Tuesday, January 27, 2015

รายงานพิเศษ มองมุมใหม่ เมืองกาฬสินธุ์

วัดวังคำ สถาปัตยกรรมจำลองจากวิหารวัดเชียงทองที่หลวงพระบาง สปป.ลาว


ภาคภูมิ น้อยวัฒน์ ...รายงาน
ตีพิมพ์ครั้งแรกในอนุสาร อ.ส.ท. ฉบับเดือนมกราคม ๒๕๕๘  

           
           “มองมุมใหม่ หมายถึงการทำให้นักท่องเที่ยวมองจังหวัดกาฬสินธุ์ด้วยทัศนคติที่ต่างออกไป จากที่เคยมองเป็นแค่เมืองบนทางผ่าน มาเป็นเมืองท่องเที่ยวทางเลือก แต่ไม่ใช่มุมมองใหม่ เพราะมุมมองเดิมของกาฬสินธุ์ที่มี ดีอยู่แล้ว แค่เราพัฒนาเพิ่มเติม เสริมของดีอันโดดเด่นของกาฬสินธุ์ให้น่าสนใจมากขึ้นเท่านั้น” 
           
          นายภุชงค์ โพธิกุฎสัย ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวระหว่างล่องแพชมทิวทัศน์ยามเย็นในอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาวกับคณะสื่อมวลชนที่ร่วมเดินทาง ในงานเปิดตัวโครงการมองมุมใหม่ในกาฬสินธุ์  ซึ่งจังหวัดกาฬสินธุ์ร่วมกับองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานต่างๆ จัดขึ้นเพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว  นำแหล่งท่องเที่ยวหลักมาเสริมศักยภาพ ควบคู่ไปกับการเปิดตัวแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่น่าสนใจให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

บรรยากาศยามเย็นขณะล่องแพในเขื่อนลำปาว

 นายภุชงค์ โพธิกุฎสัย ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ 

แหล่งดั้งเดิมที่ได้รับการพัฒนาศักยภาพ คือแหล่งศิลปกรรมโบราณได้แก่เมืองฟ้าแดดสงยาง นครโบราณผังเมืองรูปใบเสมาแห่งนี้เจริญสูงสุดราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๖ ในสมัยทวารวดี 

เมื่อรับพุทธศาสนาจากการค้าขายกับภาคกลาง ขยายตัวเป็นเมืองใหญ่ มีคูเมือง กำแพงเมือง โดยมีพระธาตุยาคู  ปูชนียสถานสำคัญเป็นศูนย์กลาง 


 พระธาตุยาคู ปูชนียสถานสำคัญกลางเมืองโบราณฟ้าแดดสงยาง

เสมาหินทรายในพิพิธภัณฑ์วัดโพธิ์ชัยเสมาราม

เอกลักษณ์ที่โดดเด่น คือใบเสมาหินทรายมหึมาจำนวนมากมาย  หลากรูปแบบ ทั้งแบบกลม แบบสี่เหลี่ยม และแบบแผ่นหิน จำหลักภาพพุทธประวัติและชาดก งดงามกว่าบรรดาเสมาแหล่งอื่น ๆ ของภาคอีสานทั้งหมด  ซึ่งในวันนี้ได้สร้างอาคารศูนย์ข้อมูลขึ้นในบริเวณใกล้กับพระธาตุยาคู สำหรับเป็นแหล่งท่องเที่ยวค้นคว้าศึกษาทางด้านศิลปวัฒนธรรมโบราณในพื้นที่เรียบร้อยแล้ว 


 พระพุทธไสยาสน์ภูค่าว ประทับนอนตะแคงซ้าย

เช่นเดียวกันกับพระพุทธไสยาสน์ตะแคงซ้ายในเพิงผาที่พุทธสถานภูค่าว อำเภอสหัสขันธ์ เป็นแหล่งศิลปกรรมแบบทวารวดีอีกแห่ง ที่ถึงพร้อมด้วยศักยภาพสำหรับการท่องเที่ยว เนื่องจากรอบอาณาบริเวณอันเป็นที่ตั้งคือวัดพุทธนิมิตภูค่าว 


