการ ในพื้นที่เข้ามาร่วมกันศึกษา อนุรักษ์ และพัฒนาแหล่งเรือโบราณ อันถือได้ว่าเป็นโบราณสถานระดับชาติ จึงได้มีการจัดเสวนาประชาคมเรื่อง “เรือโบราณพนมสุรินทร์” ครั้งที่ ๑ ขึ้นที่วัดวิสุทธิวราวาส(วัดกลางคลอง) ซึ่งอยู่ใกล้กับแหล่งที่ขุดพบเรือโบราณลำดังกล่าว เมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม ที่ผ่านมา เพื่อเผยแพร่ความสำคัญของแหล่งโบราณคดีเรือโบราณ แนวทางการอนุรักษ์ การบริหารจัดการและระดมความคิดเห็น สร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน ประชาชน และหน่วยราชการท้องถิ่นทุกภาคส่วน โดยนักวิชาการและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมการเสวนาแสดงความคิดเห็นได้แก่ ศาสตราจารย์(พิเศษ) ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นายอเนก สีหามาตย์ อธิบดีกรมศิลปากร นายทศพร  นุชอนงค์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี นางสาวนารีรัตน์  ปรีชาพีชคุปต์ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๑ ราชบุรี นายเอิบเปรม วัชรางกูร หัวหน้ากลุ่มโบราณคดีใต้น้ำ พร้อมผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง

ประชาชนเข้าชมไม้ทับกระดูกงูเรือในบ่อจัดแสดง

ประชาชนในพื้นที่ตำบลพันท้ายนรสิงห์จำนวนมากที่ทราบข่าว ต่างพากันเดินทางมาเข้าชมเรือโบราณในบริเวณแหล่งขุดค้น ซึ่งทางกรมศิลปากรได้ปล่อยน้ำซึ่งปกติท่วมมิดเรือออกบางส่วนเป็นการชั่วคราว เพื่อให้เห็นรูปร่างของเรือที่จมอยู่ในโคลนกลางบ่อได้ชัดเจนขึ้น โดยมีสปริงเกอร์พ่นน้ำหล่อเลี้ยงชิ้นส่วนต่าง ๆ ให้ชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา เพื่อป้องกันไม่ให้เสื่อมสภาพ

อธิบดีกรมศิลปากรเยี่ยมชมแหล่งขุดค้นเรือโบราณ

นายอเนก  สีหามาตย์ อธิบดีกรมศิลปากรเปิดเผยว่าด้วยความที่เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ของชาติ กรมศิลปากรจึงมีความจำเป็นต้องรักษาหลักฐานเอาไว้ในแหล่งที่ขุดพบ อันจะเป็นการรักษาโบราณวัตถุจำพวกไม้ ชิ้นส่วนเรือต่างๆ,เชือก  ซากสิ่งมีชีวิตต่างๆ ทั้งพืชและสัตว์ และสิ่งของที่ค้นพบในเรือที่เป็นข้อมูลสำคัญไปในตัว โดยมีแนวคิดจะจัดสร้างเป็นอาคารถาวรครอบแหล่งขุดค้นไว้ จัดแสดงนิทรรศการให้เห็นขั้นตอนในการดำเนินการต่างๆ  การขุดศึกษาทางโบราณคดี การสืบค้นทางประวัติศาสตร์ และการอนุรักษ์ 

ส่วนแผนระยะยาวในการพัฒนาแหล่งขุดค้นเรือโบราณแห่งนี้ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ระดับชาติเกี่ยวกับการค้าทางทะเลในสมัยโบราณนั้น อธิบดีกรมศิลปากรได้มอบหมายให้ทางสำนักศิลปากรที่ ๑ ราชบุรี และสำนักโบราณคดีใต้น้ำจัดทำแผนแม่บทอยู่ ซึ่งคาดว่าต้องใช้เวลาในการดำเนินการตามขั้นตอนเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า ๑๐ ปีขึ้นไป ในลักษณะของการพัฒนาเมืองวัฒนธรรมท่องเที่ยว เชื่อมโยงเข้ากับแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมในบริเวณใกล้เคียง เช่น ศาลพันท้ายนรสิงห์  ความคืบหน้าทางอนุสาร อ.ส.ท.จะได้ติดตามมานำเสนอให้ทราบต่อไปเป็นระยะ


หมายเหตุ ชมภาพถ่าย วิดิทัศน์ ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับเรือโบราณพนมสุรินทร์และโบราณวัตถุต่าง ๆ ที่ขุดพบเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/osotho
อนุสาวรีย์พันท้ายนรสิงห์
 ศาลพันท้ายนรสิงห์