 วิหารไม้แกะสลัก

กุฎิสมเด็จ แหลางรวบรวมพระสมเด็จจำนวนมหาศาล

ยังมีอุโบสถไม้ทั้งหลังประดับด้วยไม้แกะสลักเรื่องราวพุทธประวัติและชาดกอย่างงดงาม ทั้งภายนอกและภายใน รวมทั้งพระมหาธาตุเจดีย์พุทธนิมิตหินทรายสูงสง่าเสียดฟ้าประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ  รายรอบด้วยประติมากรรมคติธรรมทางพุทธศาสนา 



ความเป็นดินแดนดึกดำบรรพ์เป็นอีกจุดเด่นหลักที่ถูกเน้นขึ้นมา เนื่องจากในกาฬสินธุ์พบแหล่งขุดค้นทางโบราณชีววิทยาหลายแห่ง 

ภูกุ้มข้าว อำเภอสหัสขันธ์ เป็นแหล่งขุดพบฟอสซิลไดโนเสาร์และเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์สิรินธร แหล่งรวบรวมอนุรักษ์ รวมทั้งจัดแสดงซากดึกดำบรรพ์ ที่มีฟอสซิลไดโนเสาร์มากที่สุดและสมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย


 ในขณะที่วนอุทยานภูแฝก  กิ่งอำเภอนาคู ในบริเวณลำธารธรรมชาติ  เป็นแหล่งพบรอยตีนไดโนเสาร์ชัดเจนที่สุดและมากรอยที่สุดในประเทศไทยอีกเช่นกัน 



ยังมีวัดป่าพุทธบุตร  อำเภอเขาวง ซึ่งมีพิพิธภัณฑ์ดึกดำบรรพ์อยู่ในบริเวณวัด จัดแสดงซากบรรพชีวิน กระดูกไดโนเสาร์ ไม้กลายเป็นหิน และที่สำคัญที่สุด คือฟอสซิลปลาโบราณหายใจด้วยปอด ที่ขุดพบจำนวนมากใกล้กับวัด 



ทั้งนี้ยังได้มีการจัดสร้างสวนไดโนเสาร์ ซึ่งมีประติมากรรมสัตว์โลกล้านปีขนาดน้อยใหญ่พันธุ์ต่าง ๆ ตั้งไว้ริมทางหลวงหมายเลข ๒๒๗ อันเป็นทางผ่านไปยังพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์สิรินธร ช่วยสร้างบรรยากาศอันเป็นจุดขายความเป็นดินแดนไดโนเสาร์ได้เป็นอย่างดี


กิจกรรมท่องเที่ยวเพื่อเรียนรู้ในเชิงตามรอยพระราชดำริ ก็เป็นอีกอย่างที่นำมาใช้เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยว ด้วยโครงการอุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในอำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์  

จุดเด่นอยู่ที่อุโมงค์ขนาดใหญ่ กว้าง ๓ เมตร สูง ๓ เมตร ยาว ๗๔๐ เมตรที่เจาะลอดใต้เขาภูบักดีตรงพื้นที่รอยต่อ ๒ จังหวัด ผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำห้วยไผ่ อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร มาให้กับพื้นที่การเกษตรลุ่มน้ำลำพะยังตอนบน เป็นหลักฐานถึงพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยในอุโมงค์มีเส้นแบ่งเขตแดนจังหวัดระหว่างมุกดาหารกับกาฬสินธุ์ที่อยู่กึ่งกลางของอุโมงค์  เป็นจุดสนใจ  


ส่วนแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่เริ่มเปิดตัวให้เป็นที่รู้จักกันก็มีหลากหลาย ตั้งแต่กิจกรรมล่องแพกินอาหารชมบรรยากาศงามๆ ยามเย็น ของอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว และสะพานเทพสุดาที่เชื่อมจากอำเภสหัสขันธ์ไปยังอำเภอหนองกุงศรี 


 ไดโนโรดย่านถนนคนเดินแห่งใหม่ของอำเภอสหัสขันธ์ ที่ในทุกเช้าวันเสาร์มีการตักบาตรพระร้อยรูปและในช่วงออกพรรษามีประเพณีตักบาตรเทโวโดยพระภิกษุเดินลงมาจากยอดภูสิงห์อันเป็นแหล่งประดิษฐานพระพรหมภูมิปาโลและเป็นจุดชมทิวทัศน์ที่สวยงาม



โดยเฉพาะแหล่งที่โดดเด่นและเป็นที่เชิดหน้าชูตาที่สุด คือวัดวังคำ อำเภอเขาวง ด้วยวิหารสถาปัตยกรรมล้านช้าง จำลองแบบมาจากวัดเชียงทองที่หลวงพระบาง ด้วยหลังคามุขลด ๓ ชั้น โค้งลงมาจนเกือบจดพื้น สันหลังคาประดับด้วยช่อฟ้าหรือวิมาน ๙ ยอด โครงสร้างภายในแบบขื่อม้าต่างไหม  


         

       ทางโครงการฯ ได้เลือกใช้ลานด้านหน้าเป็นสถานที่แถลงข่าว โดยมี นางกอบกาญจน์ รัตนวรางกูร รัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายภุชงค์ โพธิกุฏสัย ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมเปิดตัวโครงการ ซึ่งในตอนท้ายของพิธี รัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้กล่าวสรุปว่า


“โดยส่วนตัวเห็นว่ากาฬสินธุ์มีความโดดเด่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องผ้าแพรวาของชาวผู้ไทยซึ่งเป็นเอกลักษณ์...ได้มาเยือนกาฬสินธุ์แล้วก็ประทับใจ อยากให้คนไทยได้มีความรู้สึกแบบนี้ เรียกว่าเป็นการนำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต รับรองว่าใครได้มาแล้วจะต้องกลับไปพร้อมกับรอยยิ้ม และจะต้องกลับมาใหม่อีกอย่างแน่นอน”  

Tuesday, December 30, 2014

ชมสีสันดอกไม้บาน ในงานมหัศจรรย์พรรณไม้นานาชาติขอนแก่น ๒๕๕๗


            ภาคภูมิ น้อยวัฒน์ ...เรื่องและภาพ
            
            เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญให้เหินฟ้าไปยังจังหวัดขอนแก่น เพื่อร่วมเป็นกรรมการตัดสินภาพถ่ายของ “โครงการประกวดภาพถ่ายในสวนสวย ในงานมหัศจรรย์พรรณไม้นานาชาติขอนแก่นประจำปี ๒๕๕๗” ที่จัดโดยศูนย์เยาวชนและครอบครัว เทศบาลนครขอนแก่น
            
             เดินทางไปถึงก่อนใคร เพราะกรรมการอีก ๒ ท่านยังไม่มา (ท่านหนึ่งความจริงต้องมาไฟลท์เดียวกับผมนี่แหละ แต่บังเอิญตกเครื่องบิน เลยต้องมาไฟลท์เย็นแทน ส่วนอีกท่านขับรถมาจากอุบลฯ เห็นว่าถึงค่ำ ๆ ) ผมก็เลยมีเวลาที่จะไปเดินเตร็ดเตร่ดูบรรยากาศในงาน ถือว่าเป็นการสำรวจสถานที่เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการตัดสินให้คะแนนไปในตัว
             


               งานนี้จัดขึ้นที่สวนสาธารณะบึงทุ่งสร้างครับ โดยเทศบาลนครขอนแก่นเขาร่วมกับทางจังหวัดขอนแก่น จัดงานมหัศจรรย์พรรณไม้นานาชาติขอนแก่น ประจำปี๒๕๕๗  เห็นว่าปีนี้เป็นปีที่ ๒ แล้ว โดยเนรมิตพื้นที่ ๗๓ไร่ ให้ตระการตาด้วยมวลหมู่ดอกไม้หลากสีสันสะพรั่งบาน รวมเวลาสองสัปดาห์กว่า ๆ ตั้งแต่วันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๗ ถึงวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๕๘

              แค่เข้าสู่บริเวณลานจอดรถก็พอจะทำให้รู้ว่ามีผู้คนให้ความสนใจมากขนาดไหน เพราะเนืองแน่นไปด้วยรถรานานาชนิด  ผ่านซุ้มประตูทางเข้าซึ่งมีช่องแบ่งประเภทผู้มาชมจากในท้องถิ่น จากต่างถิ่น และจากกรุงเทพฯ  เข้าไป ก็จะพบกับโซนประตูมิติมหัศจรรย์  



สองฟากฝั่งทางเดินประดับประดาด้วยไม้ดอกไม้ใบหลายหลากสีเป็นทิวแถวยาว ให้ความรู้สึกเหมือนก้าวเข้าสู่มิติแห่งสีสัน  กึ่งกลางทางเดินมีโต๊ะลงทะเบียนพร้อมเจ้าหน้าที่นั่งยิ้มอยู่ แค่เข้าไปลงชื่อเท่านั้น ก็จะได้รับแผ่นแม็กเนตหรือแม่เหล็กติดตู้เย็นเป็นภาพทิวทัศน์ของงานไปเป็นที่ระลึกแล้ว ๑ แผ่น

โดดเด่นเป็นสง่าอยู่เบื้องหน้ากึ่งกลางทางเดินคือหอแคนคำ หอคอยเหล็กสูง ๓ ชั้นตระหง่านอยู่ในลานใหญ่ที่สะพรั่งบานละลานตาด้วยไม้ดอกไม้ประดับสารพัดสี ตรงนี้เรียกชื่อว่าโซนอะเมซิ่งชิงช้าสวรรค์ เห็นทีแรกผมก็งง ๆ อยู่เหมือนกันครับว่าชิงช้าสวรรค์ยังไง เพราะเห็นมีแต่หอคอยกับดอกไม้ ปริศนามากระจ่างก็ตอนที่เดินขึ้นไปบนหอแคนคำ แล้วมองลงมา นั่นแหละถึงได้เห็นว่า ลานกว้างอันเต็มไปด้วยหมู่มวลบุปผานานาพรรณนั้น เมื่อมองจากด้านบนจะเห็นเป็นภาพชิงช้าสวรรค์ที่มีรูปดาวอยู่กึ่งกลาง (อะเมซิ่งจริง ๆ ด้วยแฮะ) 



เดินเวียนอ้อมบึงน้ำใหญ่ไปทางขวาจัดเป็นโซนผจญภัยปราสาทเทพนิยาย บนลานกว้างดารดาษไปด้วยดอกไม้จัดวางสลับสีสันตัดกันอย่างสวยงาม โดยริมทุ่งดอกไม้เป็นที่ตั้งของปราสาทฝรั่งแบบในนิทาน ทำจากแผ่นไม้อัดทาสี เรียงรายอยู่เป็นฉากหลัง ให้นักท่องเที่ยวถ่ายภาพ ริมน้ำใกล้ ๆ กัน ยังตกแต่งดอกไม้เป็นรูปปลาหมึกยักษ์ขนาดใหญ่ เรียกว่าโซนหมึกยักษ์ใต้ทะเลลึก  ซึ่งดึงดูดความสนใจจากบรรดาเด็ก ๆ ที่มาเที่ยวงานได้มากเป็นพิเศษ



เดินต่อไปอีกหน่อยเป็นโซนสวนกระชับพื้นที่ เรียงรายไปด้วย “สวนแนวตั้ง” ไม้ดอกไม้ประดับวัสดุพื้นบ้านถูกนำมาจัดวางตามแนวคิดจากสถาบันการศึกษาในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นที่ต่างสร้างสรรค์สวนของตนเองด้วยสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองอย่างน่าสนใจ


กรงนกขนาดใหญ่ถูกจัดให้เป็นพื้นที่ของโซนอาณาจักรคนรักกล้วยไม้ ตกแต่งภายในโดยจำลองบรรยากาศของป่าดงดิบมาไว้ สองข้างทางเดินที่ลัดเลาะลดเลี้ยวเป็นวงกลมกับสะพานสูงซึ่งทอดผ่านเข้าไปในความเขียวขจี สะพรั่งบานด้วยดอกกล้วยไม้น้อยใหญ่ หลากรูปทรง หลายสีสัน ชูช่อกันไสว ขนาดไม่ค่อยรู้จักว่าดอกอะไรเป็นดอกอะไร ยังต้องใช้เวลาแวะยืนชื่นชมความงามอยู่นาน





ข้ามธารน้ำผ่านโซนสะพานStory love ที่ประดับอย่างอลังการด้วยซุ้มรูปหัวใจเรียงรายซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ท่ามกลางดอกไม้สีชมพูเรียงรายสองฝั่งอย่างหวานแหวว เข้าไป ตรงนี้ถือว่าเป็นไฮไลต์ เรียกชื่อว่า โซนวินเทจสไตล์อังกฤษ ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้เหยียบย่างเข้าไป ด้วยสวนสวยรูปวงกลม มีระเบียงสูงให้ขึ้นไปยืนชมความละลานตาด้วยสีสันสดใสของดอกไม้เมืองหนาว ซึ่งเรียงรายกันอยู่ 

เบื้องล่าง ทั้งดอกลิลลี่ ดอกทิวลิป สารพัดสี โดยในบริเวณมีการพ่นละออกน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับบรรดาไม้ดอกเหล่านี้อยู่เป็นระยะ บรรยากาศเหมือนกับอยู่ในม่านหมอกยังไงยังงั้น ทำเอาแทบทุกคนที่ผ่านเข้ามาในโซนนี้หลงใหลใช้เวลาอยู่ในบริเวณนี้เนิ่นนานเป็นพิเศษ


กลับออกมาทางโซนทุ่งดอกกระดาษ ดอกไม้จริง ๆ ที่มองดูเหมือนทำจากกระดาษ ผ่านโซนถุวิเศษโปรยสุข กับโซนปาร์ตี้บอลลูน  ซึ่งจัดเป็นสวนหย่อมตกแต่งด้วยดอกไม้เรียงรายกันอยู่  และโซน ย.ยักษ์จอมซ่าส์ อันน่าสนใจด้วยประติมากรรมรูปยักษ์ขนาดใหญ่ ให้เด็ก ๆ ได้เล่นปีนป่ายกันเป็นที่สนุกสนาน  โดยมีโซนไดโนเสาร์ตะลุยสวน ที่มีรูปหล่อไฟเบอร์ไดโนเสาร์หลากหลายพันธุ์ เป็นรายการปิดท้าย  ก็เป็นอันว่าผมได้เดินเที่ยวชมเป็นวงกลมครบถ้วน เมื่อยขากำลังดี 


ถือได้ว่าเป็นอีกงานหนึ่งที่มีความสวยงามน่าประทับใจ โดยเฉพาะใครผ่านทางมาแถวนี้ เหมาะที่จะแวะเวียนเข้าไปเที่ยวชม ยิ่งในยามที่ลมหนาวพัดโชยมาอย่างในช่วงปีใหม่ ได้บรรยากาศดีอย่าบอกใครเชียวละครับ


 วันรุ่งขึ้นผมไปทำหน้าที่กรรมการตัดสินภาพ ยังได้เห็นภาพที่ถ่ายจากในงานนี้ ในมุมมองสวย ๆ มากมาย ใครมาไม่ทันปีหน้าค่อยมาก็ยังได้  เห็นว่าเขาจะจัดให้มีทุกปี 

แต่ไม่รู้ปีหน้าเขาจะเชิญผมมาเป็นกรรมการอีกหรือเปล่านะ เอาเป็นว่า ถ้าเชิญ ก็จะได้พบผมไปเดินท่อม ๆ อยู่ในงานแน่นอนครับ  

Monday, July 21, 2014

Muse Mobile มิวเซียมติดล้อ ชุดที่ ๓ ที่จังหวัดมหาสารคาม


ภาคภูมิ น้อยวัฒน์...รายงาน
ตีพิมพ์ครั้งแรกในอนุสาร อ.ส.ท.ปีที่ ๕๕ ฉบับที่ ๑  ประจำเดือนสิงหาคม ๒๕๕๗

สถาบันพิพิธภัณฑ์เพื่อการเรียนรู้แห่งชาติ (สพร.) จัดโครงการ Muse Mobileมิวเซียมติดล้อ” เพื่อเป็นต้นแบบของการสร้างพื้นที่ของการเรียนรู้ใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย อันจะนำไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้  เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศในทุก ๆ ด้านต่อไป

“มิวเซียมติดล้อ” คือรูปแบบพิพิธภัณฑ์แนวใหม่ที่จัดทำนิทรรศการไว้ในตู้คอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ด้วยเทคนิคการนำเสนออันทันสมัยและน่าสนใจ แล้วนำไปจัดแสดงตามสถานที่ต่าง ๆ ในลักษณะ พิพิธภัณฑ์เคลื่อนที่ เพื่อสร้างพื้นที่ใหม่ ๆ ของการเรียนรู้สู่ทุกภูมิภาคของประเทศ  โดยเน้นการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้เข้าเยี่ยมชม ที่ผ่านมาทางสพร.ได้จัดทำนิทรรศการในรูปแบบ “มิวเซียมติดล้อ” ไปแล้วรวม ๓ ชุด ชุดแรกคือนิทรรศการ “เรียงความประเทศไทย ฉบับย่อ” เดินทางไปจัดแสดงมาแล้วใน  ๑๓ จังหวัด ชุดที่สองคือ นิทรรศการ “ฮู้จักเพื่อนไทย เข้าใจตัวตนคนอีสาน” จัดแสดงแล้วใน ๖ จังหวัด


ล่าสุดชุดที่สาม คือนิทรรศการ ”อัจฉริยภาพตัวตนคนอีสาน”  ประเดิมแสดงที่จังหวัดมหาสารคามเป็นแห่งแรก โดยร่วมกับเทศบาลเมืองมหาสารคาม จัดขึ้นที่บริเวณลานจอดรถหน้าห้างสรรพสินค้าเสริมไทยคอมเพล็กซ์ จังหวัดมหาสารคาม เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ได้รับความสนใจจากเด็ก เยาวชน และประชาชนในท้องถิ่นเป็นจำนวนมาก  โดยในคอนเทนเนอร์ใหญ่ ๔  หลังที่เรียงกันเป็นรูปตัวยู บอกเล่าถึงประวัติความเป็นมาของภาคอีสาน ด้วยการแบ่งเนื้อหาเป็นหลังละหัวข้อ


หัวข้อที่ ๑ จั๊งซี่ละอีสาน เล่าเรื่องทางภูมิศาสตร์ของอีสาน ผ่านคำถามต่าง ๆ  เช่น ทำไมอีสานถึงเป็นที่ราบสูง ทำไมอีสานถึงแห้งแล้ง ทำไมอีสานไกลทะเลแต่มีเกลือ ฯลฯ  พร้อมทั้งนำเสนอทรัพยากรในดินของอีสานอย่าง ฟอสซิลดึกดำบรรพ์ ปิโตรเลียม เกลือและทองแดง แต่ที่สำคัญที่สุดคือทรัพยากรมนุษย์ หรือ “คนอีสาน” ซึ่งประสบความสำเร็จสุดยอดในหลากหลายอาชีพ



หัวข้อที่ ๒ หม่องนี้ดีคัก  เล่าถึงภูมิปัญญาของชาวอีสานที่แม้แผ่นดินแห้งแล้ง แต่คนอีสานก็ไม่เคยขาดแคลนอาหารการกิน ด้วยความสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศ โดยใช้พืชมหัศจรรย์อย่างไผ่ที่ใช้เป็นอาหาร ใช้สร้างบ้านเรือน และทำเครื่องไม้เครื่องมือทำมาหากินต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี  นอกจากนี้ยังมีแบบจำลองของเกวียนหลากหลายรูปแบบ อันเป็นพาหนะพื้นเมืองที่สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตของชาวอีสานให้ผู้เข้าชมได้สัมผัส



หัวข้อที่ ๓ ฮีตสิบสองคองสิบสี่  เล่าถึง “ฮีต” หรือ จารีต หมายถึงสิ่งที่ปฏิบัติสืบต่อกันมายาวนานจนเป็นประเพณีอันดีงาม  ซึ่งมีทั้งหมด ๑๒  ฮีตในรอบหนึ่งปี และ “คองสิบสี่”  หมายถึงทำนองคลองธรรม ๑๔ ประการ อันเป็นกรอบปฏิบัติของผู้ปกครอง ผู้ใต้ปกครอง พระสงฆ์ และชาวบ้าน เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขของบ้านเมือง โดยในหัวข้อนี้มีจุดเด่นอยู่ที่ภาพยนต์อนิเมชั่น  “ศึกล่าฝน” ที่เล่าขานตำนานความเป็นมาเรื่องประเพณีบั้งไฟของชาวอีสานด้วยระบบ ๔ มิติ อย่างตื่นตาตื่นใจ


หัวข้อที่ ๔ ออนซอนอีสาน   เล่าถึงมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาวอีสานที่สืบเนื่องกันมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์  ก่อนจะเข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์ในสมัยทวารวดี สมัยขอมโบราณ  ปรากฏร่องรอยสถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่งดงามอย่างเช่น แหล่งวัฒนธรรมบ้านเชียง ภูพระบาท ปราสาทหิน และแหล่งโบราณคดีอีกมากมายที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วแผ่นดินอีสาน  ซึ่งอดีตอันรุ่งเรืองได้หล่อหลอมความเป็นอีสานจนมีเอกลักษณ์อย่างที่เห็นในปัจจุบัน


ในบริเวณโดยรอบยังได้มีการจัดกิจกรรม “โฮงวัฒนธรรม” นำเสนอการกินอยู่และวิถัชีวิตแบบอีสาน ให้ผู้เข้าชมได้ร่วมมีประสบการณ์ด้วยตัวเองเช่น การทำข้าวเม่าพื้นเมือง การทอเสื่อ และการปั้นหม้อ พร้อมอาหารพื้นบ้านหายากให้ลองชิม และจำหน่ายผลิตภัณฑ์หัตถกรรมพื้นเมือง รวมทั้งยังมีกิจกรรม “ประกวดดนตรีสร้างสรรค์” ให้กลุ่มวัยรุ่นได้สัมผัสและเข้าถึงแนวดนตรีพื้นบ้านอีกด้วย 


ทั้งหมดนี้เป็นการตอกย้ำให้นิทรรศการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายคือกลุ่มเด็ก เยาวชน และบุคคลทั่วไป  ซึ่งหากนับจากเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ อันเป็นจุดเริ่มต้นโครงการ ถึงวันนี้ก็เป็นเวลา ๕ ปีเต็ม ที่โครงการมิวเซียมติดล้อได้เข้าถึงเป้าหมายตามวัตถุประสงค์ คือสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้นอกห้องเรียน ให้กับเยาวชนและประชาชนใน  ๒๐ จังหวัดทั่วประเทศ มีจำนวนผู้เข้าชมมากกว่า ๒๕๐,๐๐๐คน  และมีหน่วยงานให้ความร่วมมือมากกว่า ๖๐ หน่วยงาน และโครงการยังคงดำเนินการให้มีชุดใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นต่อไปในอนาคต
            

        สนใจติดต่อนิทรรศการมิวเซียมติดล้อไปจัดแสดง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ เลขที่ ๔ ถนนสนามไชย แขวงบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ โทรศัพท์ ๐ ๒๒๒๕ ๒๗๗๗  โทรสาร ๐ ๒๒๒๕ ๒๗๗๕ ชมภาพถ่ายและวิดิทัศน์มิวเซียมติดล้อ ชุดที่ ๓  ที่มหาสารคามเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/osotho และ  www.museumsiam.org